เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Sheepy Criminology: อาชญาวิทยาแดนแกะ – Marut Soontrong
ทฤษฎีขนฟู (Fluffy Theories) EP.1: ทำไมแต่ละประเทศถึงลงโทษหนัก-เบาไม่เท่ากัน!
  • ทฤษฎีขนฟู (Fluffy Theories) EP.1: "อาชญากรรมพุ่ง = คนล้นคุก" จริงหรือ? แกะรอยเบื้องหลังทำไมแต่ละประเทศถึงลงโทษหนัก-เบาไม่เท่ากัน

    แบะๆ~ สวัสดีชาวฝูงทุกคนครับ! 🌿 วันนี้เพิ่งอ่านเปเปอร์สุดคลาสสิกของศาสตราจารย์ Michael Tonry (2007) เรื่อง "Determinants of Penal Policies" จบไปหมาดๆ เลยอยากชวนทุกคนมา "แกะ" มายาคติเรื่องนโยบายการลงโทษและเรือนจำกันแบบนุ่มฟู เข้าใจง่าย ไม่ปวดหัวครับ!
    เคยสงสัยไหมครับว่า... เวลาเราเห็นประเทศไหนมีนักโทษล้นเรือนจำ หรือออกกฎหมายลงโทษแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน เรามักจะคิดไปเองว่า "ก็เพราะประเทศนั้นอาชญากรรมมันเยอะขึ้นไง รัฐเลยต้องปราบปรามให้หนัก!"

    แต่เดี๋ยวก่อนครับชาวฝูง! 🛑 งานวิจัยของ Tonry ชี้ให้เห็นชัดเจนเลยว่า "อัตราการเกิดอาชญากรรม ไม่ได้เป็นตัวกำหนดอัตราการจำคุกเสมอไป!"

    1. เมื่อทุกประเทศเจอพายุลูกเดียวกัน... แต่กางร่มคนละแบบ ☔
    ในช่วงทศวรรษ 1960s ถึงต้น 1990s ประเทศตะวันตกเกือบทั้งหมดเผชิญชะตากรรมเดียวกันเป๊ะเลยครับ คือ อาชญากรรมพุ่งสูงขึ้นมาก แล้วก็ค่อยๆ ลดลงในเวลาต่อมา แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ แต่ละประเทศกลับตอบสนองต่อพายุลูกนี้ต่างกันสุดขั้ว!
    • สหรัฐอเมริกา: อัตราการจำคุกพุ่งทะยานไม่หยุดตั้งแต่ปี 1973 (พุ่งไปแตะกว่า 700 คน ต่อประชากรแสนคน!) แม้ว่าตอนหลังอาชญากรรมจะลดลงแล้วก็ตาม
    • นิวซีแลนด์ และอังกฤษ: เดินตามรอยอเมริกามาติดๆ โดยมีอัตราการจำคุกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990s (ในปี 2005 นิวซีแลนด์พุ่งไปถึง 186 ต่อแสนประชากร สูงเป็นอันดับต้นๆ ของกลุ่มประเทศตะวันตกเลยทีเดียว!)
    • เยอรมนี และแคนาดา: อัตราการจำคุกกลับ "นิ่งสนิท" แทบไม่ขยับเลยตลอดช่วง 25 ปีสุดท้ายของศตวรรษที่ 20
    • ฟินแลนด์: ผ่าเหล่าผ่ากอสุดๆ เพราะเลือกปรับนโยบายจนอัตราการจำคุก "ลดลงถึง 2 ใน 3" แล้วรักษาระดับให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดินมาตลอด!

    Tonry เลยสรุปประโยคเด็ดไว้ว่า "All politics are local. So are penal cultures and policies." (การเมืองเป็นเรื่องเฉพาะถิ่นฉันใด วัฒนธรรมและนโยบายการลงโทษก็เป็นเรื่องเฉพาะถิ่นฉันนั้นครับ)

    2. แล้วอะไรล่ะที่กำหนดความดุเดือดของการลงโทษ? ⚖️

    Tonry ยืมกรอบแนวคิดจากจิตวิทยาพัฒนาการ มาแบ่งปัจจัยระดับประเทศออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่ออธิบายว่าทำไมบางประเทศถึงชอบขังคุก ในขณะที่บางประเทศเน้นความประนีประนอมครับ:

    ❌ กลุ่มที่ 1: ปัจจัยหลอก (Nonfactors) – มีผลน้อยกว่าที่คิด!


    สิ่งที่นักวิชาการหรือคนทั่วไปชอบโทษว่าเป็นต้นเหตุ เช่น อัตราอาชญากรรมที่สูงขึ้น, โลกาภิวัตน์, ความตึงเครียดทางชาติพันธุ์ หรือความวิตกกังวลในยุคสมัยใหม่ (Late Modernity) จริงๆ แล้วเป็นแค่ "ฉากหลัง" เท่านั้นครับ เพราะทุกประเทศเจอเหมือนกันหมด จึงเอามาอธิบายไม่ได้ว่าทำไมแต่ละประเทศถึงเลือกลงโทษต่างกัน

    🔥 กลุ่มที่ 2: ปัจจัยเสี่ยง (Risk Factors) – ตัวเร่งให้รัฐลงโทษหนัก!


    ประเทศไหนมีคุณลักษณะเหล่านี้ครบ สูตรสำเร็จของการมี "กฎหมายสุดโหดและคนล้นคุก" จะตามมาทันที:
    1. การเมืองแบบ "ผู้ชนะกินรวบ" (Conflict Political Systems): ประเทศที่ใช้ระบบสองพรรคใหญ่ห้ำหั่นกัน (เช่น สหรัฐฯ อังกฤษ นิวซีแลนด์ในอดีต) นักการเมืองมักใช้เรื่อง "Tough on Crime" (ปราบปรามอาชญากรรมเด็ดขาด) มาเกทับกันเพื่อแย่งคะแนนเสียง
    2. ผู้พิพากษาและอัยการมาจากการเลือกตั้ง: (เช่น ในสหรัฐฯ) เมื่อตำแหน่งขึ้นอยู่กับคะแนนเสียง เวลาเกิดคดีสะเทือนขวัญ อัยการและผู้พิพากษาจึงไม่กล้าตัดสินแบบปราณี เพราะกลัวสอบตกในการเลือกตั้งครั้งหน้า!
    3. สื่อแท็บลอยด์จอมปั่นกระแส (Sensationalist Media): สื่อที่เน้นพาดหัวข่าวเรียกอารมณ์โกรธแค้นของสังคม ทำให้รัฐบาลต้องรีบออกกฎหมายแรงๆ เอาใจกระแส (Expressive Policies) แม้จะรู้ว่าแก้ปัญหาไม่ได้จริงก็ตาม
    4. ความเหลื่อมล้ำสูง & สวัสดิการรัฐอ่อนแอ: งานวิจัยเชิงสถิติพบว่า ประเทศที่มีช่องว่างระหว่างคนรวย-คนจนสูง และระบบสวัสดิการสังคมต่ำ ผู้คนจะมีระดับความไว้วางใจต่อกันต่ำลง และเรียกร้องให้ใช้ "คุก" ในการจัดการปัญหามากขึ้น


    🛡️ กลุ่มที่ 3: ปัจจัยป้องกัน (Protective Factors) – เกราะคุ้มกันไม่ให้ลงโทษเกินกว่าเหตุ!

    แล้วทำไมกลุ่มสแกนดิเนเวีย เยอรมนี หรือฝรั่งเศส ถึงไม่บ้าจี้เพิ่มโทษตามกระแสอารมณ์? เพราะเขามีเกราะป้องกันเหล่านี้ครับ:
    1. การเมืองแบบ "ฉันทามติ" (Consensus Political Systems): ระบบพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค ทำให้นโยบายต้องเกิดจากการพูดคุยประนีประนอม ไม่ใช้อารมณ์ชั่ววูบมาหักล้างนโยบายกันไปมา
    2. กระบวนการยุติธรรมโดย "ผู้เชี่ยวชาญอาชีพ" (Professional Cadres): ผู้พิพากษาและอัยการเติบโตมาตามสายวิชาชีพและคุณวุฒิ มีความเป็นอิสระ ไม่ต้องเอาใจกระแสการเมืองหรือโพลสำรวจอารมณ์ประชาชน
    3. การให้คุณค่ากับ "ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญ" มากกว่า "อารมณ์ชั่ววูบของสังคม": Tonry ชี้ให้เห็นความต่างระหว่าง Public Opinion (ความเห็นร้อนๆ ตอนกำลังโกรธข่าวอาชญากรรม) กับ Public Judgment (การตัดสินใจหลังจากได้รับข้อมูลรอบด้านแล้ว) ประเทศที่มีเกราะป้องกันดี จะให้ผู้เชี่ยวชาญและข้อมูลวิจัยเป็นคนนำทางนโยบาย ไม่ใช่ปล่อยให้กระแสความแค้นรายวันมาเขียนกฎหมายครับ


    💡 ข้อคิดทิ้งท้ายจากทุ่งหญ้าของชีปปี้

    บทความของ Tonry เตือนสติเราด้วยคำพูดของ Winston Churchill (1910) ว่า 

    "อารมณ์และความรู้สึกของสาธารณชนในการปฏิบัติต่ออาชญากรรมและอาชญากร คือหนึ่งในบทพิสูจน์ที่แม่นยำที่สุดถึงความเจริญของประเทศนั้น ๆ"

    การที่รัฐสักแห่งจะมีคุกที่ใหญ่ขึ้นหรือเล็กลง ไม่ได้แปลว่าคนในชาตินั้นเลวลงหรือดีขึ้นหรอกครับ แต่มันสะท้อนว่า "โครงสร้างการเมือง สื่อสารมวลชน และความเหลื่อมล้ำของสังคมนั้น" เปิดโอกาสให้เราใช้ "เหตุผล" หรือใช้ "อารมณ์" ในการจัดการกับเพื่อนมนุษย์ที่ก้าวพลาดมากกว่ากันต่างหาก

    💬 ถามชาวฝูง (Flock's Dilemma):พออ่านทฤษฎีนี้จบแล้ว ลองหันมามองบ้านเรากันบ้างครับ... เพื่อนๆ คิดว่าทุกวันนี้นโยบายการลงโทษในสังคมไทย ขับเคลื่อนด้วย "ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ (Expert Knowledge)" หรือขับเคลื่อนด้วย "กระแสความโกรธแค้นบนหน้าสื่อ (Sensationalist Media & Populism)" มากกว่ากัน? แวะมาแลกเปลี่ยนกันในคอมเมนต์อย่างสร้างสรรค์ได้เลยนะแบะๆ~ 👇🐑✨

    📚 อ้างอิง: Tonry, M. (2007). Determinants of penal policies. Crime and Justice, 36(1), 1–48.

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in