เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Grey Zoneunnderbar__
NELL : Concert Review #05 NELL'S SEASON 2025 / Still Sunset .
  • publish : 2025.12.17

    https://unnnderbar.wordpress.com/2025/12/17/nell-concert-review-05-nells-season-2025-still-sunet/


    เคยดีลกับตัวเองไว้นานมาแล้วว่า ถ้า NELL จัดคอนเสิร์ตอะคูสติกเมื่อไร ห้ามคิดเยอะ ห้ามลีลา ห้ามลังเล เด็ดขาด!!! ยังไงก็ต้องไป ต้องไปให้ได้!!! จนในที่สุด อีเว้นท์นี้ก็มาถึง NELL'S SEASON แรกของปี 2025 ในธีมอะคูสติกคอนเสิร์ต ตามที่คิมจงวานได้เกริ่นไว้ในคอน NELL'S ROOM 2024 (NELL : Concert Review #04 NELL'S ROOM 2024 / You're still my home .)


    NELL เคยจัดคอนเสิร์ตอะคูสติกมาแล้วหลายครั้ง แต่ถ้านับความถี่เมื่อเทียบกับอายุงานของวงแล้ว ถือว่าไม่บ่อยนัก ประมาณ 4-5 ปีจะมีโผล่มาครั้งนึง ล่าสุดในช่วงหลังก็คือ NELL'S SEASON 2015 'Beautiful day' (ชื่อคอน Beautiful day ที่ไม่เล่นเพลง Beautiful day) ตามด้วย NELL'S SEASON 2018 'Home' สองอีเว้นท์ล่าสุดที่นอกจากกิตติศัพท์ในเรื่องของ perfomance แล้ว ยังถูกชื่นชมว่ามีสเตจดีไซน์ที่สวยมาก ๆ


    สำหรับปีนี้ ใช้ชื่อคอนว่า NELL'S SEASON 2025 'Still Sunset' อีเว้นท์อะคูสติกครั้งที่ 5 ของวง (ถ้านับไม่ผิด) จัดทั้งหมด 7 รอบการแสดงในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ซึ่งจากการจัดตารางชีวิตของตัวเองแล้ว วีคแรกของคอนเปิดนี่แหละ เพอร์เฟคสุด ๆ ไปทั้งทีได้เก็บตั้ง 4 รอบ และไม่ต้องอดทนปิดโซเชียลหนีเพราะต้องหลบสปอยล์ด้วย โก โก


    ต้องบอกก่อนว่า คำว่า acoustic concert ของ NELL นั้น ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นเพียวอะคูสติกแบบ unplug ออแกนิคจ๋า กีตาร์ไม่ต่อแอมป์ หรือไม่มีซาวด์อิเล็กทรอนิกส์เลย ไม่ใช่แบบนั้น แต่มันคือคอนเสิร์ตที่วงจะเล่นเพลงในรูปแบบ re-arrange ซึ่งพิเศษมาก ๆ เชื่อว่ามันคือหมุดหมายของแฟนเพลงร้อยทั้งร้อย ที่อยากฟังเพลงที่ชอบและคุ้นเคยอยู่แล้วในรูปแบบที่แตกต่าง ยิ่งกับการ re-arrange แบบ NELL ด้วยแล้ว มันเป็นอะไรที่เชื่อมือได้แน่ ๆ เหมือนเป็นเวทีปล่อยของ ว่าวงจะสามารถปรุงแต่งเพลงเดิมที่ดีมาก ๆ อยู่แล้ว ให้มีรสชาติใหม่อย่างไรได้บ้าง


    เริ่มจากการกดบัตร อดไม่ได้ที่จะเล่าถึงตรงนี้ทุกครั้งแม้จะไม่ใช่ประเด็นหลักก็ตาม ก็มันสนุกอ่ะ เครียดนะ แต่ก็สนุกแบบประสาทจะกิน 555555 ซึ่งครั้งนี้เป็นการกดบัตรที่ตัวเองใจเย็นมาก ๆ บวกกับพกความมั่นหน้ามาเต็มเปี่ยม ว่าถ้ายังไม่ได้ที่นั่งที่พอใจ ก็อย่าเพิ่งวู่วาม สุดท้ายก็จะได้แคนเซิล เสียเวลา เสียเงินค่า fee เปล่า ๆ เพราะจากที่ผ่านมาหลายสนาม มักจะได้ที่นั่งดี ๆ รอบหลุดตลอด เอาล่ะ เฝ้าไป ฉันทำได้!!


    แต่คราวนี้ดันกดได้ที่นั่งดีของสองรอบตั้งแต่วันแรก ๆ เลย แม้จะเฝ้าอยู่หลายอาทิตย์ ตื่นเช้าทุกวัน แต่ก็ไม่เจอที่นั่งหลุดที่ดีกว่าของเรา เอาว่ะะะ 5555555 คือมันแถวกลางพอดีเป๊ะสองรอบ กลางจนน่าตกใจ ฟูฟิลมาก ถึงหวยจะไม่ถูก แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองมีดวงเรื่องนี้อยู่พอสมควร โคตรภูมิใจในตัวเอง ปรบมืออออ ตำแหน่งดีจนต้องทิ้งแถวสี่ด้านข้างอ่ะ แม้จะคิดอยู่นานหลายวัน 555555 แต่เห้ย คอนเนลมันต้องตรงกลางสิ ถูกแล้ว


    กับผิดคาดอยู่หน่อย ๆ คือคิดว่ารอบวันอาทิตย์คนจะรุม แต่กลายเป็นว่ากดง่ายสุด รอบที่เหนียวมากกลายเป็นวันแรกของคอนเปิดที่เป็นวันพฤหัส ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่นี่คุ้นเคยกับการแย่งบัตรรอบสุดท้าย เลยไม่ค่อยชิน 5555 สรุปก็คือได้ฝั่งซ้าย 1 รอบ ฝั่งขาว 1 รอบ ตรงกลาง 2 รอบ บาลานซ์สุด ๆ เก่งมาก วีคแรกการแข่งขันไม่สูงเหมือนวีคคอนปิดด้วยแหละ  จากที่แอบไปส่องบัตรของคอนรอบสุดท้ายมา ก็เต็มแบบแน่น ๆ เหมือนเดิม


    เข้าไปอย่างแรกเลยคือฮอล์ลสวยมาก ฟิลโรงละคร ชั้น 2-3 เป็น balcony ส่วนที่นั่งด้านล่างเป็น Slope หมด ดีงามมาก เป็นการนั่งดูคอนเสิร์ตที่สบายสุด ๆ เบาะนุ่ม และไม่ต้องยืนนานจนปวดหลัง 555555 (นี่ยังงงอยู่ ที่ผ่านมาตัวเองยืนดูได้ไงเป็นชั่วโมง) บนเวทีมีม่านสีแดงปิดอยู่ ฉายไฟชื่อคอนเสิร์ตตามสูตร แล้วก็ค้นพบว่า เห้ย ที่นั่งมันใกล้กว่าที่คิดไว้อีกกก ตื่นเต้นนนน


    คอนเสิร์ตเริ่มตรงเวลาทุกรอบ และก่อนม่านจะเปิด จะมีเสียงเหมือนเคาะกลองอะไรสักอย่างทุกรอบ น่าจะประมาณสามครั้งมั้ง นี่คิดเอาเองว่าคงเหมือนพิธีหรือเคล็ดอะไรสักอย่างก่อนขึ้นแสดงของโรงละครที่นี่ อันนี้เดาล้วน ๆ


    พอม่านเปิด เดินขึ้นเวทีกันมา 5 คน อีนี่ตื่นเต้นอีกแล้วววว คนเยอะ ชอบ ๆ แฟนเพลงส่งเสียงเชียร์ปรบมือต้อนรับ เมื่อทุกคนเดินเข้าประจำที่นั่ง ซึ่งเป็นคอนเสิร์ตนั่งเล่นตลอดทั้งคอน ก็ให้ไวป์มวลรวมบนเวทีที่ดีมาก ๆ ซึ่งครั้งนี้มีนักดนตรีมาเล่นเสริม 2 คน คือ คุณโกแทยัง มือกีตาร์ที่เริ่มมาเป็นขาประจำตั้งแต่คอน NELL'S ROOM 2024 กับคุณยางมุนฮี มือเปียโนที่เพิ่มความพริ้มให้กับเพลง NELL เค้าเป็นคนที่เล่นแบคอัพให้ฮาดงกยุนด้วย คอนเนคชั่นคนกันเองสุด ๆ


    มีเก้าอี้อาร์มแชร์ โคมไฟเล็ก ๆ ผสมไปกับเครื่องดนตรี ดูโปรแต่ก็ยังให้ความโคซี่ นี่ยังไม่นับ mirror ball ไฟไลท์เซเบอร์ด้านหลัง กับพื้นยกวงกลมที่เป็นลายตาราง checker board อีก คือสเตจดีไซน์ปีนี้เหมือนไม่มีอะไรมาก แต่เราว่ามันจัดวางไอเท่มเรียบง่าย รวมกันแล้วออกมาแล้วดูดี ที่สำคัญคือ มันเข้ากับคาแรคเตอร์และเพลงของวงมาก


    และไอ่พื้นยกลาย checker board เนี่ย ตอนดูคือดิฉันไม่เห็นลายบนพื้นเลย เพราะที่นั่งมันอยู่ด้านหน้าเกินไป จนมาเห็นตอนถ่ายรูปรวมที่ลงตามหลัง ก็แบบ เห้ยยยย ข้างบนเป็นแบบนี้หรอ สวยดีจัง กับมีมุม fancam ที่เค้าถ่ายจากชั้นลอยลงมา ดีงามมากกก นี่ยังคิดว่าคอนเสิร์ต NELL มุมกว้างสำคัญเสมอ แต่ก็นะ พอเป็นฮอล์ลที่เล็กลงมา มันดันมีความคิดที่ว่า ชั้นไม่ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกล เพื่อมานั่งชั้นสองอ่ะ 555555555 ละยิ่งเป็นที่นั่งสโลปด้วย มุมมองใกล้ ๆ มันต้องดีกว่าสิ (ซึ่งดีจริง) เข้าใจความมุมกว้างทั้งสเตจนะ แต่ก็ซื้อชั้นบนที่นั่งไกล ๆ ไม่ลง อะไรแบบนั้น


    พอทุกคนประจำที่ เสียงเชียร์ก็เงียบลงเพื่อตั้งตารอคอย ไม่มีซีนเปิดอะไรเป็นพิเศษ แต่เป็นคิมจงวานที่พูดทักทายสั้น ๆ ก่อนเริ่มคอนทุกรอบ กำลังจะเริ่มแล้วนะ พร้อมไหม อะไรประมาณนั้น แล้วขึ้นเพลงเลย


    ตรงนี้อาจเป็นโมเมนต์สั้น ๆ ก่อนเริ่มเล่น แต่เป็นมวลในคอนเสิร์ต NELL ที่เราชอบมาก ๆ เป็นช่วงเดดแอร์ที่สมาชิกวงประจำที่ สะพายเครื่องดนตรี ขยับท่านั่ง ปรับจูนอุปกรณ์ หยิบนู่น จับนี่ มันเป็นช่วงเวลาแค่แวบเดียวเอง แต่เหมือนเป็นภาพสโลวเลยสำหรับเรา รู้สึกเป็นสิบอย่าง ตื่นเต้น ดีใจ ตั้งตารอคอย ตื้นตันว่าในที่สุดก็ได้ดูแล้ว ทำไมเจ้าพวกนี้เท่กันจังวะ ทั้งที่ยังไม่ทันเล่นอะไรเลย บ้าบอที่สุด ซึ่งเป็นช่วงที่คนดูเงียบ ซึ่งเป็นความเงียบที่ดีมาก ทุกสายตาพุ่งไปบนเวทีด้วยคาดหวัง คัทเรื่องรกสมองทุกอย่างออกหมด เพื่อเตรียมก้าวเข้าไปในดนตรีของ NELL


    /


    เปิดเพลงแรกด้วย 인어의 별 (Mermaid's Star) วินาทีนั้นคือ อาา คุ้มค่าแล้วชีวิตนี้ คิดถูกมาก ๆ ที่มา แค่อินโทรก็ทำน้ำตารื้นแล้ว เมื่อเสียงดนตรีแทรกซึมความเงียบของฮอล์ล สะกดคนดูให้นิ่งเงียบ ตั้งใจฟัง ไอ่เราก็สตั๊นท์ไปเลย แต่ในใจคือจุดพลุ ใจเต้นแรงไปหมด เพราะ 인어의 별 เป็นเพลงที่เราชอบมาก มากแบบมากกกกกก ไม่ว่าจะเวอร์ชั่นไหน มันไปสุดในแนวทางของมันทั้งสองแบบ


    เพราะในขณะที่ต้นฉบับในอัลบั้ม Let It Rain (2003) ร้องตะโกนแสดงความเจ็บปวดออกมาแบบซึ่งหน้า ด้วยซาวด์ดนตรีร็อคโกรธเกรี้ยว ฟังแล้วสะใจแบบสุด ๆ แต่ 인어의 별 อะคูสติกเวอร์ชั่นนี้ เราจะสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจ ผ่านการเรียบเรียงที่ผ่อนเบา แต่ความเยียบเย็นของมัน ยิ่งขยี้ความหมายของเพลงให้เศร้าและลุ่มลึกขึ้นเป็นทวีคูณ


    การผ่อนช้าลงส่งอารมณ์ลอยเคว้งมากขึ้น แถมยังดูก่ำกึ่งเหมือนฝัน ด้วยความที่เนื้อเพลงติดความแฟนตาซีอยู่หน่อย ๆ อย่างท่อนนึงที่เราชอบมาก "ในที่ซึ่งไม่มีความรัก ฉันฝันถึงการพรากจาก ในที่ซึ่งไม่มีทะเล ฉันฝันถึงนางเงือก" พอฟังสด ณ โมเมนต์นั้นแล้ว มันเจ็บจี๊ด ชาไปหมด ทำไมมันถึงอ้างว้างได้ขนาดนี้ นี่ชั้นจะร้องไห้ตั้งแต่เพลงแรกเลยหรอ เชื่อแล้ว ว่าน้ำตามันไหลรวมกันเป็นมหาสมุทรได้จริง ๆ คิมจงวานนี่มันเกินไปแล้ว บ้าบอมาก




    ส่วนพาร์ทโซโล่ ซึ่งตรงนี้ขอแวะก่อนนึดนึง โมเมนต์ที่คุณเค้าให้จังหวะเบา ๆ ก่อนเข้าท่อนโซโล่ 'วัน ทู ทรี' ก็คือเหลว ก็คือแพ้ทาง แพ้มาก ชอบอะไรแบบนี้ ทำไมแค่ 'วัน ทู ทรี' มันเพราะจังวะ คิมจงวานโกงอีกแล้ว


    พาร์ทโซโล่ เสียงกีตาร์โปร่งยืนพื้นอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้มีไลน์เปียโนช่วยเติมความนุ่ม ทำให้เพลงมีดีเทลขึ้นเยอะ ไลน์เบสก็เด่น ทุกอย่างต่อเติมมาอย่างพอดี เพอร์เฟคสุด ๆ แม้วงจะเคยเล่น 인어의 별 โทนช้าแบบนี้มาแล้วในคอนเสิร์ต Beautiful day (ซึ่งก็ไม่ได้เรียบเรียงเหมือนกันซะทีเดียว จะบอกว่าเป็นเวอร์ชั่นเดียวกันก็คงไม่ได้) นี่ก็กริ๊ดมากมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว พอได้มาสัมผัส ได้ยินกับหู ดูกับตา มันดีกว่ามากเป็นร้อยเป็นพันเท่า ภาพคิมจงวานที่นั่งหลับตาร้องเพลงเล่นกีตาร์บนเวทีมันโคตรสุดยอด ไม่รู้จะอธิบายยังไง เหมือนพี่แกเปล่งแสงแห่งความเทพออกมาตลอดเวลา คุณพี่นี่มันยอดคน น่าเคารพบูชา อัครศิลปินมาก เมมเบอร์คนอื่น ๆ ก็ด้วย


    กับมวลบรรยากาศในคอนเสิรต์เนลนี่มันไม่ใช่เล่น ๆ จริง ๆ ดีเว่อร์มากจนน่าขนลุก แค่แสงสีน้ำเงินหม่นฉาบเวทีจาง ๆ ท่ามกลางความมืดที่ปกคลุม ยิ่งกับเพลงเงียบ ๆ ฮอล์ลเงียบ ๆ ยิ่งเปิดโสตประสาท เสียงร้องเคลียร์ชัดรวมกับซาวด์ดนตรีที่ดี มันแทรกซึมถึงทุกอณูการรับรู้ สดมาก สดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว



    White night ที่พักหลัง ๆ ติด setlist ในโซโล่คอนเสิร์ตของวงบ่อยมาก เราไปก็จะเจอเพลงนี้อยู่บ่อย ๆ และชอบมากขึ้นทุกครั้งที่ได้ดูสด เพราะได้เห็นดีเทลดนตรีที่ยุบยับกว่าเดิม คราวนี้ได้ดู live ในเวอร์ชั่น re-arrange ด้วยซาวด์ดนตรีนุ่มนวล เป็น White night ที่เศร้ากว่าเดิมมาก ๆ ยิ่งฟังยิ่งตอกย้ำว่าเมโลดี้เพลงนี้มันโคตรเพราะ ต่อให้โทนดาวน์ดนตรีลง แต่โครงของเพลงมันแข็งแรงมาก ๆ ไลน์เบสก็เพราะ ทำให้เพลงเต็มขึ้น ทั้งที่ซาวด์ละมุนขนาดนั้น มีการบิดเมโลดี้ร้องในช่วงท้าย ขยี้จัดเลย ฟังแล้วรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียวบนโลกยังไงยังงั้น


    Part 2 กับ Part 1 สองเพลงนี้เป็น combination ที่ลงตัวอยู่แล้ว วงก็มักจะเล่นรวมกันอยู่บ่อย ๆ เพราะมันเป็นเพลงที่ต่อเนื่องกันได้ทั้งในพาร์ทดนตรีและเนื้อหา อาจดูไม่หวือหวามากนัก ด้วยความที่เพลงมันเล่าไปเรื่อย ๆ แต่ไคลแมกซ์ของเพลงเซทนี้ซ่อนอยู่ในเนื้อร้องที่โคตรเศร้า ฟังแล้วต้องนั่งถอนหายใจเฮือก คนเรามันแต่งเนื้อเพลงแบบนี้ออกมาได้ยังไงกันนะ


    อินโทรเปียโนจากคิมจงวานนำขึ้นมาก่อน จากนั้น Part 2 (Acoustic Ver.) ก็เริ่มต้น เพลงที่แสดงภาวะหลังการจากลาหมาด ๆ ความทุกข์ทนของเนื้อเพลงจะทำให้รู้สึกว่าเวลาเดินช้าลงทุกขณะ จมดิ่งไปในความรู้สึก เหมือนจะชินแต่ก็ไม่ชิน เหมือนจะอยู่ได้แต่ก็ไม่ได้ รู้สึกอยากจะร้องไห้ตลอดเวลา วนเวียนอยู่อย่างนั้น "คุณยังจำได้ไหม ที่คุณเคยบอกฉันในตอนนั้นว่า เมื่อฤดูหนาวมาเยือนอีกครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกลืม" นี่คือคำพูดอ้างอิงในท่อนสุดท้ายที่ Part 2 ทิ้งเอาไว้


    จากนั้น Part 1 ก็เข้ามารับช่วงแบบสมูทมาก การส่งผ่านของเพลงก็เหมือนกับที่เวลาได้หมุนผ่าน แต่ถึงอย่างนั้น Part 1 ก็ยังขึ้นต้นท่อนร้องที่ว่า "เปียกชุ่มไปกับเสียงของฝน ระหว่างที่เดินไปตามถนนเงียบ ๆ น้ำตาก็ไหลลงมา" แถมเป็น Part 1 ซาวด์ดนตรีซึม ๆ ที่ตัดท่อนฮุกออก ไม่มีอีกแล้วท่อน I miss you, love มันเลยกลายเป็นเพลงโศกร้อยเปอร์เซ็นต์ แถมขยี้ซ้ำด้วยท่อน "เมื่อได้ยินเสียงฤดูหนาวมาเยือน จู่ ๆ ก็นึกถึงคุณ น้ำตาก็ไหลลงมา" โห นั่งเหม่อเลย ทุกอย่างว่างเปล่าไปหมด เวลาไม่ช่วยอะไรเลย



    และคิมจงวาน ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดนี้ ด้วยเสียงร้องขาดห้วงเป็นพัก ๆ ลมนิด ๆ ยิ่งเข้าถึงอารมณ์ จะร้องไห้อีกแล้ว คุณเค้าร้องได้เพอร์เฟคมาก ๆ ทุกรอบ เข้าปากมาก และขอชื่นชมไลน์เบสอีกที โทนดีจัง จองฮุนเล่นได้นิ่มนวลมาก ประทับใจ


    Perfect สเตจนี้เป็นเวอร์ชั่นที่ไม่ค่อยต่างกับออริจินอลเท่าไร ยังคงเมโลดี้หลักคลอตลอดทั้งเพลง ถึงมีการโทนดาวน์ดนตรีลง แต่ก็ยังคงเป็น Perfect ที่เรารู้จักและคุ้นเคย คือเพลงที่ให้ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงร้อง และเคลิ้มไปกับการเลื่อนไหลของซาวด์ดนตรีโปร่งสบาย ชอบโทนเสียงกีตาร์ในท่อนฮุค ท่อนบริดจ์ที่เป็นจุดตายก็ยังคงไลน์ร้องและทำนองที่สวยงาม แม้ในเพอร์ฟอร์มนี้จงวานจะไม่ร้องเสียงลมเยอะ ๆ เท่าเวอร์ชั่นออริจินอลที่เป็น audio ก็ตาม แต่นี่ก็นั่งฟังไปบิดไปแล้วหนึ่ง 55555 โคตรจะเขินไปเอง


    Don't say you love me แค่ร้องคำแรกก็อยากจะกริ๊ดออกมาดัง ๆ โคตรเพราะ คือชอบเพลงนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เป็นเพลง NELL น้อยเพลงที่ทั้งทำนองและเมโลดี้หวานเยิ้มทะลุเนื้อหาปฏิเสธของเพลงเลยด้วยซ้ำ พาร์ทดนตรีดีงามสุด ๆ อย่างท่อนโซโล่เปียโนช่วงกลางเพลง ซึ่งเวอร์ชั่นนี้ใส่เสียงเบสและเสียงจากกีตาร์ไฟฟ้าที่เด่นไม่แพ้กันเข้าไป ฟังแล้วเคลิ้ม มู้ดดีมาก รวมกับ lighting สีชมพูหม่นที่คลอไปด้วยกัน คือติ๊กถูกทั้งหมด และมีบางรอบที่จงวานร้อง Don't say you love me ... no ในท่อนท้าย ตาย ๆ ฟังแล้วไหล


    กิมมิคของ Don't say you love me เวอร์ชั้นนี้ คืออินโทรเสียงดีดกีตาร์ ที่จงวานแซวว่าเป็นจังหวะ aminem (ใน Lose Yourself แหละ) อันนี้ตลกดี ละพี่แกพูดถึงเกือบทุกรอบ ซึ่งเวิร์คมาก มันทำให้เพลงออกรสหวานปนขม มีความดาร์คนิด ๆ เพราะอ่ะ ชอบบบบ ถือว่าไปคราวนี้คอมพลีทที่ได้เก็บ live เพลงในอัลบั้ม Moments in Between เพิ่มอีกหนึ่ง จากที่เคยได้ดู 위로 แค่เพลงเดียว เพราะหลังช่วงที่อัลบั้มนี้ออกโควิดก็มาพอดี เลยไม่มีโอกาสไปคอนเสิร์ตของวงในช่วงนั้นเลย ละไอ่เราก็รักเพลงนี้มากซะด้วยสิ ปริ้มปริ่ม




    มาถึงโซนบอสซ่าช่วงกลางคอนเสิร์ต เริ่มตั้งแต่ Love It When It Rains ที่แค่อินโทรขึ้นก็ฟิลกู๊ดแล้ว NELL ทำบอสซ่าได้น่ารักมากกกกก ถือเป็นการเลือก re-arrange ที่เปลี่ยนแนวดนตรีให้ต่างจากเดิมพอสมควร


    เพราะขณะที่ Love It When It Rains ออริจินอลเวอร์ชั่นเต็มไปด้วยเสียงอิเล็คทรอนิกส์วิบวับ ให้ภาพการออกไปวิ่งเล่นท่ามกลางสายฝนที่ตกอย่างบ้าคลั่ง Love It When It Rains สเตจนี้ กลับให้ความรู้สึกเอนจอยไปกับสายฝนบางเบา ด้วยเสน่ห์ของเพลงบอสซ่า ฟังสบาย ใสกิ๊ง และยังคงไลน์กีตาร์ที่เป็นเมโลดี้หลักของแจคยองในท่อนฮุค ที่ชวนให้โยกหัวตามอย่างอารมณ์ดี เพิ่มพาร์ทโซโล่เปียโนที่ดีงาม และเฮยซึงผู้ไม่เคยทำให้ผิดหวัง กับกลองจังหวะโยก ๆ ยก ๆ ชอบมากเวลาวงได้มีช่องทางทำแนวเพลงที่ต่างจากเดิม ดูแปลกใหม่ แต่ก็ยังคงความเน้ลเนล วงนี้มันยังไง หยิบจับอะไรก็เรืองแสงไปหมด


    ต่อด้วย Tokyo กับอินโทรเดิมที่เป็นเสียงซินธ์อันคุ้นเคย ซึ่งเป็นซาวด์ที่ติดหูสุด ๆ ไปได้ยินที่ไหนก็ต้องกลับมา remind ถึงเพลงนี้ และเวอร์ชั่นนี้ก็ว้าวมาก เมื่อท่อนเริ่มของเพลงคงความดิจิตอลอยู่ดี ๆ ก็พลิกตบเข้าความออแกนิคกรุ๊งกริ๊งในท่อนฮุคแบบเฉยเลย ซาวด์ดีไซน์โคตรดี ชอบมากกก พอกลองเปลี่ยน มู้ดเพลงมันเปลี่ยนไปหมด กลายเป็นซาวด์สดใสร่าเริงชวนโยกหัว แต่ก็เป็น Tokyo ที่เข้มข้นขึ้นได้ ด้วยเสียงร้องคีย์สูงอันแข็งแรงของคิมจงวาน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเพลงนี้มาแต่ไหนแต่ไร




    Good night ในเวอร์ชั่นที่วงเล่นตาม Acoustic ver. ที่อยู่ในอัลบั้ม Let's Take A Walk (2007) แบบเป๊ะ ๆ คือไม่มีท่อนบริดจ์ และมีการเติมท่อนร้องนิดหน่อย ซึ่งแน่นอนว่าดนตรีกับมู้ดแอนด์โทนมันคุ้นหูเราอยู่แล้ว แต่ที่สัมผัสได้ถึงความต่างอย่างชัดเจน คือเสียงร้องสดของคิมจงวาน ที่แตกต่างจากช่วงยุคยี่สิบปลาย ๆ ของเค้า ตอนนี้เนื้อเสียงพี่แกหนาขึ้น (คำชม) ทำให้ช่วงขึ้นเรนจ์สูงแบบเต็มเสียงแข็งแรงมาก ก้องกังวาล พุ่งทะยานสุด ๆ เป็นคนที่ร้องเพลงเก่งมากจริง ๆ


    용기 (Brave) เพลงเดียวในคอนที่ไม่ใช่เพลงของ NELL แต่เป็น ost. อูยองอู ที่คิมจงวานไปฝากเสียงไว้ ก็คือไปร้องเฉย ๆ ไม่ได้มีส่วนร่วมแต่งหรือเรียบเรียงใด ๆ ซึ่งต้องบอกว่าน้อยครั้งมากอยู่แล้ว ที่จงวานจะนำเพลง ost. ตัวเองมาร้องในคอนเสิร์ตวง เว้นแต่ ost. ที่เป็นเครดิต NELL ทำร่วมกัน


    용기 (Brave) จึงถือว่าเป็นแทร็คพิเศษที่โผล่มา ซึ่งก็โผล่มาตั้งแต่โซโล่คอนเสิร์ตของวงที่ไต้หวันแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นเพลงอบอุ่นที่เหมาะกับช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพลงคนดีที่ช่วยพลิกบรรยากาศในคอนเสิร์ต NELL ให้ฟิลกู๊ดโลกสวยขึ้นมาทันใด ไอ่เราที่เคยฟังแบบ audio มาก่อนก็จะจับทรงได้ประมาณนึง แต่วงเล่นดีแบบทะลุบาร์มาก ซาวด์แน่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ช่วงท้ายคือดนตรีอย่างพุ่ง ประทับใจเกินคาด จนกลับมาอินฟังแทร็คนี้อยู่พักใหญ่ ๆ นี่สินะ พลานุภาพของดนตรีสด


    เชื่อมโยงต่อเนื่องด้วยเพลงที่จงวานเมนต์ว่า เพลงต่อไปก็เป็นเพลง NELL จิตใจดีเหมือนกัน 55555 นั่นก็คือ Still Sunset เพลงที่ใช้เป็นชื่อคอนเสิร์ตและอยู่ในลำดับกึ่งกลางของ Setlist พอดี เป็นเหมือนแทร็คเบรกอารมณ์ ระหว่างโทนของเซทเพลงครึ่งแรกกับช่วงครึ่งหลัง




    เพียงแค่อินโทรเริ่มขึ้น มันได้กลืนความมีชีวิตชีวาของอินโทรในเวอร์ชั่นออรินอลจนหายวับ เกิดความอึมครึมเข้ามาแทนที่ ส่วนความเหงาที่มีในเพลงนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กลับทวีความรุนแรงมากขึ้น และมากขึ้นไปอีกเมื่อเสียงร้องในคำแรกของคิมจงวานได้เปล่งออกมา ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกสงบนิ่งได้อย่างน่าประหลาด


    ดนตรีถูกเรียบเรียงใหม่อย่างแผ่วเบา เหมือนแต่ละคนค่อย ๆ ละเมียดเล่นในไลน์ของตัวเองอย่างเบามือ ไม่รีบ ไม่เร่ง เป็น Still Sunset เวอร์ชั่นเปราะบาง เต็มไปด้วยความอ่อนไหวในทุกรายละเอียด แต่ก็ยังคงกลิ่นอายดั้งเดิมไว้ได้ ด้วยเอกลักษณ์ในไลน์กีตาร์แสนประณีตของลีแจคยองที่ยังคงเป็นจุดโดดเด่นของเพลง


    ท่วงทำนองที่เนิบช้าลง เหมือนกำลังแคปเจอร์โมเมนต์ช่วงเวลาการรอคอยอันยาวนาน รวมกับซีนเปิดของดีไซน์ไฟไลท์เซเบอร์ด้านหลัง ให้ภาพเหมือนดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นและค่อย ๆ ลับขอบฟ้า โดยการไล่สีจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง จนค่อย ๆ เฟดดับเมื่อเพลงจบ เป็น Still Sunset ที่สวยสะกดใจ งามมากจนอยากจะร้องไห้ เป็นงานไลท์ติ้งที่ทำน้อยแต่ได้ผลลัพธ์แบบมหาศาล ความสวยงามบนเวทีที่ตาเห็นมันส่งให้เราซาบซึ้งกับเพลงได้มากยิ่งขึ้นด้วย ชื่นชมคนต้นคิดเลย และถ้าคนคนนั้นไม่ใช่เมมเบอร์ ก็แสดงว่าเค้าตีโจทย์เพลงนี้ได้แตกสุด ๆ เข้าใจคอร์ของเพลง NELL โดยแท้ ทำดีมาก


    หลังจากสงบจิตสงบใจได้แปบ ๆ ก็กระชากฮาร์ทเรทให้พุ่งขึ้น ด้วยแทร็ค setlist ในฝัน เป็นแทร็คที่เราชอบมากกกก (อีกแล้ว) ชอบตั้งแต่ที่ได้ฟังครั้งแรก ยิ่งดูคลิป performance live ก็ยิ่งชอบ ฟังแล้วฟังอีกไม่เคยเบื่อ เพลงคนปากแจ๋วขี้แดกดันในดวงใจ จะเป็นเพลงไหนไปได้ ถ้าไม่ใช่ Boy-X


    เพียงแค่ได้ยินโน๊ตแรกของอินโทรที่สุดแสนจะคุ้นเคยดังขึ้นมา จิตใจก็ปั่นป่วนไปหมด ไอ่อาการดีใจจนเนื้อเต้นมันเป็นแบบนี้เองสินะ นี่ชั้นมาเจอ Boy-X แล้วในที่สุด!!! นี่มัน This song is for you ว่ะ สักทีโว้ยยย!!! ดีดดิ้นในใจโคตร ๆ แต่ก็ยังคงเก็บอาการตามประสา 5555555


    Boy-X เป็นเพลงคาแรคเตอร์แรงมาแต่ไหนแต่ไร ด้วยเนื้อหาของเพลงที่ค่อนข้างหนัก แถมมีท่าทีประชดประชัน เย้ยหยัน แฝงในเนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยถ้อยคำเหน็บแนม เสียดแทงแบบเจ็บ ๆ คัน ๆบวกกับซาวด์ดนตรีที่มีเสียงสังเคราะห์เข้ามาผสม องค์ประกอบทุกอย่างส่งให้เพลงนี้โดดเด่น และเป็นเพลงที่แข็งแรงมาก ๆ ของ NELL แม้ไม่ใช่เพลงร็อคด้วยซ้ำ ซึ่งในเวอร์ชั่น re-arrange ครั้งนี้ วงเลือกที่จะคงทางคอร์ดเดิม เมโลดี้เดิมเอาไว้ แต่ใช้ซาวด์สดจากเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่แทบไม่ผ่านการปรุงแต่ง เรียกได้ว่าคลีนมาก ๆ เมื่อเทียบกับออริจินอลเวอร์ชั่น




    ซึ่งน่าทึ่งมากว่า ขนาดโทนดาวน์ดนตรีลงเบอร์นี้ แต่เพลงยังสามารถคงเอเนจี้รุนแรงของต้นฉบับเอาไว้ได้ เป็นอะไรที่สุดยอดมาก ของโคตรรรรรดี ได้ซาวด์อะคูสติกที่เกาะเกี่ยวกันไปทั้งก้อน เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมีลูกเล่นลีลาของเสียงที่แตกต่าง คีย์บอร์ดยังคงเมโลดี้หลัก ในขณะที่กลองเป็นโครงในการสร้างจังหวะทดแทนเสียงสังเคราะห์เดิม ซึ่งคุณพี่เลือกโทนกลองได้ดีมาก ยังคงไลน์กลองที่ให้ความรู้สึกสดชื่น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Boy-X เวอร์ชั่นนี้เป็นเวอร์ชั่นที่มีเสน่ห์มาก ๆ


    และคิมจงวาน ผู้ที่ร้องเพลงนี้ได้ดีที่สุด ชอบโทนเสียงที่ท่านเค้าเลือกใช้มาก คือเป็นคนที่เนื้อเสียงติดเศร้าเป็นทุนเดิม แต่พอบิดวิธีการออกเสียงไปนิดนึง มันจะมีความเท่ ๆ คูล ๆ มั่น ๆ อธิบายไม่ถูก 555555 แบบจะว่าดูแพง ก็ไม่อยากใช้คำนั้นเท่าไร แต่มันจะให้ความหรูหรา ลักชูแบบเท่ ๆ (ลองไปดูคลิปที่พี่แก cover Dirty Work ได้ จะเห็นภาพชัดมาก)


    มันคือช่องเสียงที่ร้องใน Boy-X เลย เนื้อเสียงเข้ม เท่ ที่บวกความแบด ความกวนเข้าไป มีจังหวะแสยะหัวเราะของเพลงที่โซเครซี่มากกกก อินเนอร์พี่แกโคตรแรง จะบ้าตาย เพลงมันยิ่งดู devil ไปอีก โดยเฉพาะเนื้อท่อนไคลแมกซ์ "ศิลปินที่ไร้คุณสมบัติ" ที่คราวนี้ร้องออกมาจัง ๆ แบบไม่แอบซ่อน มีติดลูกคำรามในคอเล็ก ๆ ฟังแล้วโคตรฟิน แถมดนตรีหยุด แสงไฟสีแดงสาด เป็นซีนซีลูเอทเพื่อเน้นคำร้องท่อนนี้อีก จังหวะโคตรคม โคตรเฉียบ เยี่ยมยอด ดีเลิศ วงผมเก่งที่สุด!!


    และพอมาคิด ๆ ดู การจะปากร้ายร้องเพลงเหน็บคนอื่นเนี่ย ทำไม่ได้นะ ถ้าคนร้องไม่ใช่คนเก่งฟ้าประทานแบบคุณพี่ เพราะแบบนี้ละมั้ง คิมจงวานถึงสามารถร้องเพลงนี้ได้เข้าปากกว่าใคร และเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เพลงนี้โคตรจะ effective




    บวกกับท่าทางการเพอร์ฟอร์ม ที่แต่เดิมจะเป็นเวอร์ชั่นมือไพล่หลัง ยืนร้องนิ่ง ๆ แต่คราวนี้ เป็นการนั่งร้อง มือนึงกดคีย์บอร์ด มือนึงถือไมค์ ใคร!!! ใครมันเป็นคนคิด!! คิมจงวาน นี่คุณ This is my design อีกแล้วใช่ไหม รู้ไหมเนี่ยว่ามันโคตรคูล เทสคุณพี่สุดยอด ฟอร์มดีมาก


    ทั้งความเท่ของเพลง ความเท่ของคน ยิ่งทำให้เพลงมันเซ็กซี่มากกว่าเดิม บวกกับความเท่ของสเตจมืด ๆ ที่ยิงไลท์ติ้งธีมสีแดง-น้ำเงิน ของเพลง ยิ่งส่งเพลง ส่งภาพบนเวทีให้ Boy-X เป็นเพลงที่โดดเด่น และทรงพลังมาก ๆ ในอีเว้นท์คอนเสิร์ตครั้งนี้ เป็น Boy-X ครั้งแรกของเรา ที่โคตรประทับใจ แม้ว่าจะหวังไว้ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วช่วงการเมืองเกาหลีเดือด ๆ ว่าวงอาจจะเล่น แต่แค่เวอร์ชั่นอะคูสติกนี่ก็พลังทำลายล้างรุนแรงมากแล้ว ดูสี่รอบ ก็ว้าวทุกรอบ เพลงโคตรจะเท่รอบที่ล้าน


    อัพบิทอย่างต่อเนื่อง ด้วย Dystopian's Eutopia ตื่นเต้นทันทีตั้งแต่ตอนที่วงพูดเข้าเพลง เพราะถือว่าเป็นแทร็คที่เพิ่งออก นี่แปบ ๆ ชั้นก็จะได้ฟังเวอร์ชั้นใหม่แล้วหรือนี่ แต่ก่อนจะเข้าเพลง ก็วนเข้าสู่ช่วง ment ที่น่ารักมาก ๆ เอออ ลืมบอกไปว่า คอนเสิร์ตครั้งนี้มีช่วง ment พูดคั่นทุกเพลง เล่นจบหนึ่งเพลงเม้นต์ หนึ่งเพลงเม้นทต์ วนไป บรรยากาศในคอนมันเลยดูใกล้ชิดเป็นกันเอง เข้ากับคอนเซปการนั่งฟังแบบชิล ๆ


    ซึ่งเม้นต์ช่วงนี้ ก็คือการนัดแนะกับแฟนเพลงให้ซ้อมร้องท่อนคอรัส โอ โอ้ โอ รอบแรกจะเริ่มจากร้องคลอไปกับกีตาร์โปร่งก่อนร้องเต็มแบนด์ ซึ่งเสียงกีตาร์เพียว ๆ มันดีมากเลยอ่ะ จูนมายังไง เสียงเพราะมาก คลอไปกับเสียงร้องของแฟนเพลงที่จงวานกับจองฮุนคอยช่วยไกด์ แล้วบนเวทีคือเปิดไฟแสงขาว สว่างจ้าเลย วงชั้นกับแสงขาวนี่มันสดใสดีจัง


    ชอบมากเวลาที่วงเปิดคลาสสอนร้องเพลงในคอน มันเป็นบรรยากาศในคอนเสิร์ตเนลที่น่ารัก และมันก็ตลกมากด้วย ที่โปรเฟสเซอร์คิมเค้าจะคอยพยายามไกด์คีย์ให้ถูก มีหลายครั้งที่พยายามให้ร้องคีย์ยาก ๆ หรือคีย์ที่สูงมาก ๆ ด้วย ซึ่งแฟน ๆ ก็โวยวายกันยกใหญ่ แต่ก็ยังร้องตามให้ทุกครั้งอยู่ดี ซึ่งรีแอคชั่นเมมเบอร์บนเวทีมันจะสนุกมาก




    หลังจากซ้อมกันเรียบร้อยจนเป็นที่พอใจ ก็เข้าสู่โชว์จริง เป็น Dystopian's Eutopia ที่แปลกใหม่ ด้วยเสียงคีย์บอร์ดที่เสริมเข้ามา ไดนามิคมันดีมาก ตรงท่อนขายที่อัพเลเวลความดุดันกลางเพลงยังคงเข้มนัว เฮยซึงยังคงรัวไฮแฮทได้อย่างเทพ จากนั้นเพลงก็สโลปลงเข้าสู่จังหวะหยุด เพื่อให้แฟนเพลงได้ร่วมร้อง มู้ดดีมาก แสงขาวส่อง จงวานร้องท่อนหลัก แฟนเพลงร้องคอรัส จองฮุนโบกมือนำดนดูให้โบกมือตาม แจคยองเล่นกีตาร์แต่มองดูแฟนเพลงตาใสเลย น่ารักมาก และทุกคนก็ร้องได้ตรงตามบรีฟทุกรอบ ไม่มีล่ม 555555555 ทำให้ Dystopian's Eutopia เวอร์ชั่นนี้มีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเดิม แบบเปลี่ยนฟิลไปเลย


    มีจังหวะต่อเนื่องด้วย 1:03 เราว่าแฟนเพลงเนลชอบแทร็คนี้กันเยอะนะ ซึ่งเวอร์ชั่นนี่โดยรวมไม่ต่างจากเดิมเท่าไร เพราะวงก็เล่นฟูลแบนด์ แต่โทนของเสียงจะไม่หนักเท่า ที่ต่างชัด ๆ คือมีการปรับไลน์กีตาร์นิดหน่อย ทั้งท่อนเข้า และท่อนโซโล่ท้าย ฟังครั้งแรกก็จะแปลกหูนิด ๆ สำหรับคนที่ฟังออริจินอลเวอร์ชั่นมาหลายร้อยรอบ แน่นอนว่ามันก็เป็นอีกหนึ่งไลน์ที่เข้ากับเพลงได้ดี ซึ่งในความรู้สึกเรา ฟิลเหมือนกับว่าแจคยองคงจะดีไซน์ไลน์โซโล่ของเพลงนี้ไว้ให้เลือกเยอะ พอคอน re-arrange ก็เลยเลือกมาสักอันนึง อะไรประมาณนั้น เป็นแทร็คที่ไม่ได้หวือหวาจากเดิมมาก แต่ก็ดีงามตามมาตรฐาน


    อีกหนึ่งเพลงที่ขึ้นอินโทรมาแล้วรู้เลย ก็คือ Moonlight Punch Romance ที่คราวนี้ใช้เสียงคีย์บอร์ดขึ้นแทนเสียงกีตาร์ ซึ่งโดยรวมก็ค่อนข้างเล่นเหมือนเวอร์ชั่นเดิม ต่างนิดหน่อยตรงการเลือกเสียงซินธ์เข้ามาร่วมด้วย และบางพาร์ทก็ได้ยินอย่างชัดเจน


    Moonlight Punch Romance เป็นอีกหนึ่งเพลงของ NELL ที่ซาวด์ดนตรีลั้นลา สดใส ลาเวนเดอร์มาก เวลาแสดงสดก็จะรับบทเป็นเพลงที่บิวท์บรรยากาศให้รื่นเริง มีท่อนร้องฮัม มีจังหวะให้ปรบมือตาม เพราะความที่พาร์ทดนตรีมันสว่างมากอย่างที่บอก แต่เนื้อหาและเจตนาของเพลงจริง ๆ แล้วมันเข้าขั้นดาร์คเลยทีเดียว ทั้งความโดดเดี่ยวโหวง ๆ ความว่างเปล่าเย็นเยียบ ที่ขับเคลื่อนอยู่ภายใน เรียกได้ว่าแฝงความไม่น่าไว้วางใจอย่างมาก ซึ่งมีหลายเพลงของ NELL ที่กดสูตรนี้ คือฟังเผิน ๆ เพลงรัก พอดูความหมายดี ๆ นี่มันหักศอก กลายเป็นหนังฆาตกรรมชัด ๆ ละกดบ่อย กดสูตรแบบคอมโบ บางเพลงกดจนขึ้นอัลติแบบอย่างโหด เช่นเพลงนี้เป็น

    แต่ท้ายที่สุด ก็มาถึงเพลงที่สว่างจริง ๆ จนได้ 555555 นั่นก็คือ Ocean of Light เพลงเอนจอย ความหมาย positive แบบไม่มีอะไรแอบแฝง กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่หลุดเซทลิสต์ใน NELL'S ROOM 2024 (ไม่นับรอบแถม) เพลงแมส เพลงขาย เป็น Ocean of Light acoustic ver. เดียวกันตั้งแต่คอน Beautiful day แถมเป็นเพลงที่มีคลิป studio live official ออกมาก่อนแล้ว ก็คือเป็นเวอร์ชั่นที่คุ้นเคย ฟังกันบ่อยจนพรุน แต่ก็นั่นแหละ มันเทียบไม่ได้เลยกับการได้ดูสดด้วยตาเนื้อ


    เพราะซาวด์สดมันเพราะมากก แค่ได้ยินเสียงกีตาร์ท่อนอินโทรของแจคยอง นี่ก็นั่งยิ้มไปเองแล้ว จิตใจมันสดใสเบิกบานขึ้นมาทันทีเลย เป็นอีกหนึ่งเพลงที่วง re-arrange ออกมาได้ดีทัดเทียม มีไลน์กีตาร์โปร่งเพราะ ๆ ที่ทำให้เพลงโดดเด่นไม่แพ้เสียงซินธ์จากเวอร์ชั่นต้นฉบับ ซึ่งหากเปรียบความสดชื่นของต้นฉบับเป็นเหมือนน้ำมะนาวโซดา เวอร์ชั่นอะคูสติกนี้คงเหมือนการเติมน้ำผึ้งอุ่น ๆ ที่เพิ่มความนุ่มนวลชุ่มคอเข้าไป




    ฟังแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันลีฟอัพขึ้นมาเดี๋ยวนั้นเลย ภาพบนเวที แสงสีก็เข้ากันได้ดีกับเพลงทั้งหมด และด้วยความเป็นอะคูสติก ยิ่งทำให้เพลงมันดูเฟรนลี่ แถมได้บรรยากาศอบอุ่นจากคนดูที่คอยปรบมือ ชุ่มช่ำด้วยเสียงเชียร์และเสียงร้องตาม จงวานก็นั่งร้องแบบสบาย ๆ คอยเล่นไข่เขย่าในท่อนฮุค นี่ชอบมากเวลาที่พี่แกเล่นเครื่องดนตรีจิ๋ว ๆ อย่างพวกแทมบูรีน ลูกแซค มันน่ารักแปลกตาดี ช่วงท่อนท้ายของเพลงก็จะเดินออกมาหาคนดูตรงขอบเวที บ้างก็นั่ง บ้างก็เดินเข้าไปใกล้ ๆ เป็นโชว์ที่อบอุ่นเป็นกันเองมาก


    มาถึงเพลงปิดสุดท้ายของเซทก่อนเข้าช่วง encore ซึ่งบอกเลยว่าเพลงปิดของคอนเสิร์ต NELL เป็นอะไรที่น่าจับตามองเสมอ เพราะมันจะดีงามแบบทะลุบาร์สุด ๆ ซึ่งครั้งนี้ตำแหน่งเพลงปิด (ก่อน encore) ตกเป็นของ 조금은 슬픈 이야기 ออริจินอลแทร็คที่อยู่ในอัลบั้มอินดี้ชุดที่ 2 Speechless (2001) เพลงเก่าที่คุ้นเคย และเป็นที่ชื่นชอบกันอยู่แล้วในหมู่แฟนเพลง ด้วยความหม่นเศร้าของซาวด์ดนตรีที่มีอยู่ในงานของวงช่วงยุคนั้น ผสมกับเนื้อหาเจ็บปวด และท่อนโซโล่ในตำนาน ที่ใช้เทคนิคการสไลด์กีตาร์สร้างเสียงโหยหวน ยิ่งทำให้ความเศร้าที่ลอยคลุ้ง อึน ๆ อยู่ในอากาศ บาดลึก กรีดเข้าไปในความรู้สึก


    และเมื่อย้อนกลับไป วงได้ Re-arrange และเล่นเพลงนี้ในคอนเสิร์ต NELL'S ROOM 2003 ต่อมาก็นำกลับมาเล่นอีกครั้งในคอน Beautiful day จนสุดท้าย ก็มาโผล่ในเซตลิสต์ของคอนเสิร์ตครั้งนี้ ถือว่า 조금은 슬픈 이야기 เป็นเพลงเก่าของ NELL ที่ยังคงกลับมาโลดแล่น แม้ไม่ถี่มาก แต่ก็ยังวนเวียนในงานของวงอยู่เสมอ ซึ่งเราก็คิดเอาเองว่า คิมจงวานคงชอบและติดตรึงกับเวอร์ชั่น re-arrange นี้อยู่ไม่น้อย เลยหาโอกาสนำกลับมาเล่นอยู่บ่อย ๆ เหมือนเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของเพลง คล้าย ๆ กับ 백색왜성 เวอร์ชั่นที่อยู่ในอัลบั้ม Let's Take a Walk (2007) คือเป็นรูปแบบของการเรียบเรียงที่ดีที่สุด เป็น best version ที่ผลักดันเพลงนั้น ๆ ให้ไปจนสุดทางของมันแล้ว


    조금은 슬픈 이야기 เวอร์ชั่น Re-arrange นี้ก็เช่นกัน มันคือ best of best ของตัวมันเอง ในออริจินอลเวอร์ชั่น เราจะรู้สึกถึงความขุ่นมัวในจิตใจที่น่าอึดอัดมาก ๆ ด้วยทางของซาวด์ดนตรีที่ชวนหม่นหมองตั้งแต่ intro ฟังแล้วรู้สึกเหมือนมีก้อนความขมเฝื่อนจุกในคอ ทั้งขื่น ทั้งเจ็บปวด น้ำเสียงของคิมจงวานในตอนนั้นก็เด็กมาก เป็นคาแรคเตอร์ของเสียงในช่วงวัย 20 ที่แสดงร่องรอยความเศร้า ความยุ่งเหยิงสับสนในหัว ร้องวน ๆ งึมงำ ๆ ตอกย้ำความเจ็บปวดของตัวเอง พูดเล่าเรื่องเศร้า ๆ วนเวียนอยู่อย่างนั้น วนเวียนจนเหนื่อยล้า วนเวียนจนน่าสิ้นหวัง




    แต่ในเวอร์ชั่น re-arrange ใหม่นี้ แม้ภายใต้เนื้อเพลงเดียวกัน แต่มันถ่ายทอดโทนของความเศร้าออกมาได้อย่างแตกต่างโดยสิ้นเชิง ไม่จดจ่อเพียงอารมณ์ที่คุกรุ่นภายในใจ แต่เป็นการปลดปล่อยความรู้สึกละเอียดอ่อนเหล่านั้น หลั่งไหลออกมาอย่างบ้าคลั่ง ผ่านการเรียบเรียงดนตรีและเสียงร้องที่ระเบิดออกในช่วงท้ายของเพลง แม้เสียงกีตาร์ยังคงบาดลึกเอาตาย บาดแผลจากการรอคอยและความเศร้ายังคงอยู่ก็จริง แต่ความลึกซึ้งของซาวด์ดีไซน์อันเข้มข้นมัน ได้ทอนความหม่นมืดออกไป กลายเป็นความโหยหา และการวิงวอนด้วยความเสียใจทั้งหมดที่มี


    ยิ่งกับเสียงร้องของคิมจงวานที่ขับเคลื่อนเพลงในช่วงท้ายให้พุ่งทะยานไปจนสุด ร้องดีอะไรขนาดนั้น เอาอยู่มาก ๆ ทั้งน้ำเสียง เทคนิค และอารมณ์ สะกดทุกอย่างในฮอล์ลไว้หมด ด้วยเสียงร้องที่ถ่ายทอดความโดดเดี่ยวออกมาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ร้องระบายความเศร้า ปลดปล่อยความเจ็บปวดจากส่วนลึก จนคนฟังรับรู้ได้ถึงการอ้อนวอนอย่างจริงใจ ร้องขยี้ ๆ ๆ ไปอีก ๆ ๆ จนสุดตัว ยิ่งฟังยิ่งบีบหัวใจ ยิ่งฟังยิ่งน่าสงสารกว่าเดิม


    เสียงทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันปะทุและห้อมล้อม จนเรารู้สึกถึงมวลอารมณ์หนาหนักแทรกซึมอยู่รอบตัว มันส่งมาถึงจริง ๆ นี่นั่งฟังตัวแข็งเลย สะกดใจมาก ยิ่งเมื่อแสงสีขาวบนเวทีมันสว่างขึ้น กับไฟสีเหลืองอบอุ่นฉาบบาง ๆ มันยิ่งส่งให้เพลงนี้งามขึ้น และก็เศร้ามากขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่นิดหน่อยเหมือนในชื่อเพลงแล้ว เป็นโมเมนต์ที่ดีมากจริง ๆ ประทับใจมาก ต่อให้ดูหลายรอบก็ไม่ได้ลดทอนความซาบซึ้งให้น้อยลงเลย ขอบคุณ NELL ที่ทำให้งานเพลงเก่าอายุร่วม 25 ปี กลับมาโลดแล่นในซีนปัจจุบันของวงได้อย่างไม่มีที่ติ ให้เราได้มีโอกาสแชร์ช่วงเวลาที่ดี ที่ได้เสพและชื่นชมงานเพลงขึ้นหิ้งแบบนี้ รู้สึกเป็นเกียรติเป็นศรีมาก




    หลัง 조금은 슬픈 이야기 จบ ก็มีจังหวะเงียบให้ซึมไปสามวิ จนคิมจงวานพูดแต๊งกิ้ว เสียงปรบมือก็ดังลั่นขึ้น แค่คิดถึงก็จะร้องไห้แล้ว มันดีมากจริง ๆ จนเมมเบอร์ก็พากันโค้งขอบคุณ โบกมือลา ก่อนเดินเข้าหลังเวทีเพื่อเตรียมเข้าสู่ช่วง encore ซึ่งคอนเสิร์ต NELL แบบที่รู้ ๆ กันอยู่ มี session encore อยู่แล้วแน่ ๆ แต่แฟนเพลงทุกคนก็ร่วมตะโกนเรียกร้อง จนคิมจงวานเดินกลับขึ้นมาบนเวทีอีกครั้ง


    แต่คราวนี้กลับมาขึ้นเวทีกันแค่สองคน คือมีคุณยางมุนฮี มือเปียโนขึ้นเวทีมาพร้อมกัน และเพลงแรกของช่วง encore ก็เริ่มขึ้น มันคือเพลงชาติที่หลายคนที่มาดูคอนเสิร์ต NELL อาจตั้งตารอคอยฟังเพลงนี้ ซึ่งจงวานจะบอกตลอดในหลายคอนเสิร์ต ว่าร้องเพลงนี้ให้กับคนที่อาจมาดูคอนเสิร์ต NELL เป็นครั้งแรก จะเป็นเพลงไหนไปไม่ได้ นอกจาก 기억을 걷는 시간 (Time Spent Walking through Memories)


    แค่ขึ้น 'อาจิกโด' มาก็ใจหวิวแล้ว แม้ไม่มีใครส่งเสียงออกมาเพราะมันจะเสียมู้ด ก็รู้สึกได้เลยว่าทุกคนหวีดอยู่ในใจ ซึ่งในความเห็นของเรา 기억을 걷는 시간 เป็นเพลงคีย์กลาง ร้องง่าย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่ร้องเพลงเพราะจะร้องเพลงนี้ออกมาได้ดีเสมอไป เพราะมันต้องร้องเนื้อหาของเพลงที่เล่าไปเรื่อย ๆ ด้วยคีย์ธรรมดา ๆให้ออกมากินใจมากที่สุด มันต้องใช้อินเนอร์อย่างแรงกล้า มากกว่าเทคนิคการร้องที่หวือหวา


    นี่จึงเป็นที่ตอกย้ำว่า ไม่มีใครร้องเพลงนี้ได้ดีเทียบเท่าคิมจงวานอีกแล้ว ด้วยโทนเสียงที่มีเอกลักษณ์ ทุกคำร้องที่เปล่งออกมาส่งความซับซ้อนของอารมณ์ความรู้สึก ให้ลอยฟุ้งตลบไปหมดทั่วทั้งพื้นที่ ละพี่แกร้องเก็บหมดทุกเม็ด ด้วยความที่เวอร์ชั่นนี้มีแค่เสียงเปียโนกับเสียงร้อง ยิ่งทำให้ได้ยินซุ่มเสียงทุกอย่างชัดเจน ไม่เว้นกระทั่งเสียงลมหายใจ มีหลายจังหวะที่จงวานร้องปนเสียงลมแบบทอดถอนใจ ยิ่งทำให้ฟิลลิ่งของเพลงมันมีมิติความลึก ฟังแล้วหน่วงมากจนอยากถอนหายใจตาม เหมือนเสียงร้องของเขา ภาพบนเวทีที่นั่งหลับตาร้องเพลง มันสะกดให้เราแน่นิ่ง จนเผลอลืมหายใจไปเลย


    แต่ที่บอกว่าคีย์กลางร้องง่ายเนี่ย ไม่นับที่จงวานบอกให้แฟนเพลงร้องท่อนคอรัสในคอนเสิร์ตนะ เพราะพี่แกดูสนุกที่สอนให้ร้องคีย์ผู้หญิงซึ่งสูงมากตลอด แล้วหัวเราะเองคิกคัก ไม่อ่อนโยนเหมือนที่ไกด์คนอื่นร้องในห้องอัดเลย ฮ่าาา และจะบอกว่าในคอนเสิร์ตรอบแรกเนี่ย ท่อน verse 2 จงวานยื่นไมค์ให้แฟนเพลงร้องนะ กับท่อนคอรัส ลาลาลา ซึ่งมันก็เป็นปกติใช่ป่ะ แต่พอรอบหลังจากนั้นเป็นต้นไป ท่านก็ไม่ให้คนดูร้องอีกเลย 5555555555 จะบ้า มันไม่ได้ขนาดนั้นเลยหรอ ชั้นผิดไปแล้ว รอบถัด ๆ ไปพี่แกเลยบอกว่ามันไม่เข้ามู้ดเพลง นั่งฟังกันเงียบ ๆ ดีกว่างี้ / โอเค ได้ค่ะ




    기억을 걷는 시간 ทำงานได้ดีเสมอในทุกองค์ประกอบ ทั้งความหมาย เสียงร้อง เมโลดี้ เรียกได้ว่าเป็นเพลงที่สมบูรณ์แบบ ต่อให้เป็นเพลงแมส เพลงขายของวง ที่แฟนเพลงอาจจะชาชินจนเผลอปล่อยเบลอไปบ้าง เพราะคงได้ยินได้ดูวงเล่นมาแล้วเป็นล้านครั้ง เอาจริง ๆ บางทีเราก็เผลอละเลยความตื่นเต้นของแทร็คนี้ไปบ้าง แบบว่าอ่อ เล่นคีกอดชีหรอ เค ๆ ฟิลนั้น


    แต่อยากจะบอกว่า 기억을 걷는 시간 ที่เล่นในคอนเสิร์ตครั้งนี้ดีมาก ๆ นี่ขนาดเป็นเวอร์ชั่นที่โคตรมินิมอล มีแค่เปียโนกับเสียงร้อง แค่นั้นเลย คลีนสุด ๆ ยังฟินขนาดนี้ น่าจะดีที่สุดตั้งแต่ที่เคยฟังมาเลย โดยเฉพาะของรอบ 2 รู้สึกว่าคิมจงวานร้องได้เพอร์เฟคโคตร ๆ หรืออาจเป็นเพราะมันคือรอบแรก ที่ได้ฟังเค้าร้องเต็มเพลงอยู่คนเดียว โดยไม่มีเสียงคอรัสก็ได้ (โอ๊ยยย รู้สึกผิดขึ้นมาเลย) ฟังแล้วโคตรอิน บวกกับความเงียบที่ดีในฮอล์ลด้วย ชอบจัง จังหวะที่คนตั้งใจฟังมาก ๆ มันทำให้เราโฟกัสได้เต็มที่ ทำให้ท่อนพีคมันก้องกังวาน ให้ทุกเสียงทะลุทะลวงกว่าที่เคย


    พอเป็นแบบนี้แล้ว ให้ได้ฟังเพิ่มอีกล้านรอบในโอกาสต่อ ๆ ไปก็คงไม่ติด เพราะเพลงที่ดีก็ยังคงเป็นเพลงที่ดีอยู่วันยังค่ำ มันยังคงเพราะและทำงานกับความรู้สึกของคน แบบที่กาลเวลาไม่สามารถทำอะไรได้จนขึ้นแท่นคลาสสิคไปแล้ว

    พอจบคีกอดชี เมมเบอร์และนักดนตรีที่เหลือก็เดินขึ้นเวทีมาสมทบ มีช่วง ment ก่อนเหมือนเคย จงวานบอกประมาณว่า ตอนที่เค้าขึ้นมาร้องเพลง เพื่อน ๆ นี่นั่งรอหลังเวทีพักผ่อนกันสบายเลย แล้วล้อเลียนท่านั่งแบบทิ้งตัว 555555 น่ารัก พวกนี้มันเป็นตลกโดยธรรมชาติจริง ๆ


    ต่อไปเป็นเพลงที่ค่อนข้างพิเศษนะ หนึ่งคือเป็นเพลงที่วงไม่ได้หยิบมาเล่นบ่อยนัก นับครั้งได้เลย สองในแง่ของทามมิ่งในคอนเสิร์ตครั้งนี้ เพราะเป็นเพลงที่วงเล่นแค่รอบแรกรอบเดียว หลังจากนั้นก็ถูกถอดออกจากเซทลิสต์ไปเลย นั่นก็คือ Thank you ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่เรียบเรียงคล้ายโทนในอัลบั้ม Let's Take A Walk (2007) แต่เปลี่ยนจากการใช้กีตาร์นำเป็นเปียโนนำแทน ซึ่งคุณมุนฮีเล่นได้ดีมาก เป็น Thank you ที่ละมุนสุด ๆ มีเปียโนเป็นโครงหลัก เบสคลอ กลองเข้ามาเติมนิดหน่อยในบางช่วง และเพิ่มท่อนโซโล่กีตาร์ของคุณโกแทยังที่โคตรจะดีงาม ไลน์เพราะมาก รวมกับภาพบนเวทีที่ถูกย้อมสีชมพูม่วง แสงสะท้อนจาก mirror ball ยิ่งทำให้สเตจนี้สุขุมนุ่มนวล


    เดิม Thank you เป็นเพลงที่ดีมากอยู่แล้ว ด้วยเมโลดี้ที่ค่อนข้างติดหู และเนื้อหาของเพลงที่ถ้าจะให้เรียกว่าเป็นเพลงอกหักก็น่าจะได้ คือมันฟังแล้วกระแทกใจคนถูกทิ้ง โดยเฉพาะท่อนบริดจ์ที่แฟน ๆ ชอบเอาเนื้อเพลงมาแซวกันว่า ไหนบอกมีเรื่องที่อยากถามหนึ่งคำถาม แต่ดันพูดปาไปแล้วสาม อะไรประมาณนั้น เนี่ย เนื้อเพลง NELL เมื่อก่อนมันโวยวายเบอร์นี้เลย



    แต่พอเป็นเวอร์ชั่นอะคูสติกที่มีความเนิบช้านุ่มนวล เมสเสจของเพลงมันก็เปลี่ยนความรู้สึกไปเลย รู้สึกว่า คำว่า 'Thank you' เนี่ย มันหมายความว่า Thank you จริง ๆ ไม่ใช่แค่พูดประชด ขอบคุณที่ทำให้ฉันได้ลิ้มรสความเจ็บปวด ได้เข้าใจ และเติบโตจนเป็นฉันในทุกวันนี้ เพลงมัน calm ให้จิตใจเราสงบ เหมือนได้ค้นพบสัจธรรมของเพลงนี้ขึ้นไปอีกหนึ่งสเตป คิมจงวานที่ถ่ายทอดคำขอบคุณเหล่านั้นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ให้ความรู้สึกได้ถูกปลดล็อค ร้องดีมาก โดยเฉพาะท่อนบริดจ์ที่เป็นไฮไลท์นั่นแหละ แถมมีไลน์ improvise ช่วงท้ายด้วย โคตรดี


    แต่ก็อย่างที่บอก Thank you ถูกเล่นในการแสดงรอบแรกเพียงรอบเดียว ส่วนรอบหลังจากนั้นยาวไปจนจบอีเว้นท์ ได้มีอีกหนึ่งเพลงเข้ามาแทนที่ ก็ไม่รู้ว่าจะดีใจหรือเสียใจดีสำหรับคนที่เข้ามาดูรอบแรกแค่รอบเดียว แต่ถ้าเป็นเราคือได้ลงไปแดดิ้นกับพื้นแน่ /จะเอา ๆ ดิ้น ๆ ๆ เพราะลองคิดดูดิ เพลงอะไรล่ะ ที่ทำให้แทร็คไฮไลท์ขนาดนี้หลุดออกจากเซทลิสต์ไปได้ มันต้องเป็นแทร็คไฮไลท์ของไฮไลท์ที่เป็นไฮไลท์สุด ๆ เลย ใช่ไหมล่ะ


    ละมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ แถมได้มาใหญ่มากกว่าที่จินตนาการไว้ด้วยซ้ำ มันคืออีกหนึ่งเวอร์ชั่นของเพลงที่เคย re-arrange มาก่อนแล้ว ซึ่งเวอร์ชั่นนั้นก็เป็น extended ver. ที่ดีมากกกกก ๆ ด้วยการเพิ่มซาวด์ที่กลมกล่อมแถมยังคงคาแรคเตอร์ของเพลงเดิมไว้ได้อีก เรียกได้ว่า ลงตัวมาก ๆ แล้วสำหรับเพลง ๆ นั้น นั่นก็คือ Counting Pulses


    และก่อนหน้าไม่กี่พารากราฟ ที่เราเคยบอกว่า เพลงบางเพลงจะมีเวอร์ชั่นที่เป็นเหมือนรูปแบบการเรียบเรียงที่ดีที่สุด เป็น best version ที่ผลักดันเพลงนั้น ๆ ให้ไปจนสุดทาง พอมานั่งคิดดูดี ๆ แล้ว สำหรับ NELL เวอร์ชั่นที่ดีที่สุดมันอาจไม่มีอยู่จริงก็ได้ เพราะวงสามารถเรียบเรียง best of best ออกมาให้เซอร์ไพร์สได้อยู่เสมอ เหมือนกับเวอร์ชั่นนี้ของ Counting Pulses เพลงที่พลังทำลายล้างสูงส่งมากถึงขนาดดีดเพลงอย่าง Thank you ออกได้


    Counting Pulses ไม่ได้เป็นแทร็คลึกลับหรือเป็นของแรร์มากขนาดนั้น เป็นเพลงที่วงเล่นไม่บ่อยครั้งก็จริง แต่ก็มีหยิบจับมาเล่นอยู่บ้าง ถ้าจำไม่ผิดจะเล่นเฉพาะในโซโล่คอนเสิร์ต ไม่เคยโผล่ไปในเซทลิสต์พวกงานเฟสเลย แน่นอนว่าแฟน ๆ รู้จักเพลงนี้เป็นอย่างดีและเป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดเพลงหนึ่ง คือค่อนข้างแมสในหมู่แฟนเพลง รวมถึงตัวเราเองด้วย ซึ่งก็มีโอกาสได้ดูสดมาแล้ว ในคลับคอนเสิร์ต 'OUR EUTOPIA' ช่วงสิงหาคมปีที่แล้ว กริ๊ดดดมากกกกกก ละได้เป็น Counting Pulses ออริจินอลเวอร์ชั่นซะด้วย โคตรรรรดี โดยเฉพาะพาร์ทที่เป็นท่อนบริดจ์ เล่นได้แน่น คม นัวสุด ๆ


    มาถึง Counting Pulses สเตจนี้ ท่ามกลางความเงียบที่ดัง คิมจงวานก็เป็นผู้เปิด intro ด้วยคีย์เปียโนสามตัวโน๊ต ที่เมโลดี้คล้องไปกับเนื้อร้องท่อนสำคัญ '죽지마' / ชุกจิมา แค่นี้ก็ทำให้หายใจเฮือก รู้สึกขาดอากาศขึ้นมาเลย ความจริงเราเป็นแบบนี้กับเพลง NELL หลายเพลง ที่พอมันโหวง ๆ จนไปแตะจุดความรู้สึกบางอย่างมาก ๆ ฟังแล้วมันจะรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก


    ซึ่งคนที่คุ้นเคยกับเพลงนี้อยู่แล้ว ก็คงรู้ว่าท่อนสำคัญคำนี้ มันส่งเมสเสจของเพลงในหลายแง่มุมอย่างไร บ้างก็รู้สึกถึงการบอกให้สู้ แต่แล้วก็อาจพบว่า ยิ่งดิ้นรนเท่าไรก็ยิ่งไร้ซึ่งหนทาง มันหมดทางที่จะสู้แล้ว การเอาชนะมันยากเกินไป เพราะฉะนั้นแล้ว ทางออกของเรื่องทั้งหมด อาจจบด้วยการยอมแพ้ซึ่งง่ายกว่ามาก


    ช่วงแรกของเพลงไม่ได้มีการบิดไปจากเดิมมากนัก เพียงแต่ใส่ดนตรีเข้ามาน้อยชิ้น อย่างกลองนี่เล่นน้อยมาก หลัก ๆ คือไหลไปตามเสียงกีตาร์ของลีแจคยอง ซึ่งเป็นไลน์กีตาร์ดั้งเดิมของเพลงนี้อยู่แล้ว กับคิมจงวานที่ค่อย ๆ ละเลียดเนื้อร้องไปเรื่อย ๆ ฮุคแรกบิดไปร้องคีย์ต่ำลงมา กลายเป็นรสชาติใหม่ของเพลงซึ่งดีมาก แสดงเนื้อเสียงให้เพลงนี้ซึมลึกรอการปะทุ พอฮุคสองก็กลับมาร้องคีย์สูงเหมือนในต้นฉบับ จนเพลงดำเนินเข้าสู่ครึ่งหลัง




    เสียงเปียโนของคิมจงวานได้เปิดนำทางเข้าสู่ดนตรีในพาร์ทใหม่ คีย์สามตัวโน๊ตท่อนชุกจิมาดังขึ้นมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มาจากไลน์กีตาร์ของลีแจคยอง ซาวด์กลองที่เคยแตะ ๆ เล็ม ๆ เก็บงำไว้ก่อนหน้า ค่อย ๆ โหมกำลัง ด้วยน้ำหนักกลองของเฮยซึงที่ดังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกขณะ จนไลน์ดนตรีทั้งหมดปะทุ สอดประสานกันอย่างแนบแน่น ละเป็นการเล่นวนห้องไปเรื่อย ๆ โชว์ซาวด์ที่เข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ เล่นไปเรื่อย ๆ ขยี้ ๆ แต่ละคนใส่กันแบบไม่ยั้ง บ้าบอมาก แตกแตนสุด ๆ


    และพอยท์สำคัญของ Counting Pulses เวอร์ชั่นเทพนี้ คือมีพาร์ทที่นักดนตรีพลัดกันโซโล่ในท่อนของตัวเอง มันคือการโชว์สกิลการเล่นของแต่ละคนล้วน ๆ นักดนตรีแต่ละคนมีไดนามิคของตัวเอง แต่ละพาร์ทแสดงจุดแข็งของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดได้แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะมีไลน์โซโล่ที่เด่นมาก ๆ ก็คือ พาร์ทกีตาร์ของคุณโกแทยัง พาร์ทคีย์บอร์ดของคุณยางมุนฮี พาร์ทกีตาร์ของลีแจคยอง และปิดจบด้วยกลองของยางเฮยซึง


    อย่างพวกมือกีตาร์นี่ไม่ต้องพูดถึง ดีไซน์โซโล่ของตัวเองได้บาดลึกสุด ๆ อย่างไลน์ของคุณโกแทยังจะมีความกรีดกราย ลีลาการเล่นพี่แกได้ฟิลมาก รัวนิ้วโคตรเทพชาวร็อคจัด ทำให้พาร์ทนั้นดูร้อนแรงขึ้นมาเลย


    ในขณะที่ไลน์ของแจคยองจะมีความทุ้มลงมาหน่อย แต่ฟิลลิ่งมาเต็ม และโคตรจะลีแจคยอง เป็นคาแรคเตอร์ของโทนกีตาร์ในหลายเพลงของ NELL ที่ต่อให้มันมีความเดือดดาลอยู่ แต่ก็จะให้ความรู้สึกนุ่มลึกอยู่ในนั้นด้วย เราขอนิยามเอาเองว่าเป็นสัมผัสแบบกำมะหยี่ ที่สามารถทักทอให้มีสีสันหลากหลายได้ แต่ก็ยังคงความนุ่มพิเศษอยู่เสมอ เล่นได้ดีสมกับที่เป็นกีตาร์ลีดของวง ชอบทรงคุณพี่มาก เป็นคนที่นั่งเล่นกีตาร์ดูแล้วสบายตามากที่สุดคนหนึ่ง บอกไม่ถูกเหมือนกัน




    โซโล่ของคุณมุนฮี ไลน์คีย์บอร์ดที่ปรับโทนให้ฟิลเหมือนออแกน ซึ่งเป็นเสียงที่มีเสน่ห์มาก และเข้ามาแบบผ่ากลางไลน์กีตาร์เลย ทำหน้าที่ทั้งช่วยแยกและช่วยประสานไปพร้อมกัน ให้โฟลวเพลงไหลลื่น ความลม ๆ ของโทนเสียง ส่งเพลงให้ก้องกังวาลไปไกลว่าเดิม เป็นไดนามิคบางเบาเหมือนขนนก แต่โดดเด่นมากในท่อนของตัวเอง เติมความ feminine เข้าไปให้เพลงสว่างขึ้น แถมยังเบลนความวินเทจให้เข้ากับความโพสร็อคได้อย่างดี


    และกลองของยางเฮยซึงที่เป็นโซโล่ปิดท้ายสุด เมื่อเสียงทุกเสียงเบลนกันอย่างเข้มข้น ลำพังแค่ที่เล่นลากยาวกันอยู่ ณ โมเมนต์นั้น ก็เข้าเนื้อผสมกันนัวเต็มที่อยู่แล้ว ยังมีไลน์กลองเข้ามาดันให้เพลงในช่วงสุดท้ายดีดขึ้นไปอีก ตีได้เดือดโคตร ๆ พุ่งมาก หัวใจจะวายเอา เป็นไลน์กลองที่เร่งเร้า รุนแรง และหนักแน่น สมกับที่จงวานบอกว่าเฮยซึงเป็นคนตีกลองแรงมาก พาร์ทนี้คงไม่มีเบรค เป็นอีกหนึ่งคนที่สกิลสูงปรี๊ด ตีเก็บทุกเม็ด แถมยังคมในทุกจังหวะ เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Counting Pulses เวอร์ชั่นนี้พีคหูแตก ตาแตก สุดยอดมาก


    ก่อนจะปิดจบด้วยไลน์คอร์ดเปียโนของคิมจงวาน เดือดมากขนาดนั้น ยังลากกลับมาให้เกิดความรู้สึกเย็นเยียบในท้ายที่สุดได้ ตอนดูจบครั้งแรกคือช็อค จริง ๆ นะ ไม่เว่อร์ ค้างจนลืมหายใจไปเลย มันสะกดมากจริง ๆ และเราสัมผัสได้ด้วยว่าทุกคนที่นั่งในฮอล์ลช็อค มวลเพลงที่จบไปแล้วมันยังอัดแทรกอยู่รอบตัว จนรู้สึกถึงก้อนความเงียบหนัก ๆ คนดูนิ่งไปหมด จนผ่านไปสองสามวิ เสียงปรบมือดังเกรียวกราวถึงตามมา




    ไดนามิคเพลงของพาร์ทหลังมันทรงพลังมาก เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นโหมโรมรัน สอดประสานใส่กันอย่างไม่หยุดยั้ง โคตรตึง ทุกอย่าง intense ไปหมด จนใจเต้นแรงตามจังหวะไปด้วย เพลงโคตรดี เล่นสดกันโคตรดี ใส่กันหนักมือขนาดนี้แต่เพลงก็ยังไหลลื่นมาก ทำเอาน้ำตาซึมเลย ตื้นตันในความดีงาม ทั้งเสียงที่ได้ยิน ภาพที่ได้เห็นตรงหน้า บนเวทีนี่มันดินแดนสวรรค์ชัด ๆ


    ทุกองค์ประกอบมันน่าตื่นตะลึงไปหมด ทั้งแสงสีเสียง และที่สำคัญมาก ๆ เลยคือระดับความดังเดซิเบล ลองสังเกตเพลง NELL จังหวะก่อนเข้าพีค จะเป็นพาร์ทที่ซาวด์ดนตรีเบาและค่อย ๆ บิ้วท์ขึ้น เลเยอร์ที่แตกต่างนี้ ทำให้ซาวด์ในท่อนพีคมีความดังมากขึ้นจนหูเรารับรู้ได้ชัดเจน ความดังนี้แหละที่ทำให้ท่อนพีคมันอิมแพคมาก ๆ ที่เห็นชัดที่สุดคือใน Movie (Shoegaze ver.) ที่เล่นในคอนเสิร์ต NELL'S ROOM


    อันนี้ขอแวะขายนิดนึง ดีใจโคตร ๆ ที่ได้ไปเจอแทร็คนี้ในคอนปี 2023 น้ำตาจะไหล สาแก่ใจมาก ดีโคตรรรร ดีชิบหาย ได้ดูแล้วแบบชีวิตนี้ยังต้องการอะไรอีกวะ ซึ่งช่วงครึ่งเพลงก่อนเข้าพาร์ทชูเกส ซาวด์จะเงียบลง ในฮอล์ลคือเงียบแบบกริบ ถ้ามีคนไอคือได้ยินกันหมดอ่ะ คิดแค่นี้ และพอซาวด์ชูเกสขึ้น มันดังแบบกระแทกใส่หน้าจัง ๆ เลย พีคมากจนหัวใจจะวาย นี่ขนาดว่าเราเคยรู้จักเวอร์ชั่นนี้มาก่อนแล้วตอนที่วงเล่นปี 2018 นะ ละคิดสภาพว่าคนที่ไป first impression กับมันครั้งแรกจะอิมแพคขนาดไหน ตาย ๆ ๆ


    เล่นดีมากกกกกกก อันนี้แน่นอนอยู่แล้ว แต่ความดังในนั้นมันสุดยอด เราว่ามันดังมาก อันนี้ไม่แน่ใจว่าเค้าเพิ่มเดซิเบลขึ้นมาอีกหน่อย หรือว่าพอมันเงียบแล้วไปเจอดังทันที เราเลยรู้สึกว่ามันดังมาก แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้อื้อ อึดอัด หรือไม่สบายหู ดังจนเหมือนเพลงมันทะลุทะลวงเข้าไปในร่างกาย ให้ได้เสพทุกเสียงแบบเน้น ๆ ด้วยความที่เป็นซาวด์ชูเกสด้วย มันเลยเป็นความดังที่ดีและยิ่งเสริมเพลง และซาวด์ดีเว่อร์ เคลียร์ชัด ไม่แตก พอเพลงจบท่าน ๆ เค้าก็เดินทิ้งเวทีแบบกร้าวใจมาก เท่ชิบหาย ชอบบบบบบบบบโว๊ยยยยยยย


    เอาล่ะ สงบสติอารมณ์ และกลับมาที่ความแตกแตนของ Counting Pulses กันต่อ ซาวด์มันก็ดังแบบนั้นเลย และซาวด์ดีมากนะ ไม่แพ้สเกล NELL'S ROOM เลยแม้ว่าขนาดฮอล์ลจะเล็กกว่า และยิ่งฟังเหมือนมันยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ แบบทะลุทะลวงมาก ฟินหู และจะบอกว่าในแต่ละรอบการแสดง นักดนตรีเค้าโซโล่ไม่เหมือนกันนะ คือวางโครงไว้คร่าว ๆ แหละ แต่มีดีเทลการ improvise ที่แตกต่างกันอยู่ โชว์ของกันแบบบ้าพลังมาก


    แต่อย่างไลน์เบสของลีจองฮุน เข้าใจว่าแม้จะไม่มีการโชว์โซโล่ที่เด่นชัด แต่ที่ซาวด์มันแน่นหนึบขนาดนี้ได้ ก็เพราะเบสมันอุดไว้หมด บอสเป็นสายซับที่แข็งแกร่งมาก ในขณะที่คิมจงวานก็ไม่ได้มีไลน์โซโล่หลักเหมือนกัน เป็นการเล่นวนคอร์ดไปเรื่อย ๆ ตลอดช่วงครึ่งหลัง ให้เพื่อนนักดนตรีได้ปล่อยของกันอย่างเต็มที่ ด้วยความที่คุณท่านเคยบอกเอาไว้ว่า การต้องมาเล่นกีตาร์เร็ว ๆ โชว์เทคนิคเทพ ๆ ไม่ใช่หน้าที่ของเค้าอีกต่อไป การพรีเซนท์เรื่องอีโมชั่นนอลต่างหากที่เค้าต้องการจะสื่อสาร ก็แน่ล่ะ วงเค้ามีกีตาร์ลีดที่เต็มที่กับการโซโล่เป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้วนี่นา ;))


    งานไลท์ติ้งก็ส่งเพลงได้ดีมาก ๆ บิวท์สุด ๆ ตอนที่แสงส้มสาดออกมาพร้อมจังหวะที่ซาวด์ปะทุดังขึ้น คือเดอะเบสโมเมนต์มาก น้ำตาจะไหล ส่วนเรื่องเทคนิค ในรอบ 2 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เพลงนี้ได้โชว์ ช่วงโซโล่ของคุณโกแทยังเหมือนเสียงกีตาร์เค้าจะไม่ค่อยดังในทีแรก เลยถูกกลืนไปหน่อย จงวานกับแจคยองนี่หันมองไปข้างหลังขวับเลย น่ากลัวมาก เสียวสันหลังแทน ส่วนรอบ 3-4 เพอร์เฟคสุด ๆ ไม่มีที่ติเลย ยิ่งเล่นยิ่งเคี่ยว ยิ่งเล่นยิ่งเข้ามือ




    จะว่าไป Counting Pulses เวอร์ชั่นนี้ก็วางโครงเพลงไว้คลายกับ extended ver. แรก คือท่อนบริดจ์หาย แต่เพิ่มการเรียบเรียงดนตรีใหม่เข้าไป เหมือนพาความรู้สึกของคนดูขึ้นนั่งรถไฟเหาะ ค่อย ๆ บิ้วท์อัพเหมือนรถไฟที่กำลังไต่ความสูงขึ้นไปช้า ๆ พอถึงยอดก็หยุดค้างให้รู้สึกเวิ้งว้าง และถัดมาเพียงไม่กี่วิ ก็ปล่อยทิ้งลงแรง ราวกับว่าโลกนี้ไม่มีแรงต้านอากาศ แต่นั้นยังไม่จบ เพราะสักพักรถไฟเหาะนี้ก็หมุนควงต่อไปอีกหลายยก ไต่ขึ้นความสูงต่อไปอีกหลายจุด และทิ้งดิ่งลงมาแบบนับไม่ถ้วน แถมยังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุด ก่อนจะสไลด์ลงอย่างนิ่มนวลในช่วงสุดท้าย


    เรียกได้ว่าเป็นเพลง NELL กดสูตรสำเร็จแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ชอบมากเวลาที่วงทำเพลงยาว เหมือนดนตรีได้ถูกกลั่นออกมาจากจิตวิญญาณ อารมณ์มันล้นทะลักมาก และคล้ายว่าจุดเดือดในเพลงของ NELL จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำได้พีคแบบไปอีก ๆ อย่างที่บอก ไม่รู้เลยว่า Best version มันจะไปจบที่ตรงไหน


    ผ่านเพลงที่ intense ที่สุดไปแล้ว ถ้าจะปล่อยกลับบ้านกันด้วยความรู้สึกเดือดจัดขนาดนี้ ก็ดูจะผิดคอนเซปคอนเสิร์ตอะคูสติกนั่งเล่นไปหน่อย ก็เลยคูลดาวน์ด้วย Empty ที่สุดของแทร็คอบอุ่นหัวใจ เพลงที่วงมักเล่นปิดท้ายในคอนเสิร์ต ซึ่งให้บรรยากาศที่ดีมาก ๆ เสมอมา


    Empty เป็น lo-fi ที่มาก่อนกาล ออริจินอลแทร็คจึงไม่ให้โทนที่สว่างมากนัก จากการมิกซ์เสียงที่จงวานชอบกัดตัวเองว่า ที่ซาวด์เพลงของวงหม่น เพราะคุณภาพการบันทึกเสียงที่ไม่ดีเมื่อสมัยก่อนต่างหาก เอนี่เวย์ Empty ที่อยู่ในอัลบั้ม Walk Through Me (2004) นั้น แสนจะเรียบง่าย รวมทั้งเป็นความตั้งใจในการลดคุณภาพเสียงอยู่แล้ว มู้ดแอนด์โทนเลยไปในโซนทึมเทาเสียมากกว่า


    แต่สำหรับเวอร์ชั่นแสดงสดแล้ว มันให้โทนที่แตกต่างอย่างมาก เพราะมันสดใส อบอุ่นเหมือนแสงแดดยามเช้า ตั้งแต่อินโทรกลองขึ้น จงวานผู้ให้จังหวะ 'วัน ทู ทรี โฟร์' ตอนเริ่ม แค่นี้ก็ดีสุด ๆ รู้สึกแฮปปี้มากที่ได้มาเก็บเพลงนี้ ดนตรีสบาย ๆ แต่ละไลน์มีการเพิ่มลูกเล่นมาอย่างละนิด ให้ได้โยกหัวตามอย่างอารมณ์ดี ประกอบกับเนื้อหาของเพลง ที่จะว่าไปก็มีความโรแมนติกไม่น้อย มันเลยยกบรรยากาศในช่วงท้ายคอนเสิร์ตให้สว่างไสว เปล่งประกายวิบวับ




    Empty มีแต่คำว่าน่ารักเต็มไปหมด อย่างแรกคือมีท่อนให้แฟนเพลงช่วยร้องตาม (หลังจากที่ถูกห้ามในคีกอดชี 5555) ทำให้ได้ฟิลอบอุ่นเป็นกันเองมาก ๆ ร้องวนกันไปหลายรอบเลย และคุณพี่ก็อยากจะบิ้วท์ให้คนดูร้องคีย์สูงตามให้ได้ มันเป็นอะไรรรรรร ห๊ะ เนี่ยยยย น่ารัก


    น่ารักสอง คือมีช่วงที่จงวานแนะนำสมาชิกและนักดนตรีในช่วงโซโล่ ก็จะมีแวะแซวเพื่อนนิดหน่อย แซวโซโล่กีตาร์ร็อคลี แซววันที่เฮยซึงผมสีฟ้า แซวโวคอลจองฮุน ประธานบริษัท เรื่องที่จองฮุนหันมาออกกำลังกาย จงวานก็นั่งหมุนเก้าอี้ไปมา หันไปผายมือแนะนำเพื่อนซ้ายทีขวาที ภาพบนเวทีมีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เนี่ยยย น่ารัก


    น่ารักสาม คือจองฮุนที่ทำหน้าที่ร้องนำเพื่อไกด์ให้คนดูร้องตาม เสียงคุณพี่นุ่มมาก จังหวะนั้นคิมจงวานก็จะเดินออกมาด้านหน้าเวที ยื่นไมค์ให้แฟน ๆ นั่งตรงสเตปบ้าง ยื่นหน้าออกมาตรงขอบเวทีบ้าง แจคยองก็เล่นกีตาร์ไปยิ้มไป เนี่ยยยย น่ารักกกกก


    น่ารักสี่ คือช่วงที่คิมจงวานร้อง improvise ในพาร์ทหลัง ร้องได้หลายคีย์ หลายแบบ หลายท่วงทำนอง ตั้งแต่ไลน์คอรัสไปถึงไลน์ร้องหลัก บิดเมโลดี้สนุกเลย ร้องได้ฉวัดเฉวียน เจนเวทีมาก เป็นคนที่ร้องเพลงเก่งจริง ๆ และคนที่ตั้งใจฟังจงวานร้องสุด ๆ ก็คือนัมเบอร์วันแฟนบอยลีแจคยอง ก็เพื่อนเค้าเก่งอ่ะเนอะ เสร็จปุ๊บ ก็จะมีจังหวะที่จงวานหันไปไดเรควงให้จบในห้องสุดท้าย เนี่ยย น่ารักกกกกกก




    ซึ่งพาร์ทหลังนี่แหละ ที่เป็นใจความหลัก เป็นความอุ่นสบายของเพลงนี้ เมื่อทั้งศิลปินและแฟนเพลง ผลัดกันร้องนำ ผลัดกันร้องตาม ด้วยเนื้อเพลง NELL ที่บทจะอ่อนโยนขึ้นมาก็นุ่มเอาเรื่อง "Then feel free. To come back and say HI. 'Cause I'll be empty till that day. You come back and fill me up." เราว่ามันน่ารักมากนะ เหมือนคอยเติมเต็มความสบายใจของกันและกัน แถมมีท่อน "My love" อีก เนี่ย เพลง NELL มีคำว่า my love อ่ะทุกคน ไม่โรแมนติกยังไงไหว ละจงวานร้องปิดจบท่อน "My love" ได้งามมากทุกรอบ เฮ้ออออออ น่ารักกกกก


    บนเวทีก็สว่างจ้าด้วยแสงขาว วงเรานี่มันสดใส delightful อะไรขนาดนั้น มู้ดดีมากกกก ฟิลกู๊ดไปหมด ถือเป็นพาร์ทที่เฟรนลี่ที่สุดในคอนเสิร์ตเลยก็ว่าได้ ท่วงทำนองกับเนื้อร้องมันไหลไปได้เรื่อย ๆ ฟังเพลินมาก เนี่ยนะ สมมติถ้าวันไหนเกิดอารมณ์เสียขึ้นมา แค่นึกย้อนไปถึงโมเมนต์ที่ได้ดู Empty ในคอน ก็คงทำให้หายโมโหได้แน่ ๆ my love อ่ะเธออออ ธรรมดาที่ไหน


    จบด้วยการที่สมาชิกและนักดนตรีโค้งขอบคุณหน้าเวที ท่ามกลางเสียงปรบมือและเสียงเชียร์ของแฟน ๆ จากนั้นก็ถ่ายรูปกันตามธรรมเนียม เป็นการปิดจบคอนเสิร์ตด้วยความอบอุ่น ต่อให้ผ่านความชอกช้ำในเพลงก่อนหน้ามาขนาดไหน ก็แฮปปี้เอนดิ้งได้ด้วย Empty สมาชิกโบกมือลาเวทีด้วยรอยยิ้ม จองฮุนยิ้มกว้างกว่าใคร จงวานลาแฟนเพลงซ้ายขวาเร็ว ๆ อย่างทั่วถึงและเดินออกเวทีก่อนใครตามสไตล์ เฮยซึงที่ยุ่งกับการแจกมินิฮาร์ท และแจคยองผู้ที่ลงเวทีช้าที่สุดเหมือนเคย

    - คอนเสิร์ตเล่นยาวประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง บวกลบนิดหน่อย ซึ่งเวลาจะยืดหยุ่นกว่า NELL'S ROOM ที่ค่อนข้างเป๊ะมาก ๆ โฟลวของคอนเสิร์ตอะคูสติกจะมีความไหลไปเรื่อย ๆ แบบสบาย ๆ มากกว่า และมี ment พูดคุยคั่นก่อนขึ้นเพลงใหม่ทุกช่วง เวลาแต่ละรอบอาจจะเหลื่อม ๆ กันตรงนี้ด้วย

    - ช่วง ment ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก คือมีตั้งแต่โทนซีเรียสจริงจัง ไปจนถึงตลกจะบ้า พูดแซวคนมาช้าบ้าง แซวคนไปเข้าห้องน้ำบ้าง โคตรเอนเตอร์เทน

    - วงบอกว่า คิดเตรียมคอนเสิร์ตในธีมอะคูสติกนี้มาตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้ว เลือกเพลงกันอยู่นาน แต่ใช้เวลาในการ re-arrange ทั้งหมดแค่ 3 เดือน

    - ชอบไดนามิคการเรียง setlist มาก และเป็นคอนเสิร์ตที่มีโมเมนต์มหัศจรรย์ให้ได้ว้าวหลายครั้ง NELL ยังคงทำให้เราตื่นเต้นกับเพลงเดิม ๆ ได้อย่างไม่รู้จักจบสิ้น ตั้งแต่การ re-arrange ที่เรียบง่าย ไปจนถึงไลน์การเรียบเรียงที่ทะเยอทะยานสุด ๆ อย่าง Counting Pulses

    - ซาวด์ในฮอล์ลดีมาก ๆ ได้ยินเสียงดนตรีแต่ละชิ้นอย่างชัดเจน เสียงคม เพราะ ทุกอย่างเพอร์เฟค วงเล่นกันดีมาก ๆ ด้วย ขอชื่นชมสมาชิกและโดยเฉพาะเหล่านักดนตรีคนคุณภาพ ที่เข้ามาช่วยเสริมเอเนจี้ให้เพลง NELL สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

    - และสำหรับเสียงร้องของคิมจงวาน ยิ่งตอกย้ำว่ามันคือพรสวรรค์ที่แท้ เรื่องฟิลลิ่ง โทนเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ อันนี้ก็รู้ ๆ กันอยู่ แต่เทคนิคการร้องคือเฟี้ยวฟ้าวมาก ทั้ง ๆ ที่พี่แกไม่เคยเรียนร้องเพลงเลยด้วยซ้ำ ซึ่งมันถูกโชว์มาก ๆในคอนเสิร์ตครั้งนี้ เพราะทั้งคอนมีแค่เสียงของโวคอลแบบเพียว ๆ MR ไม่มี คอรัสไม่มี คือสดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ร้องดีมาก ๆ ให้ชมอีกเป็นล้านรอบก็ได้ น่าทึ่งมากนะคนเรา ผู้นำทางจิตวิญญาณสุด ๆ และเดี๋ยวนี้ยิ่งแก่ยิ่งนุ่มขึ้นด้วย งงไปหมด

    - การแสดงเพอร์เฟคทุกรอบ แต่ส่วนตัวชอบรอบ 2 กับรอบ 4 มากที่สุด เพราะรอบ 2 คือการได้เจอกับ Counting Pulses ครั้งแรก ส่วนรอบ 4 บรรยากาศมันผ่อนคลายโดยอัตโนมัติ อาจเพราะเป็นรอบปิดสุดท้ายของคอนในวีคแรกด้วยมั้ง

    - สองรอบสุดท้ายที่ได้ที่นั่งตำแหน่งกลาง นี่มันดีมากกกก ยืนยันว่าตรงกลางนี่แหละเวิร์คกับคอนเสิร์ตเนลที่สุด ทุกอย่างมันปะทะเข้ามาแบบเซนเตอร์ ไฟเอย แสงสีเอย ซาวด์เอย และนั่งตรงกับจงวานเป๊ะ รู้สึกเหมือนเค้านั่งร้องเพลงให้ชั้นฟังคนเดียว 555555555 ดีมากกกกก เอาอีกกกก

    - ชุดสูทคุณพ่อรอบสองดีมากกกกกกกกกกกกกกก มากแบบมากกกกกกกๆๆๆๆๆ

    - แอบเสียดายนิดหน่อย ที่ไม่ได้เห็นแจคยองเล่นเปียโน

    - แม้จะเป็นคอนเสิร์ตแบบนั่งเล่น ก็ไม่ได้ลดทอนความเข้มข้นของเพลง NELL ได้เลย เพราะคุณพี่ก็ยังเล่นกันแบบฟูลแบนด์อยู่ดี เพียงแต่เปลี่ยนโพสิชั่นเป็นการนั่ง ซึ่งเราชอบนะ ดูตั้งใจเล่นในพาร์ทของตัวเอง แบบไม่สนใคร แต่เอาจริง ๆ วงเค้าก็เป็นแบบนี้อยู่แล้ว ต่อให้ยืนก็เล่นใครเล่นมันอยู่ดี (นอกจากหันไปมองเพื่อนตอนเล่นผิดอ่ะนะ 55555 แซว ๆ ;)) แต่มู้ดแอนด์โทนบนเวทีมันเปลี่ยนไปหมดจริง ๆ สังเกตได้ชัดจากแจคยอง ที่การนั่งเล่นกับยืนเล่น จะให้ฟิลที่ต่างไปเลย

    - ในขณะเดียวกัน การเป็นคอนเสิร์ตนั่งดู ยิ่งทำให้เราโฟกัสได้เต็มที่ ได้สัมผัสรายละเอียดของดนตรีที่ดีงาม ได้เห็นองค์ประกอบของเวทีที่จัดวางมาอย่างดี เป็นความเพลิดเพลินในการเสพงานดนตรีของ NELL อีกหนึ่งรสชาติ นั่งฟังเงียบ ๆ อย่างตั้งใจ ให้ทุกเสียงแทรกซึมและปะทะเข้ามา มันดีมาก ๆ ชุบชูจิตวิญญาณสุด ๆ

    - ก็แล้วแต่ว่าใครชอบงานคอนเสิร์ตแบบไหน มันคนละสไตล์กันเลย แบบคลับคอนที่ยืนดู เฮ้ว ๆ อันนั้นก็สนุกมากเหมือนกัน เซทลิสต์ก็จะเป็นอีกแบบ ของ NELL'S ROOM ก็จะมีความเบลน แน่นอนว่าเซทลิสต์ก็จะเป็นอีกแบบเหมือนกัน เพื่อให้เข้ากับโปรดักชั่นที่ใหญ่ขึ้นมา ในขณะเดียวกัน คอนเสิร์ตอะคูสติกจะมีความใกล้ชิดเป็นกันเองมากกว่า มีการคุยสื่อสารเยอะ ฟิลเหมือนมานั่งดูวงซ้อมดนตรีกันแบบจริงจัง แต่ก็ได้คอนเทนต์แบบเนื้อ ๆ เน้น ๆ

    - มีคนที่นั่งติดกับเรา 2 รอบ เป็นคนที่ค่อนข้างมีอายุ เรียกว่าเป็นอาจุมม่าได้นะ มีทั้งมาดูคนเดียวและมากับเพื่อน ซึ่งเค้าเอนจอยมาก เป็นแฟนเพลงเลยแหละ

    - จะว่าไปคอนเนลนี่เจอคนหลายกลุ่มมากนะ ถ้าเป็นคลับคอนก็จะเป็นวัยหนุ่มสาวหน่อย ผู้หญิงเยอะกว่าเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่ผู้ชายก็เกือบจะครึ่ง ๆ ซึ่งบอกเลยว่าเจนจ์อายุแฟนเพลง NELL ส่วนใหญ่คือวัยทำงาน และที่ผ่านมาได้พบเจอคนหลายแบบมาก ทั้งแฟนบอย บ้านเบสต่าง ๆ อินเตอร์แฟนที่น่ารัก เจอทั้งคนที่เครซี่มาก แล้วก็คนที่นั่งดูแบบนิ่ง ๆ แต่สุดท้ายร้องไห้ขึ้นมาเฉย บางคนดูเหมือนไม่ใช่แฟนคลับ แต่ก็หยิบผ้าเชียร์ขึ้นมาในตอนจบ บางคนเหมือนเค้ามาดูครั้งแรกจริง ๆ แต่ก็โคตรอิน เจอคนข้าง ๆ ยื่นลูกอมให้ แบบเค้าแจกคนที่นั่งรอบตัวเค้าทุกคน เจอพี่สาวเกาหลีที่ให้เราเดินติดร่มไปด้วยตอนฝนตกพอดี เพราะเห็นว่าเราใส่เสื้อวง อันนี้แบบประทับใจมากบวกเขิน ๆ มันซีรีส์เกาหลีมากเว่ย เพลงขึ้นได้เลยนะ ขอบคุณพสมากในที่นี้ แม้จะพูดขอบคุณเค้าไปแล้วหลายครั้งตอนแยกกันที่ฮอล์ล

    - เริ่มนอกเรื่อง 5555 ควรจบได้ละ ตอนนี้ยาวมากกกก ไม่ได้ตั้งใจจะเขียนยาวขนาดนี้เลยจริง ๆ มันไหลไปได้เรื่อย ๆ เหมือนไม่มีวันจบเลย ต้องแก้นิสัยนี้ละ จะมายาวทุกตอนไม่ได้!!! เนี่ย ก็เลยไม่ทันเขียนรีวิวงาน Summer Sonic Bangkok 2025 แบบเต็มเลย ซึ่งต้องข้ามแล้วละ เพราะมันจะทบรอบไปหมด แต่ก็ได้รีวิวไปในทวิตหมดแล้ว สรุปสั้น ๆ ได้ว่า ดีจริง และก็สั้นจริง 6 เพลงครึ่ง / จบ.

    - เอาเป็นว่าเป็นคอนเสิร์ต NELL'S SEASON ที่ประทับใจสุด ๆ ดีเกินคาดมาก ๆ สองชั่วโมงครึ่งนี่ผ่านไปแว๊บเดียวเอง ดูหลายรอบก็ยังทึ่ง ยังอดที่จะชื่นชมไม่ได้ในทุกรอบ กลับมาดู live ที่บรรดาแฟน ๆ อัพใน youtube ก็ยังทึ่งอยู่ และอยากจะอวยยศให้ต่อไปเรื่อย ๆ วงผมเก่งที่สุด

    - ขอบคุณวงที่ทำงานอย่างหนัก และจัดคอนเสิร์ตในคอนเซปนี้ขึ้นมา เพลง NELL มันงดงามและน่าทะนุถนอมมาก ดีใจที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในงานนี้ เหมือนหลอดพลังชีวิตถูกเติมเต็ม 99999+ รู้สึกว่า การที่เราใช้ชีวิตผ่านมาจนได้มานั่งดู performance และได้ฟังเพลงที่ชอบแบบนี้ได้ ชีวิตมันช่างสวยงามจริง ๆ



    /.

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in