_____________________________________________________________________________________________________
4. มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดและไม่ดีเอาซะเลย โอเค เขาคิดถึงยุนกิ เขาชอบยุนกิเข้าแล้ว แต่ว่ายุนกิเป็นแวมไพร์นี่นา คนกับแวมไพร์จะไปกันรอดได้ยังไง จองกุกปล่อยเวลาให้ผ่านไปอีกสองอาทิตย์พร้อมกับคำพูดของยุนกิที่วนอยู่ในหัว จนกระทั่งแทฮยองเพื่อนสนิทจัดปาร์ตี้เปิดตัวแฟนหนุ่มลูกครึ่งงูครึ่งมนุษย์
'ฉันแค่ชอบเขามาก มากเสียจนมองข้ามเรื่องอื่นๆ ไปหมดน่ะ'
'แต่พวกนายต้องปรับตัวกันเยอะเลย ใช่มั้ยล่ะ'
'อืม ใช่ แต่คบกับมนุษย์ด้วยกันเอง ก็ต้องปรับตัวเหมือนกันไม่ใช่หรอ?'
จองกุกแยกตัวออกมาจากปาร์ตี้ตอนเที่ยงคืนกว่า โทรหานัมจุนเกือบสิบสาย อีกฝ่ายบ่นเขาเสียยืดยาว แต่ก็ยอมบอกที่อยู่ของยุนกิแต่โดยดี
'พี่ยุนกิไม่มารับเลือดหลายอาทิตย์แล้ว พยายามกินอาหารมนุษย์ ออกจากบ้านตอนกลางวัน แถมยังปรึกษาเรื่องผ่าตัดอวัยวะเพื่อกลับไปเป็นมนุษย์อีก นายก็รู้ว่ามันอันตรายขนาดไหน สำหรับแวมไพร์ที่อยากจะคืนร่างมนุษย์น่ะ'
บ้านของยุนกิหาไม่ยากเกินความสามารถ และจองกุกก็รีบร้อนเกินจะรักษามารยาท เสียงทุบประตูปังๆ จึงดังไปทั่วถนน แต่เขาไม่สนใจ ตอนนี้เขาต้องการเจอยุนกิเร็วที่สุด
ประตูหนาหนักสีน้ำเงินเปิดผลัวะ พร้อมกับเจ้าของบ้านหน้าตายับยู่ยี่ ยุนกิผอมลงหลังจากครั้งสุดท้ายที่เจอกัน ผิวที่เคยซีดมีรอยแดงจางๆ คล้ายไหม้แดด จองกุกโถมตัวเข้าหาอีกฝ่าย กอดรั้งร่างผอมบางไว้แน่น ฝังหน้าลงไปบนไหล่ลาด กลิ่นเฉพาะตัวที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยฟุ้งขึ้นมา
'ผมคิดถึงพี่ ผมไม่สนใจแล้วว่าพี่จะเป็นแวมไพร์..เป็นคน..หรือเป็นปีศาจ ผมอยากอยู่กับพี่ ผมชอบพี่ พี่ ยุนกิ'
'พี่ก็ชอบนายจองกุก'
ยุนกิกอดอีกฝ่ายตอบเช่นกัน
.
.
.
5. มันเรียบง่ายแบบนั้นแหละ สองคนตกลงคบหากันอย่างเป็นทางการ (โอเค เพื่อนๆ รู้กันหมด ส่วนพ่อกับแม่เขาขอเวลาทำความเข้าใจอีกนิด แต่เขาแฮปปี้ พี่ยุนกิก็แฮปปี้ จบป่ะ) จองกุกจึงย้ายเข้าไปอยู่บ้านเดียวกับยุนกิ แล้วก็พบว่าการมีแฟนเป็นแวมไพร์มันไม่ได้ยากเย็นอย่างเคยคิดไว้
.
.
.
6. อย่างแรก กระเทียมคือเรื่องหลอกเด็ก พี่ยุนกิชอบกินกระเทียมกับเนื้อย่างมาก จนจองกุกต้องไล่ไปแปรงฟันทุกครั้งหลังทานเสร็จ อีกฝ่ายยิ้มกว้างแล้วแกล้งเป่าลมใส่หน้าทุกครั้ง จองกุกหน้าบึ้งสนิทแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าชอบยิ้มของพี่ยุนกิชะมัด
แต่ก็มีเรื่องจริงอยู่บ้าง เช่น แวมไพร์เซนซิทีฟกับแดดจริง หากยืนใต้แสงอาทิตย์นานๆ แล้วผิวจะระคายเคืองได้ เหมือนมนุษย์ทั่วไปที่โดนแดดเผานั่นแหละ แต่ไม่ถึงขนาดเจอแสงแล้วระเหยหายไปแบบในหนัง
เรื่องอาหารมนุษย์ที่พี่นัมจุนโอเวอร์แอ็คติ้งจนจองกุกเชื่อสนิทใจก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น พี่ยุนกิกินอาหารพร้อมจองกุกได้ แต่สารอาหารหลักไม่ได้มาจากตรงนั้น อีกฝ่ายยังต้องการเลือดอยู่
นัมจุนคะยั้นคะยอให้ยุนกิกลับไปรับเลือดเหมือนเดิม แต่จองกุกพบว่าเลือดจากโรงพยาบาลแพงหูฉี่ แม้ว่าแวมไพร์จะเป็นตระกูลมหาเศรษฐี แต่ค่าเลือดในแต่ละเดือนเทียบเท่ากับกระเป๋าแบรนด์เนมใบนึงเลยทีเดียว จองกุกตรวจเช็คบิลด้วยความเสียดายทุกครั้ง ก่อนจะเสนอว่า
'พี่กินเลือดผมแทนสิ แล้วก็เอาเงินนั่น ไปซื้อกระเป๋าให้ผมแทน'
ยุนกิโกรธจองกุกอยู่สองวัน
ฝ่ายนั้นบอกว่าเขาไม่ใช่พวกฟู้ด*ที่ยอมขายเลือดตัวเองแลกกับเงินของแวมไพร์ แต่เขาเป็นคนรัก และยุนกิจะไม่มีวันเอาเลือดจองกุกมาแลกกับเศษเงินนั่นเด็ดขาด (Food : ใช้เรียกมนุษย์ประเภทที่ขายเลือดของตนแลกกับเงิน ผู้ซื้อส่วนใหญ่ก็คือแวมไพร์ หลังจากเผ่าพันธุ์แวมไพร์เพิ่มขึ้น จึงมีการออกกฎหมายรองรับการขายเลือด แม้ข้อกฎหมายนี้จะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเป็นอย่างมาก)
จองกุกโอบกอดอีกฝ่ายแล้วปลอบประโลมว่าเมื่อไม่นานมานี้ เขาอ่านเจอบทความเกี่ยวกับแวมไพร์ที่เขียนโดยอาจารย์ของนัมจุน ถ้าหากแวมไพร์ได้รับเลือดจากมนุษย์โดยตรง ไม่ผ่านกระบวนการพาสเจอไรส์จากโรงพยาบาล เลือดนั้นจะให้สารอาหารมากกว่า และทำให้แวมไพร์แข็งแรง ไม่หิวบ่อย และไม่ออกอาการเหนื่อยง่ายเมื่อขาดเลือด จองกุกเองก็ยินดีแบ่งปันเลือดให้ยุนกิ คนเป็นพี่จึงหายโกรธ แต่ก็ไม่ยอมกินเลือดเขาอยู่ดี
.
.
.
7. กว่ายุนกิจะยอมกัดเขา จองกุกก็ต้องหลอกล่อหลายอย่าง ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง แต่ใครจะรู้ล่ะว่าแค่จองกุกแกล้งบีบน้ำตา ยุนกิก็ยอมเขาทุกอย่างแล้ว
ด้วยความที่ไม่เคยของทั้งคู่ ยุนกิจึงเผลอออกแรงกัดจองกุกจนทิ้งรอยช้ำเป็นอาทิตย์ แถมยังดูดเลือดจนน้องหน้ามืด
'เลือดนายหอมมาก พี่เกือบห้ามตัวเองไม่ได้'
จองกุกมองค้อนอีกคนหลังจากที่ฟื้นขึ้นมา ไม่รู้ว่าคิดผิดหรือคิดถูกที่ให้ดื่มเลือดของจองกุกแทน ยุนกิเพิ่มระยะห่างของช่วงเวลาไปรับอาหารที่โรงพยาบาล จากหนึ่งอาทิตย์เป็นสองอาทิตย์ สองอาทิตย์เป็นหนึ่งเดือน ทั้งคู่เรียนรู้จากกันและกันว่าแรงกัดแค่ไหนที่จะทิ้งรอยช้ำน้อยที่สุด และปริมาณเลือดที่จะทำให้จองกุกไม่เป็นลม อาจดูเหมือนว่าจองกุกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่เขาไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่ายามที่ยุนกิกดคมเขี้ยวลงบนต้นคอนั่นทำให้จองกุกมีความสุข และรู้สึกปลอดภัยในอ้อมกอดนั้น
.
.
.
8. หลังจากที่ยุนกิหันมาดื่มเลือดเขา จองกุกจึงต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ คล้ายคนที่ต้องบริจาคเลือดทุกสามเดือน แอลกอฮอล์หรืออาหารมันๆ เลิกคิดไปได้เลย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาฉลองวันเกิดกับเพื่อนหนักไปหน่อย ดื่มเหล้าจนเมาแอ๋ ตื่นขึ้นมาอีกวันก็เป็นคิวที่ต้องให้เลือด ยุนกิถึงกับบ่นเป็นหมีกินผึ้งว่าเลือดเขาขมและมีกลิ่นแอลกอฮอล์
.
.
.
9.เพิ่งครบรอบสามปีที่เป็นแฟนกันไปเมื่อเดือนก่อน ทั้งยุนกิและจองกุกใช้ชีวิตเหมือนเดิม ที่เปลี่ยนแปลงก็มีบ้าง เช่น จองกกุกำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งในที่ทำงาน ส่วนยุนกินั้นได้รับมรดกจากญาติเป็นเงินมูลค่าหลายล้านวอน ทั้งสองจึงคิดจะไปเที่ยวต่างประเทศ ใจจริงยุนกิอยากไปเที่ยวแถบสแกนดิเนเวียร์ แต่จองกุกอยากไปแคนาดามากกว่า ซึ่งเขาก็ไม่คิดจะขัดใจจองกุกอยู่แล้ว
.
.
.
10. โดยสรุปก็คือ การคบหาดูใจกับแวมไพร์นั้นไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอะไร หรืออาจจะเพราะเป็นยุนกิด้วย ที่ทำให้เขารู้สึกว่าอยู่ด้วยแล้วสบายใจ แถมยังไปด้วยกันได้ดีกว่าบรรดาแฟนเก่าที่เป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ จองกุกคิดว่าใจเขานั้นไม่ได้เปลี่ยนง่ายๆ เพราะเขารักยุนกิมากเหลือเกิน (แต่ถ้าพี่ยุนกิบอกรักเขาบ่อยกว่านี้ล่ะก็จะดีมากเลย คนซึนๆ แบบนั้นน่ะ บอกรักเขานับครั้งได้เลยเถอะ)
.
.
.
11. มีอะไรอีก? อ้อ เรื่องเซ็กซ์น่ะหรอ บอกไปแล้วเดี๋ยวจะหาว่าอวด เห็นทื่อๆ บื้อๆ แบบนั้นน่ะ แต่พอขึ้นเตียงแล้วแซ่บเป็นบ้า พอแค่นี้แหละ บอกแล้วไงว่าพูดไปแล้วจะมีคนหาว่าเขาอวดแฟน
.
.
.
จบ.
Talk : เย้...อยากเขียนแวมไพร์พี่ยุนกิมานานแล้ว ถือเป็นฟิคฟลัฟๆ เรื่องนึงแล้วกันเนอะ มีคำผิดตรงไหน แจ้งได้นะคะ ?
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in