เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
รีวิวเว้ย (3)Chaitawat Marc Seephongsai
โลกที่ (คิดว่า) คุ้นเคย By สมเกียรติ วันทะนะ
  • รีวิวเว้ย (1551) เมื่อพูดถึงอยุธยา หลายคนน่าจะคิดถึงละครอย่างบุพเพสันนิวาส (ออเจ้า) กุ้งเผา โบราณสถาน ตลาดน้ำ และประวัติศาสตร์ไทยฉบับรักชาติที่ปลูกฝังความเกลียดชังเพื่อนบ้านและผลิตซ้ำชุดความเชื่อบางประการ อาทิ "พม่าเผากรุงศรี" แต่หลายคนอาจจะลืมคิดไปว่าหนึ่งในมรดกตกทอดที่สำคัญจากสมัยอยุธยา สู่ธนบุรี กระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ก่อน พ.ศ.2475 และถึงปัจจุบัน สยาม ไท ไทย หรือที่เราจะเรียกกันว่าอะไรก็แล้วแต่ เราได้รับเอาแนวคิดสำคัญ หลายประการมาใช้นับตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยเฉพาะแนวคิดทางการเมือง (ความคิดทางการเมือง) ทั้งเรื่องของการครองราชของพระมหากษัตริย์ พระราชพิธี ประเพณี ไปจนถึงวิถีชีวิตของคนในสมัยปัจจุบันก็ยังคงแฝงฝังไปด้วยแนวความคิดที่ตกทอดมาจากสมัยอยุธยาด้วยเช่นกัน
    หนังสือ : โลกที่ (คิดว่า) คุ้นเคย: ความคิดทางการเมืองไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893-2310
    โดย : สมเกียรติ วันทะนะ
    จำนวน : 472 หน้า
    .
    "โลกที่ (คิดว่า) คุ้นเคย: ความคิดทางการเมืองไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893-2310" บอกเล่าถึงพื้นฐานของสิ่งที่จะกลายมาเป็นรากฐานทางความคิดทางการเมืองของคนอยุธยากระทั่งส่งผลมาถึงคนในปัจจุบัน ทั้งเรื่องของฤดูกาลที่เป็นตัวกำหนดสำคัญของแบบแผนวิธีชีวิตและแนวคิดทางการเมืองของคนอยุธยา ผ่านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศตามฤดูกาลต่าง ๆ และฤดูการเหล่านี้กำหนดในเกิดเป็นแบบแผนและแนวทางในการปฏิบัติของคนในอยุธยา นับตั้งแต่เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินลากยาวไปกระทั่งถึงไพร่ราบทหารเลว ล้วนแต่ยึดโยงกับการเปลี่ยนแปลงของฤดูการและสภาพดินฟ้าอากาศแทบทั้งสิ้น
    .
    ใน "โลกที่ (คิดว่า) คุ้นเคย: ความคิดทางการเมืองไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893-2310" ได้ฉายให้เห็นภาพความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่กำหนดบทบาทของผู้คนในสังคมเอาไว้ผ่าน "ทวาทศมาศ" หรือ "พระราชพิธี 12 เดือน" ที่มีการระบุเอาไว้ในกฎมลเฑียรบาล ถึงประเพณีที่ต้อง (พึง) ปฏิบัติตามฤดูการต่าง ๆ โดยในหนังสือขยายให้เห็นถึงความสำคัญของพิธีในช่วงเดือนต่าง ๆ ว่าทุกพิธีล้วนถูกจัดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งพิธีถือน้ำ-ออกสนามใหญ่ (ช่วงเดือน 5 และเดือน 10) หรือจะเป็นพิธีขอฝน พิธีแรกนา พิธีปัดเป่าโรคภัย พิธีไล่น้ำ ล้วนแต่ผูกโยงอยู่กับเรื่องราวของฤดูการ และแนวคิดเบื้อหลังของการกำกับพิธีต่าง ๆ เอาไว้ ทั้งแนวคิดที่มาจากคติความเชื่อของศาสนาผี พราหมณ์ พุทธ ที่ถูกปรับใช้ให้กลายมาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมของการสร้างความคิดทางการเมืองในสมัยอยุธยา
    .
    นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างฤดูกาล พระราชประเพณี ศาสนาผี พราหมณ์ พุทธ ล้วนถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมต่อการสืบทอดอำนาจ รักษาอำนาจและแย่งชิงอำนาจระหว่างชนชั้นปกครองในสมัยอยุธยา (ในปัจจุบันก็ยังคงเห็นวิธีการของครั้งอยุธยาด้วย) ผ่านการสร้างความชอบธรรมผ่านมิติของราชาธิปไตยสมัยอยุธยาที่อาศัยมิติของ (1) อำนาจ-วาสนา (2) บุญญา-บารมี และ (3) ร่มเย็น-เป็นสุข ที่แนวคิดของทั้ง 3 มิติถูกคลี่ตีแผ่ให้เห็นผ่านระบบคิดของฤดูการ ประเพณีและศาสนา ที่ตลอดช่วงระยะเวลา 417 ปีของอยุธยา สิ่งเหล่านี้คือกลไกในการธำรงไว้ซึ่งระบบและวิธีคิดทางการเมืองของอยุธยา
    .
    สำหรับเนื้อหาของหนังสือแบ่งออกเป็น 4 ภาค 14 บท ดังนี้ [ภาคที่ 1 ทั่วไป] บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 ระเบียบวิธีวิจัย, [ภาคที่ 2 บริบท] บทที่ 3 สังเขปประวัติศาสตร์การเมืองอยุธยา บทที่ 4 จักรวาลไตรภูมิ บทที่ 5 สังคมน้ำท่วม : บริบททางภูมิศาสตร์ของอยุธยา บทที่ 6 บริบททางภูมิปัญญาเกี่ยวกับการปกครองบ้านเมือง, [ภาคที่ 3 ตัวบท] บทที่ 7 โองการแช่งน้ำ บทที่ 8 บทเรียนทางการเมืองจาก "ลิลิตพระลอ" บทที่ 9 โลกการเมืองในยวนพ่ายโคลงดั้น บทที่ 10 กฎมณเฑียรบาลและทวาทศมาศ: พระราชพิธี 12 เดือนใน "นาฏรัฐ" บทที่ 11 "ช้าง" กับความคิดทางการเมืองไทยสมัยอยุธยา บทที่ 12 ทศชาติชาด บทที่ 13 การสืบราชสมบัติในกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 1893-2310, [ภาคที่ 4 สรุป] บทที่ 14 บทสรุป: พระรามในปราสาทพระอินทร์
    .
    "โลกที่ (คิดว่า) คุ้นเคย: ความคิดทางการเมืองไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893-2310" แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันความคิดทางการเมืองดังกล่าวยังสามารถใช้อธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองไทย ได้อย่างดี อาจจะมีปรับเปลี่ยนในเรื่องของบริบทและตัวแสดงที่เปลี่ยนไปจากสมัยอยุธยาบ้าง แต่ถ้าพิจารณาให้ดีเราก็จะพบว่า ไม่ว่าจะอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ก่อน 2475 หรือหลัง 2475 ก็ดี ฤดูการ ประเพณี ศาสนา ที่ประกอบกันเป็นความคิดทางการเมืองอยุธยา ยังสามารถอธิบายความเป็นรัตนโกสินทร์ (ไทย) ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เหมือนความตอนหนึ่งในหนังสือที่ว่า "กฎเกณฑ์และกฎมณเฑียรบาล แท้จริงแล้วไม่ได้มีความหมายและความสำคัญกับสังคมอยุธยาเลยแม้แต่น้อย" ซึ่งดู ๆ ไปก็ไม่ต่างกันกับสังคมไทยปัจจุบัน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in