เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Oh My Fuji! ครั้งหนึ่งในชีวิต กับการพิชิตยอดเขาฟูจิRainbow Coral
ช่วงที่ 4 ยอดเขาคือครึ่งทาง
  • เราถึงยอดภูเขาฟูจิแล้ว!!!


    ถึงจะดีใจแต่สติของฉันเลือนลาง ฉันเดินตามฝูงชนไปที่หน้าอาคารซึ่งคิดว่าคงเป็นวัด ฉันไม่มีแรงแม้แต่จะมองรอบๆ ได้แต่ฟุบตัวลงนั่งบนที่ๆแรกที่หาได้ พี่ชายฉันเอาไม้ค้ำไปแสตมป์ให้ นี่เป็นแสตมป์สุดท้าย อันที่เป็นหลักฐานว่าเรามาถึงแล้วจริงๆ 


    ถึงแม้ตะกี้นี้เรายังมองเห็นพระอาทิตย์อยู่ แต่จู่ๆเมฆฝนก็ก่อตัวขึ้นกระทันหัน ฝนเริ่มตกปรอยๆลงมาระหว่างที่นั่งรอ ฉันรู้สึกหนาวจนตัวสั่น พี่ชายไปซื้อชานมร้อนมาให้ฉันดื่ม แต่ฉันจิบไปนิดเดียวก็รู้สึกพะอืดพะอมดื่มต่อไม่ได้ ฝนเริ่มตกหนักขึ้น เราคว้าเสื้อกันฝนที่เตรียมมาออกจากกระเป๋า ฉันพยายามควบคุมมือที่สั่นไม่หยุดและเอาเสื้อคลุมตัวเองและเป้ ถึงร่างกายจะยังไม่อยากขยับแต่ฝนเริ่มตกหนักมากและไม่มีที่หลบฝน เราจึงต้องเดินต่อไปถึงทางลง เรามาถึงทางแยกเล็กๆที่มีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่ เจ้าหน้าที่ชี้ไปทางซ้ายบอกว่าเป็นทางลง ทางขวาดูเป็นทางขึ้นซึ่งยังมีคนขึ้นไป ฉันไม่รู้ว่าเรามาถึงยอดแล้วยังขึ้นได้อีกหรอ แต่ในใจตอนนั้นคิดแต่ว่าต้องลงๆ จึงไม่ได้ลังเลที่จะเดินไปทางซ้ายเลย (คิดดูทีหลังทางขึ้นนั้นน่าจะเป็นทางไปปล่องภูเขาไป แอบเสียดายภายหลังเล็กน้อยที่ไม่ได้เห็น)


    ฉันหวังเพียงว่าอย่างน้อยเค้าจะทำทางลงให้ลงง่าย ไม่เหมือนผาหินที่เราเดินขึ้นมา และฉันก็สมหวัง ทางลงเป็นทางลาดลงเรียบๆที่ซิกแซกลงไปเรื่อยๆอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ฝนยังตกลงมาอย่างหนัก พวกเราเริ่มเดินทางลงและเพียงไม่กี่ก้าวก็รู้สึกได้ว่าเข่าๆพังแน่งานนี้ ถึงทางจะเรียบแต่ยังคงความชันอยู่ไม่น้อย ทุกก้าวที่เดินลงหัวเข่าก็โดนกระแทกไปด้วย ระหว่างเดินลงมีจุดที่เราสามารถเห็นเส้นทางขึ้นเขาที่เราเดินมาได้ ยังมีคนไม่น้อยที่กำลังปีนขึ้นอยู่ ฉันรู้สึกสงสารพวกเขาเพราะถ้าปีนขึ้นมาตอนที่ฝนตกแบบนี้คงมองไม่เห็นพระอาทิตย์แล้ว ได้แต่ก็เอาใจช่วยพวกเขาในฐานะคนที่ผ่านจุดๆนั้นมาก่อน


    ฉันผิดที่คิดว่าพอเดินลงอาการฉันจะดีขึ้น ลงมาได้ไม่ถึง 15 นาทีฉันก็อาเจียนเป็นครั้งที่ 4 ชานมตะกี้คงออกมาแล้วเช่นกัน ทางเดินลงกว้างมากไม่เหมือนทางเดินขึ้น เราจึงหลบข้างทางพักได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะไปบังใคร ฝนเริ่มซาลงบ้างแล้ว ฟ้าก็สว่างขึ้นมาก ฉันขอพี่ชายนั่งพักแล้วก็หลับไปอีกครั้ง พอรู้สึกตัวอีกทีแทบจะไม่มีฝนแล้ว พี่ชายที่นั่งอยู่ข้างๆบอกฉันว่าฉันหลับไปประมาณ 5 นาที ตื่นมารอบนี้ฉันรู้สึกดีกว่าครั้งก่อนๆ เรานั่งพักมองคนอื่นเดินและวิ่ง (?) ลงผ่านไป เอาละ ลงไปสู่พื้นดินที่รักกัน


    หลังจากฝนจากไป พระอาทิตย์ก็ส่องแสงอย่างเต็มที่ จากที่เคยหนาวตัวสั่น อากาศก็เริ่มอุ่นขึ้น เราถอดเสื้อกันฝนออกแต่ยังใส่เสื้อกันหนาวไว้เพราะลมค่อนข้างแรง พอฟ้าเปิดเราก็เห็นวิวสวยๆด้านล่างเมฆที่ลอยอยู่ข้างๆเรา ใช่ อยู่ข้างๆเราเลย! พวกเรายืนอยู่ระดับเดียวกับเมฆ! ถึงจะเคยบินผ่านเมฆตอนอยู่บนเครื่องบิน แต่การยืนอยู่ข้างๆเมฆและเห็นเมฆถูกพัดเข้ามาหาเรามันให้ความรู้สึกที่พิเศษกว่าเยอะมาก 



    ยิ่งลงไปอาการของฉันก็ดีขึ้นจนเป็นปกติ ไม่มีอาการล้าหรือคลื่นไส้แล้ว แต่ถึงจะไม่เหนื่อยหอบเหมือนตอนขึ้น ยิ่งลงนานเท่าไรขาของเราก็ปวดมากขึ้นเท่านั้น เคยได้ยินว่าเพื่อปกป้องเข่า เราไม่ควรเดินลงเขาตรงๆ ควรเดินซิกแซกหรือถอยหลังลง แต่จะให้ถอยหลังลงเรื่อยๆเราอาจจะเสียหลักล้มกลิ้งลงไปได้ ฉันจึงพยายามเดินซิกแซกลงให้มากที่สุด มีคนเดินแซงฉันลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งวิ่งบ้างทั้งสไลด์บ้าง เห็นแล้วรู้สึกปวดเข่าแทน หรือนี่เราแก่แล้วหรือยังไงนะ


    เส้นทางเดินลงเป็นทางลงซิกแซกเป็นท่อนๆ ท่อนนึงระยะทาง 50 เมตร เราเดินลงไปในเส้นทางที่ซ้ำซากนี้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่เหมือนตอนขึ้นที่อย่างน้อยเราก็เห็นจุดพักข้างหน้า ตอนลงเราไม่รู้เลยว่าเมื่อไรจะถึงทำให้รู้สึกหวั่นใจกว่าตอนปีนขึ้น หนำซ้ำน้ำที่เราเตรียมก็หมดไปแล้ว ความกระหายถาโถมเข้ามา ฉันพยายาม stay positive คิดในใจว่าเดี๋ยวข้างหน้ามีจุดที่มีห้องน้ำบริการอาจจะมีที่ขายน้ำก็ได้


    แต่แล้วมันก็ไม่มี


    จริงๆแล้วอยากหงุดหงิดมาก ทำไมถึงไม่มีที่ขายน้ำเลยหะ?! ทั้งๆที่ขาขึ้นมีขายตลอด ไม่คิดว่าคนจะน้ำหมดตอนขาลงบ้างรึไง แต่ฉันก็กลั้นไว้ เพราะรู้ว่าพี่ชายน่าจะหิวน้ำกว่าฉันอีก ถ้าทำตัวหงุดหงิด เราทั้งคู่ก็จะอารมณ์เสีย อาจทำให้ทริปที่อุตส่าห์กำลังใจดีมาตลอดทั้งทริปเสียได้ พี่ชายฉันเองก็น่าจะคิดเหมือนกันอยู่ เพราะเค้าก็ไม่บ่นซักคำ


    เคยมั้ยตอนที่จะไปไหนซักแห่งแต่ไม่รู้ว่าอีกไกลแค่ไหนกว่าจะถึง ตอนเดินไปแล้วไม่ถึงซักทีเราจะรู้สึกว่ามันไกล แต่พอขากลับไปจุดเดิมเรากลับรู้สึกว่า อ้าวทำไมใกล้จัง แป๊บเดียวถึงแล้ว ไม่เห็นเหมือนตอนขามา


    ความรู้สึกนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเลยตอนลงภูเขาฟูจิ 


    เราผ่านจุดที่บอกว่าเป็น 7th station และคิดว่าตอนขาขึ้นเหนื่อยและรู้สึกไกลจาก 6th station แต่ไม่แย่มาก ขาลงต้องเร็วกว่าเยอะแน่


    แต่ทำไมไม่ถึงซะทีเล่า~


    ขาและเข่าของฉันระบมไปหมด มีกรวดทรายเข้าไปในรองเท้าจนต้องหยุดเทออกหลายครั้ง ฉันเริ่มเอียนทางราบลงที่ซ้ำซากนี้ อากาศอุ่นขึ้นเรื่อยๆบวกกับความร้อนจากการเดิน ฉันจึงถอดเสื้อกันหนาวเก็บใส่กระเป๋าไป 


    เราเดินผ่านกับกลุ่มคนที่หลากหลายมาก มีคนที่มาปีนกันเองอย่างฉันกับพี่ชาย กลุ่มนักท่องเที่ยวฝรั่ง ครอบครัวญี่ปุ่นที่มากันพ่อแม่ลูก ทัวร์ปีนเขาจากไต้หวัน แม้กระทั่งกลุ่มนักเรียนที่มาทัศนศึกษา! นักเรียนที่เห็นน่าจะเป็นเด็กม.ต้น ฉันรู้สึกอึ้งว่าโรงเรียนแบบไหนกันที่พานักเรียนปีนเขาสูง 3,700 เมตรเป็นการทัศนศึกษา?? แต่ที่แปลกใจยิ่งกว่าคือเด็กๆพวกนี้ต่างวิ่งลงไปกันอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย สปิริตของเด็กเหล่านี้ช่างน่านับถือจริงๆ


    ถึงจะเหนื่อย หิวน้ำ และปวดขามาก แต่การเดินลงก็มีสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี นั่นก็คือวิวแสนสวยจากภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น แดดอาจจะแรงไปหน่อย แต่อากาศดีมาก แสงอาทิตย์ส่องจ้า เมฆฝนไม่มีเหลืออยู่แล้ว เราสามารถมองเห็นวิวทะเลเมฆปุยขาว และภาพเมืองด้านล่างเมฆได้ วิวแบบนี้ ไม่อยู่จุดนี้เองคงไม่มีโอกาสเห็นจริงๆ


    ในที่สุดเราก็เห็น 6th station อยู่ตรงหน้า พี่ชายฉันขอวิ่งลงไปก่อนเพื่อดูว่ามีน้ำขายมั้ย มันเป็นจุดเดียวกับที่เราผ่านตอนขึ้นที่มีเจ้าหน้าที่รับบริจาคค่าทนุบำรุง มีบูธแบบนี้ก็น่าจะมีน้ำบ้างสิน่า


    ไม่มีจ้า....


    มันลำบากมากรึไงนะที่จะขนน้ำมาขายตรงนี้บ้าง?! ถ้าเอามาขาย ราคาเท่าบนเขาฉันก็เชื่อว่าต้องมีคนที่เพิ่งลงมายอมซื้อแน่ๆ ทำไมไม่ขายยย


    เราได้แต่สลัดความหงุดหงิดและมองไปข้างหน้า ต่อไปก็คือ 5th station แล้ว นี่คือจุดที่เราแน่ใจว่ามีของขายแน่นอน ตอนขึ้นมาเราก็รู้สึกว่ามันไม่ไกลมากนี่นา เราไปถึงยอดมาแล้ว ระยะทางแค่นี้เดี๋ยวก็ถึง


    และเราก็โดนความรู้สึกตัวเองหลอกอีกครั้ง


    ทำไมไกลขนาดนี้ ทำไมไม่ถึงซักที


    ทางหลัง 6th station ไม่ได้เป็นทางลาดลงต่อเนื่องแล้ว แต่มีขึ้นบ้างลงบ้าง ฉันดีใจทุกครั้งที่เห็นทางลาดขึ้น เพราะจะไม่ต้องปวดเข่าปวดขาเหมือนตอนลง ความรู้สึกที่กลับตาลปัดกับคนทั่วไป นี่คงเป็นสิ่งนึงที่ได้จากการปีนครั้งนี้


    ฉันได้แต่ก้าวขาเดินไปเรื่อยๆ คิดแต่ว่าเดี๋ยวก็ถึง ไม่ต่างกับตอนขึ้นยอด ยิ่งใกล้ 5th station เท่าไรเราก็เห็นคนเดินสวนขึ้นมามากขึ้นเท่านั้น จริงสิ ถึงจะรู้สึกว่าเดินมานานมาก แต่ตอนนี้เวลาแค่ประมาณ 10 โมงเช้า เป็นช่วงที่คนที่ตั้งใจปีนขึ้นวันนี้เริ่มปีนกันสินะ


    ต่างจากเมื่อวานตอนที่ปีนขึ้น อากาศวันนี้ไม่ดีเลย ฝนตกปรอยๆตลอด ฉันรู้สึกสงสารคนที่เลือกปีนวันนี้เล็กน้อยที่อากาศไม่เป็นใจ แต่ก็เอาใจช่วยเช่นกัน


    และแล้วเราก็เห็นเส้นชัย จุดสิ้นสุดของทริปนี้ 5th station อยู่ข้างหน้าเราแล้ว! พี่ชายฉันขอวิ่งไปก่อนเช่นเคยเพื่อไปหาซื้อน้ำ ฉันเดินตามไปและนั่งลงข้างหน้าร้านขายของที่ระลึก นี่เราทำสำเร็จแล้วจริงๆ!


    ฉันมองสัมภาระต่างๆของตัวเอง กระเป๋าเป้ที่ฉันแบกมาเกือบ 12 ชั่วโมง ไม้ค้ำที่ประดับไปด้วยแสตมป์เต็มไม้ทั้งหน้าหลัง รวมถึงถุงห่ออาเจียนของฉันด้วย (ใช่ค่ะ มันยังอยู่ในมือเลย) ฉันแอบไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ฉันเผชิญมาใน 24 ชม.ที่ผ่านมา มันยากเย็นและทรมาน แต่ฉันก็ผ่านมันมาได้ ไม่ว่าจะคิดในใจว่าไม่ไหวแล้วกี่ครั้ง แต่ฉันก็ผ่านมันมาได้



    ฉันรู้สึกว่า ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าจะเผชิญกับอะไรก็ทำอะไรฉันไม่ได้แล้ว


    ฉันพิชิตภูเขาฟูจิแล้ว!


    (แต่ตอนนี้ขอไปซื้อนำ้มันมวยก่อนนะ)

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in