

ฉันดั่งความหวังของคนทั้งโลก
(I am the future of the world)
ฉันมีความหวังในประเทศชาติ
(I am the hope of my nation)
ฉันคือความหวังของวันข้างหน้า
(I am tomorrow’s people)
คือแรงดลใจแห่งอนาคตกาล
(I am the new inspiration)
จึงมีบทเพลงขับขานให้ท่านฟัง
(And we’ve got a song to sing to you)
เราเปิดหัวใจสู่ใจให้คุณฟัง
(We’ve got a message to bring to you)
คล้องใจรวมกัน ให้เธอและให้ฉัน...เพื่อวันใหม่ (เพื่อวันใหม่)
(Please let there be for you and for me a tomorrow)
จับมือกันทุกคน รักกันให้มั่นคง...เพื่อวันใหม่ (เพื่อวันใหม่)
(And we all can agree there’ll be sweet harmony tomorrow)
ให้มือเรากุมมือคุณ ร่วมกับโค้กเคียงข้างคุณ
(And we all will be there Coca-Cola to share)
ความจริงใจเราก็เหมือนความจริงใจเธอ
(Feeling so real and so true)
ส่งความรักและจริงแท้และแน่นอน
(Promise us tomorrow)
ร่วมกับโค้กให้โลกของเราสวยงาม
(And we’ll build a better world for you)
บรรยากาศแดดอ่อน ๆ กลางวันของวันอาทิตย์ระหว่างดูทีวี เสียงร้องของสาวน้อยแสนทรงพลังคนนั้นร่วมกับเด็ก ๆ ทั่วโลก (เช่น ฟิลิปปินส์ ฮ่องกง) ยังก้องถึงก้นบึ้งของหัวใจเราตลอดมา
ต้องขอบคุณน้าหงาคาราวาน อาจารย์ใหญ่แห่งสายธารเพลงเพื่อชีวิตคนนี้ที่แต่งเนื้อเพลงภาษาไทยให้เราฟังจนเป็นเพลงโฆษณาที่คนเจน X จำไม่รู้ลืม (หลังจากปีก่อนหน้าเราสะใจไปกับร็อกเกอร์หญิงโพดำกับนักร้องระดับโลกคนนั้น We’ve got the taste! / แต่คนแต่งเนื้อคนละคนกัน เอเจนซี่ครีเอทีฟคนละสำนักกัน)
นี่คือ…ปี 2530
ปีนี้คิดเป็นคริสตศักราชเป็น 1987
ปีนั้นมีเหตุการณ์การต่อสู้ประชาธิปไตยเดือนมิถุนายน (June Democratic Struggle หรือ June Uprising) ซึ่งนำไปสู่ความเป็นประเทศศิวิไลซ์แห่งเอเชียอย่างเกาหลีใต้ในทุกปีต่อปี (และปีนี้ก็ยังเจริญอยู่ / ฮา) และได้นำเข้า/แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมสมัยนิยมกับพี่ไทยในทุกวันนี้ชนิดที่ว่า…ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าโวย (แต่ K-Drama เขาทำดีกว่าเราแหง ๆ แบบไม่เห็นฝุ่นเลย)
ปีนั้นเป็นปีการท่องเที่ยวไทย ไอไลก์เอ๊าะ ๆ ถ้าได้ฟังแล้วอย่าเพิ่งหัวเราะ เมืองไทยน่าเที่ยวจริง แถมตลาดกล้องฟิล์มแบบ Real Time ทั้งสีเขียว สีเหลือง และสีน้ำเงินบูมเข้าไปใหญ่ (กล้องใช้แล้วทิ้ง Fuji Quicksnap เริ่มนำเข้ามาในไทยในปีนี้)
ปีนั้น สะพานแขวนของเมืองไทย สะพานพระรามเก้า เปิดใช้งานใน พ.ศ.นี้ แค่ได้ยินคำว่า “งานวิ่งลอยฟ้า” เท่านี้ก็บอกอายุเลย
นักกีฬาฮิตในปีนั้น ไม่พ้นเขาทรายกับพี่ตุ๊ก ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน
เกมทายเลขมากกว่า-น้อยกว่า “พลิกล็อก” ผลัดฤดูกาลเป็น “พลิกล็อกเพชร” ให้มาตอบคำถามตามวีทีอาร์ ทายป้ายบนสายพานจากป้าย 0-9 แบบกระจกเงา (ต่อมาเป็นป้ายรูปเพชรสีน้ำเงินตั้งแต่เบ้อเริ่มเทิ่มยันเล็กจิ๋ว) 20 ใบ จนถึงปลายทางทาย 6 ใบชิงเช็คของขวัญ 250,000 บาท หมุนวงล้อทรงเพชรขนาดยักษ์ซะอีก (BGM ตอนหมุนวงล้อคือน่าลุ้นมาก / เพลงคลอรายการเช่นกัน ไลน์คีย์บอร์ดโคตรดี มันดี) และรางวัลระหว่างทางเป็นทองหนัก 10 บาท ถ้าได้แชมป์ทุก ๆ สามสมัย (ฉากโคตรสวยและตรึงใจมาก โทน ๆ เทา-เหลือง-น้ำเงิน เหมือนอยู่ในห้างแถวเพลินจิตชิดลม และราชดำริเลย)
ส่วนมาตามนัด ติดลมแล้ว ติดลมอยู่ ติดลมต่อ ทุกคนอยากไปแข่งใบ้คำออกทีวีไปถึงรอบเปิดป้ายกวาดของรางวัลบนแผง 15-16 ป้าย (ที่มีเป็นโกดัง) ให้เกลี้ยง โดยเฉพาะรถเก๋งที่เดอะวินเนอร์หมายปอง Nissan Sunny FF ที่ต้องจับคู่กับป้ายโลโก้รายการ (อย่าเจอป้าย “ผิดนัด” เจอปุ๊บ เปิดอีกสองป้ายแล้วเลิกเลย “แถม อด ได้ รถ อีก ต่าง หาก”) แค่เห็นเศรษฐากับญาณีดำเนินรายการก็มีความสุขแล้ว สำหรับทุกคืนวันธรรมดาของคนที่เบื่อละครทีวีเอื่อย ๆ (ว่ากันว่า ค่ายรัชฟิล์มทีวีหยุดทำละครทีวีช่วงปี 30-31 เพื่อมาทุ่มกับเกมโชว์เต็มที่เลย)
ละครวิกน้อยสีอย่าง “ปริศนา” ส่งให้พี่นกชายโด่งดังเข้าไปอีก จนได้ออกเทปในปีต่อ ๆ มา (แล้วก็รู้ว่าชายพจน์คนนี้ เล่นหนังเล่นละครอย่างเดิมแหละดีแล้ว) พีคสุดคือส่งให้สาวน้อยคนหนึ่งที่ชื่อ หมิว ลลิตา แจ้งเกิดในวงการบันเทิงได้อย่างเต็มภาคภูมิ พีคยิ่งกว่าพีคคือ เพลงนำละครอย่าง “ความในใจ” ที่หากฉันเพ่งมองตาเธอให้ลึกสักหน่อย กลายเป็นเพลงฮิตอมตะจนถึงวันนี้ ขอบคุณปลายปากกา อ.วิรัช อยู่ถาวร (ศิลปินแห่งชาติ) ที่ท่านแต่งเพลงนี้เป็นมรดกเพลงไทยสากลจนถึงปัจจุบัน
ละครวิกมากสีก็ไม่น้อยหน้า แค่เมียวดีในแก้วกลางดง กับลำยองในทองเนื้อเก้า ก็เป็นตัวที่พลิกบทบาทการแสดงของบอสนิด อรพรรณ พานทอง และแก้ว อภิรดี ตามลำดับได้ชัดเจน (โดยเฉพาะคนหลังซึ่งกำลังจะลั่นระฆังวิวาห์กับพี่อ๊อดเพลงหวานซูเปอร์คลาสสิคในเวลาต่อมา)
และรายการชมของแปลกอย่าง “ตามไปดู” ไม่ต้องมีคำบรรยายโน๊ะ (จากใจคนที่เกิดมาทันก็เจอกระจกหกด้าน จริง ๆ เลย)
ปี 30 คือปีของฟรีคอนเสิร์ตทางจอแก้วอย่างโลกดนตรี 7 สีคอนเสิร์ต คอนเสิร์ตลืมโลก ซึ่งมาพร้อม ๆ กับการเปิดตัวดิสโก้เธคที่มากับความสนุกภาษาต่างดาว “นาซ่า สเปซี่โดม” ที่รามคำแหง เช่นเดียวกับลาน สวป. เมืองหลวงฟรีคอนเสิร์ตของไทยในเวลานั้น เปลวเทียนให้แสง รามคำแหงให้ทาง (ดูคอนเสิร์ต) ส่วนเดอะพาเลซถนนวิภาวดีนั้น…รู้กัน ๆ ไม่ต้องมีคำบรรยายจ้า
-
ปี 2530 เป็นปีที่วงการเพลงไทยเฟื่องฟูเหมือนช่วงปี 27-29 โดยเฉพาะการเข้ามาของดนตรีร็อกที่เริ่มจากฝั่งใต้ดินอย่างเนื้อกับหนัง Flesh & Skin ยุคจีไอมาออกเทปร้องเพลงสากลอย่างคาไลโดสโคป วีไอพี ไปจนถึงการมาของโปรเกรสชีฟร็อกไทยอย่างบัตเตอร์ฟลายไปจนถึงอัสนีวสันต์ แล้วเริ่มจุดติดจริง ๆ ที่ร็อกเล็กเล็กที่เป็นร็อกโต ๆ ในตำนานอย่างไมโครนี่เอง
แล้วถ้ามาดูแต่ละสำนัก เขาส่งไม้เด็ดอะไรบ้างในปีการท่องเที่ยวไทยนี้
เริ่มต้นจากจอมยุทธจักรเพลงไทยอย่างนิธิทัศน์ ที่เปิดปี 30 ดิโอเวชั่นก็ผลิใบซะแล้ว โดยพี่เอ๋พัชราส่งทักทายแฟน ๆ ด้วยเพียงดวงตาและรอยยิ้ม ส่วนโอเวชั่นได้ไปต่อกับนักร้องนำคนใหม่ ก้อย พรพิมล กับชุด “เริ่มวัยรัก” กับปกสีชมพูและเค้กโบราณของจริง (ไม่อิงแอร์บรัช) กับเพลงฮิตที่หนังแฟนฉันพากลับมาดังจนวันนี้ “สายเกินไป” สองสาววงคริสตัล Terry-Yolly มากับอัลบั้มเพลงป๊อปภาคภาษาไทย ปิ๊งติ๊กติ๊กติ๊ก (ชุดนี้ชอบมากกว่าบั้มที่ร้อง cover เพลงฝรั่งอีก)
วงเพื่อนก็ผลัดใบอีกแต่ยังไปต่อได้กับ “แด่ที่รัก” ที่ดนตรียังคงมาตรฐานศิลปินเพื่อนเหมือนเดิม เพาเวอร์แบนด์เอาเพลงเก่าสองชุด (อายฟ้าดิน คนเหมือนกัน) มาขับร้องและทำดนตรีใหม่หมดที่ Powerband’30 (เพลง “อายฟ้าดิน” และ “เหมือนไม่รักกัน” เวอร์ชั่นที่เราคุ้นเคย อยู่ในชุดนี้ครับผม)
พี่แดงนราธิปมาออกเดี่ยวพร้อมขับร้องและทำดนตรีใหม่หมดที่นี่ ฟอร์เอฟเวอร์ออกผลงานเพลงสากล Love You Forever และ Self-Cover ปกสีสันสไตล์ City Pop (จากเส้นดินสอและสี CYMK ในโรงพิมพ์) อย่าง “วันนั้น…วันนี้” เป็นการทิ้งทวนเฟสแรกของวงก่อนจะเปลี่ยนผ่านสู่ยุคต่อมา พี่แซมยุรนันท์มาออกเทปชุดขอมีเพียงเธอที่นี่ นิรนามสลัดภาพคนกินแดดชวนตั้งคำถามชีวิตนานาจิตตัง (แต่เพลง Silhouettes In Disguise ของวง Kansas ผู้คึกคะนอง โดนยำแกงโฮะซะแล้ว)
ไฮไลท์อยู่ที่พี่แจ้ของน้อง ๆ ปล่อยงานดีอย่างที่สุดของแจ้และที่สุดของที่สุด (ซึ่งงานชุดหลังคือการเอาเพลงยุคแกรนด์เอ็กซ์มาขับร้องและทำดนตรีใหม่จนเป็นเวอร์ชั่นที่เราคุ้นเคยกันอย่างดี) และคราวนี้ทีของวงพลอยกับสุภาพบุรษนักฝันที่ดังสนั่นเมือง เพลงเพราะทั้งม้วนเลย
ฝั่งรถไฟดนตรีปาร์คนายเลิศสมานมิตร ก็ส่งศิลปินหวาน ๆ มาให้เราฟังอย่าง สาว สาว สาว Because I Love You บุปผา ธรรมบุตรชุดกระจกจ๋า พี่เอ๋พัณนิดามากับบั้มหัวปีท้ายปีอย่างคิดถึงจัง (ที่มีเพลงฮิตอย่าง “ฉากสุดท้าย”) และข้ามฟ้ามาฝาก (เพลงดังอย่าง “ก็เพียงแต่ฝัน”) พี่ใหญ่อย่างฟรีเบิร์ดพาเราบินไปดวงจันทร์ และภูสมิงที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าทุกสำเนียงคือคุณภาพ
ครีเอเทียสุดจะครีเอทยังส่งงานดี ๆ อย่างตั้งแต่เพื่อชีวิตสายลับแลอย่าง “ดิน” ชุดลูกโดด ที่มีเพลงโปรโมทอย่าง “กลองยาวหน้าสภา” กับสายแมสอย่างกะท้อนที่พิฆาตคำสาปหมายเลขสองสำเร็จด้วยลูกสาวชาวนา งานดาราออกเทปก็มีปวีณา นัดกันแล้ว (PD โดยอิทธิ พลางกูร) ปั่นปั่นปั่น (ชุดนี้มีเพลง “เก็บใจ”) และอุ้ย รวิวรรณ จินดา กับชุดเพราะเราเข้าใจที่ฟังแล้วอมยิ้มทั้งตลับ ปานศักดิ์พาคุณไปเป็นชาวเกาะ ซึ่งสามศิลปินหลังนี้จะมีรวมฮิตที่เป็นเหมือนหลักกิโลของค่ายอย่าง “ด้วยรักจากใจครีเอเทีย” ที่มีเพลงเสมือน Theme Song ของยุค 80s อย่าง “สุดท้ายด้วยรัก” (ที่ว่ากันว่าถ้ารายการไหนของเจเอสแอลเปิดเพลงนี้…นั่นแหละ เทปสุดท้ายของรายการนั้นเลย)
ฝั่งโคลิเชียมอย่างอาร์เอสยังส่งศิลปินสตริงลูกกวาดขายตลาดต่างจังหวัดเรื่อย ๆ เริ่มจากฟรุ๊ตตี้ที่ส่งอัลบั้มหัวปีท้ายปีอย่าง “อยากบอกรัก” และ “Fruity 5.5” เรนโบว์ก็เช่นกันอย่าง “ด้วยดวงใจ-ด้วยแรงรัก-ความทรงจำหมายเลข 1” ฝั่งศิลปินหญิงก็ส่งมาตั้งแต่นักร้องที่ถูกลืมอย่าง อ้อม-ทิฆัมพร กิจสุขกาย ชุด ผู้หญิงชื่ออ้อม (ที่ Cover เพลง ตัดใจไม่ลง) พี่อิ๋วชุด 3 รักดั่งทะเล และตีโค้งสุดท้ายท้ายปีกับปุยฝ้าย เก็บรักมาฝากฝัน เช่นเดียวกับวงร็อกหญิงล้วน “มายา” ที่มีน้องสาวผู้ชายคาดหน้าอยู่วงนี้ด้วย
ยุคนี้ถือว่าเป็นยุคศิลปินเดี่ยวอย่างแท้จริง เอาแค่ดับเบิ้ลอ๊อดอย่างอ๊อดโอภาสกับชุด “วันใหม่” ซึ่งผมชอบชุดนี้มากกว่าโครงการเพลงหวานที่เรารู้กัน และ อ๊อดคีรีบูนกับชุด “วันที่รอคอย” ที่ปกเทปออกแบบได้สวยมาก (จากฝีมือทีของเสือนั่นแหละ) และในปีนั้นเองก็ส่งโครงการเพลงคู่ Original อย่าง นพเก้า 3 ที่มีเพลงขายอย่าง “แต่ปางก่อน” เพลงเอกจากละครดังปีนั้นพร้อมกับคู่จิ้นตั้งแต่รวมดาวปี 27 ซึ่งน่าฟังมาก แต่ไป ๆ มา ๆเหมือนลูกอมรสคาราเมลสอดไส้ครีมรสช็อกโกแลตที่หวานชนหวานแสบไส้นิด ๆ (หลังจบโครงการนี้ก็เข้าสู่ช่วง “ตราบนิรันดร์” ในปีต่อมา)
ค่ายเพลงที่เคยเป็นหัวขบวนความล้ำอย่างไนต์สปอต แม้จะเริ่มอ่อนกำลังลง แต่ยังคงออกงาน Niche Market อย่างเพลงบรรเลงแคน สมัย อ่อนวงศ์ บ่เป็นหยังดอก (ทำดนตรีโดย อ.ประสิทธิ์ ชำนาญไพร อัดห้องไพบูลย์สตูดิโอ ถ้าใครมีเทปสุดแรร์ม้วนนี้ จะได้ยินเสียงกลอง LinnDrum ที่มิกซ์มาเป็นเอกลักษณ์ของห้องอัดเก่าแก่นี้แหละฮะ) นอกจากนี้ ยังมีงานสุดโฉบเฉี่ยวของมาลีวัลย์ เจมิน่า ในชุด “กับฉัน” ที่เพลงดีงามน่าฟังทั้งม้วนปราดเปรียวเปรี้ยวซ่า แถมม้วนเทปปั้มแรกทั้งสองปกหากันให้ควั่ก (ปกแรกสุดปกดำ ๆ ส้ม ๆ ทำปกโดย กญ่า สตูดิโอ ส่วนปกสองสีขาวที่ค่ายใบชาซองเอามารีมาสเตอร์ใหม่ออกแบบโดย Omnivisions)

นี่จะว่าไปดูทรงแล้วไนต์สปอตหมดมุกในการสร้างศิลปินใหม่ ๆ ซะแล้ว แล้วหันไปทำละครทีวีวิกพระรามเก้าเป็นหลัก (และยุคนี้เป็นยุคของ Smile Radio คลื่นสุดท้ายซ้ายสุด ที่ทีมงานไนต์สปอตบางส่วนแยกตัวไปทำใหม่จนเป็นอาณาจักรสื่อสารมวลชนดนตรีในยุค 90s เลย)
ค่ายนอกที่ทำตลาดในไทยอย่าง Polydor รีแบรนด์ใหม่ในชื่อ Polyam ด้วยเพลงหวาน ๆ ของปัทมา ปานทอง ชุด กระจกเงา ซึ่งเทปเพลงหาได้ยากมาก (หรือถ้ามีก็มีฉบับที่มิวสิคไลน์เครือโรต้ามาขายใหม่ ปกสวยหวานมาก แค่ไม่มีเนื้อเพลงข้างหลังซะงั้น) และหมัดเด็ดหนึ่งโพธิ์ดำก็เขย่าโลกอย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้ว
มาดูฝั่งอาคารวานิชที่แกรมมี่บ้าง แค่พี่เบิร์ดสบายสบายกับรับขวัญวันใหม่ (ที่มาแบบหัวปีท้ายปี) กับพี่น้องเมืองเลยผักชีโรยหน้าเท่านี้ก็เกินคุ้มแล้ว คำถามที่ว่า “บิลลี่ บิลลี่ ทำไมไม่เป็นหมอล่ะลูก” ก็ได้ไขกระจ่างด้วย “วันนั้น วันนี้ วันไหน” แหวน ฐิติมาพาคนที่รู้ใจทักทายนักเพลง ครูเอ๋นรินทรสานฝันนั้นให้เป็นจริงด้วยคำว่าเพื่อนไม่เคยทิ้งกัน นกแลสะกดใจนักฟังเพลงว่าอย่าลืมน้องสาวและสิบล้อมาแล้ว ฝูงผึ้งน้อยที่ชื่อ XYZ ออกผลงานสดใสหัวปีท้ายปีอย่างดอกไม้บ้านเจ้าเอยและนี่แหละเพื่อน กับการเติบโตตามวัยของพวกเขาทั้ง 6 คน
ศิลปินที่ออกผลงานน้อยชุดแต่มีเพลงฮิตระดับตำนานจากค่ายนี้ก็มี แค่เพชร โอสถานุเคราะห์ กับชุดธรรมดามันเป็นเรื่องธรรมดา เพลงนั้นที่รู้กันแหละ นิวโรแมนติกสุด ๆ (แถมเทปปั๊มแรกทบเนื้อเพลงยาวมากและมีสปอนเป็นถั่วลันเตาอบกรอบหากันให้ควั่ก แผ่นเสียงปกแจกสีชมพูก็เช่นกัน) และวง Side Project ของน้าตี่ กริช ทอมมัสของน้อง ๆ XYZ อย่างดินสอดำ ก็ทำให้เส้นทางนี้มีความหมายในใจคนฟังเพลงจนวันนี้
แล้วก็อย่าลืมงาน Self cover ของพี่ชายใจดีมีหนวดที่ชอบก็บอกว่าชอบนะ (เพรสหลัง ๆ ของบั้มนี้ที่ทำเป็นซีดีแผ่นเสียงผลิตใหม่…พูดได้เหรอพี่จี้)
ในเวลาเดียวกัน ณ บริษัทบันเทิงที่เป็นเหมือนโรงเรียนหลังแรกของคนทีวีเมืองไทยอย่างเจเอสแอล ได้ทาบทามนายแบบท่านนึงที่เคยเล่นเกมโชว์มาออกเทปดนตรีออกเดิน ใช่ครับ เขาคือหนุ่มเสกจากค่ายคีตาแผ่นเสียงเทป จากนั้นเสริมทัพด้วยความสบาย ๆ ด้วยหัวใจเอกเขนกของตัวโน้ตอารมณ์ดี…เฉลียง (แถมปกเทปสวยมาก น่าเก็บจริง)
และในเวลาต่อ ๆ มาค่ายคลองจั่นค่ายนี้ก็จัดรายการงานวัดยุคพัฒนาอย่าง “คอนเสิร์ตคอนเทสต์” ที่แชมป์ของรายการนี้ได้เข้าสังกัดน้องใหม่พร้อมมีผลงานสู่ตลาดเพลงไทยอย่างยุ้ย ญาติเยอะ แอนนา โรจน์รุ่งฤกษ์ บอย-เต๋า-นุ้ย วงคนกันเอง ต้อม-ลาย วงเฌอ ม.ฤทธิ์เต็ม อังศนา ช้างเศวต วีระ บำรุงศรี ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่สวยงามของแจกันเพลงไทยใบนี้จริง ๆ (รายการนี้เอา BGM เพลง I Hope I Get It จากหนังมิวสิคัล A Chorus Line ฉบับปี 28 มาคลอ ๆ ชวนเร้าใจเชียว พร้อมกับการดำเนินรายการของปัญญา-ผุสชาที่เฉียบขาดชวนลุ้นจริง)
“เมืองไทยไม่ใช่แค่กรุงเทพ” ประโยคนี้การันตีกับเพลงหมอลำสองเพลง “เต้ยสาวจันทร์กั้งโกบ” ของไอ้หนุ่มแขนซ้ายลายมังกร พรศักดิ์ ส่องแสง และ “น้ำตาเมียซาอุ” ของแม่พิมพา พรศิริ ที่ทะลวงดิสโก้เธคและกิจกรรมดนตรีอย่างไม่มีพรหมแดน (โดยเฉพาะคนหลังที่ไปแข่งเกมพลิกล็อกเพชร ได้แชมป์เกินสามสมัยแถมกวาดรางวัลเป็นแสน / ดึงความจำตอนทีวีดาวเทียม JSL Channel ฉายรายการนี้เมื่อปี 54)
เพื่อชีวิตปีนั้น แค่ “ชีวิตสัมพันธ์” ก็คุ้มแล้ว (และเป็นเพลงชาติประจำค่ายอาสาของทุกมหาลัยจนถึงทุกวันนี้)
จากตลาดเพลงไทยปี 2530 เพลงสตริงลูกกวาดยังได้รับความนิยมอยู่ และมีค่ายเพลงทางเลือกที่ไม่ใช่แค่แชร์ก้อนเค้กเพลงไทย แต่ทำให้ทางเลือกของนักฟังเพลงในการซื้อเทปมาฟังหลากหลายมากขึ้น (และจะเป็นอย่างนี้สุดติ่งในปี 31-32 แล้วพอมาถึงปี 33 เท่านั้นแหละ พลิกแล้วพลิกเลยตลอดกาล…ถล่มทลายเชียว คนฟังมีตลาดชัดเจนแยกออกจากกันแบบไม่ประสานใจซะแล้ว)
แต่จะมีอัลบั้มเพลงสตริงในปีนั้นจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็เหมือนเดิม “หลายคนอาจจะหลงลืมไปแล้วว่าเคยมีชุดนี้” และคำว่า “แข่งวาสนาลำบาก” ยังใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่อยากให้ลืมกันเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์เมืองไทยของคนเจนเก่าฉบับย่อยง่ายที่บทความนี้
รัดเข็มขัดแน่น ๆ ครับ เกาะที่นั่งไว้ เราจะพานั่งไทม์แมชชีนกัน… ”เดี๋ยวนี้ครับ”
-
Disclaimer:-
1. กรอบรูปสีแดง - เจษฎาภรณ์ คาซาอิ

คนเจนบูมเมอร์ที่ทันนักร้องคนนี้ เจษฎาภรณ์ คาซาอิ ขอเสียงหน่อยครับ เสียงอยู่ไสๆๆ
เขาเป็นนักร้องรุ่นเดียวกันกับศรีไศล ดาวใจ และเป็นนักร้องนำวงเดอะซุบารุ ที่มีเพลงดีปีลึกอย่าง รักฉันมีเพียงเธอเมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว และในเวลาต่อมาหลังจากห่างหายจากการออกเทป ก็ได้เป็นศิลปินเดี่ยวในสังกัดจักรวาลแผ่นเสียง-เทป นี่คือชุด “กรอบรูปสีแดง”
ชุดนี้มีเพลงดีอย่าง “คืนวันที่ฝันหา” ปลายปากกา อ.ชัยรัตน์ วงศ์เกียรติขจร ทำนองจากเพลงเอกหนังเรื่อง 7 nights in japan และ “กรอบรูปสีแดง” แถมมีเพลงดนตรีเข้ม ๆ อย่าง “รักอย่ารอรี (ผู้แต่ง : เอื้อง อัญชัญ / นามปากกาของครูน้อย สุรพล โทณะวณิก)” ภายใต้การทำเพลงของพี่ตี๋-วสันต์ สิริศูขพิสัยแห่งวงเพื่อน และ อ๊อด-พิเชษฐ์ ศุขแพทย์ วงรอยัลสไปรท์ส
ชุดนี้มีกระแสเงียบ ๆ แถมม้วนนี้หายากมาก และอยากรู้ใช่ไหม ค่าย “จักรวาลแผ่นเสียงเทป” คือค่ายอะไรในเวลาต่อมา บั้มต่อไปมีคำตอบ
2. บันทึกวันหยุด กิ๊ก อรดี

กิ๊ก-อรดี สาครรัตน์ สาวน้อยนักร้องสายคอฟฟี่ชอปจากกาญจนบุรี ได้รับการชักชวนจากคุณเจริญชัย หวังอารยธรรม นายห้างจักรวาลแผ่นเสียง-เทป มาออกอัลบั้มชุด “บันทึกวันหยุด” ภายใต้การควบคุมงาน มิกซ์ดาวน์ และทำดนตรีของ อ.ศรายุทธ สุปัญโญ
เปิดหน้าเอด้วยเพลง “หมู่เฮา” ที่เล่าถึงชีวิตคนชนบทที่เรียบง่ายและมีความสุข ตามด้วยเพลงชื่อเดียวกันกับอัลบั้ม “บันทึกวันหยุด” ที่ว่าด้วยเวลาผิดนัดทีไร นัดล่มทีไรขัดใจทุกที ตามด้วย “สุดท้ายที่เธอ” ซึ่งสามเพลงแรกแต่งโดย อ.ชัยรัตน์ วงศ์เกียรติขจร ตามด้วย “พอกันที (ผู้แต่ง : เอื้อง อัญชัญ / นามปากกาของครูน้อย สุรพล โทณะวณิก) และจบหน้าเอด้วย “หยดน้ำตา (ผู้แต่ง : รุ่งชัย มงคลสิน)”
พลิกหน้าบีด้วยเพลงน่ารัก ๆ อย่าง “ให้มันรู้ไป (ผู้แต่ง : ชัยรัตน์ วงศ์เกียรติขจร)” ที่เกี่ยวกับความรักที่ไม่มีข้อจำกัด สุขทุกข์ก็ให้มันรู้ไป ตามด้วย “วอนลมฝากรัก (ผู้แต่ง : รุ่งชัย มงคลสิน)” เพลงรักสไตล์เอเชียน่าฟัง แล้วตีโค้งสุดท้ายด้วยดนตรีฮาร์ดร็อกอย่าง “ใจเธอ (ผู้แต่ง : รุ่งชัย มงคลสิน)” “โถทำกันได้ (ผู้แต่ง : มนู อินทาภิรัต)” และ “ช้ำทำไม”
นี่เป็นอัลบั้มที่แม้ไม่ประสบความสำเร็จทางการตลาด (และมีกระแสนิด ๆ) แต่เสียงร้องของคุณกิ๊กหวานนุ่มละมุนเหมือนกินขนมปังทาเนยหน้าโรงเรียนตอนเช้ามาก ๆ แถมตัวเพลงก็ฟังเพลินมาก
และค่ายจักรวาลแผ่นเสียงเทปที่กล่าวไปในบั้มกรอบรูปสีแดงนั่น ในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนชื่อค่ายเป็น “เดนเวอร์ เอนเตอร์เทนเมนท์” ที่มีศิลปินอย่างวงสองหนุ่มและวงบุปผาชนที่เคยนำเสนอในเพลงไทยลับแลปี 31-32 ไปแล้ว (และในเวลาต่อ ๆ มาค่ายเพลงนี้ก็หันไปทำรายการทีวีสายอาหารเวลาแม่บ้านตอนเย็น ๆ วิกสนามเป้าหลายรายการเลย)
3. อยากกระซิบ - ทัวร์
วงดนตรีวงนี้อาจไม่คุ้นเท่าไหร่นัก สตอรี่มีอยู่ว่าคุณพนัส หิรัญกสิ อดีตสมาชิกวงเพื่อน ได้ค้นพบวงนี้ที่สมาชิกมาจากวิทยาลัยครูอุดรธานี (มรภ.อุดรธานี ในปัจจุบัน) ชักชวนมาทำผลงานเพลงออกสู่ตลาดในชื่อชุด “อยากกระซิบ” ภายใต้สังกัดเมโทรแผ่นเสียง-เทป
เปิดหัวด้วยเพลง “สิบล้อ (ผู้แต่ง: สังคม ชาวชายโขง)” เพลงชีวิตของคนขับสิบล้อที่ล่องทั่วไทยเพื่อชีวิต ตามด้วยเพลงสตริงหวาน ๆ ตามหลักสูตรยุคเพลงบูติก “อยากกระซิบ (สังคม ชาวชายโขง)” “รอวันเธอกลับมา (ธีรพล ทะวาปี)” “อาวรณ์ (อรพินท์ เจียรอุทัยธำรงค์)” และ “รักร้าง”
จากนั้นมาต่อด้วย “จรจัด (สังคม ชาวชายโขง)” ที่สะท้อนปัญหาขอทานและคนจรจัดที่โดนเหยียดร่ำไป (ดนตรีสนุกแต่เนื้อหาคือเพื่อชีวิตจริง) “บั้งไฟ (สังคม ชาวชายโขง)” เพลงสไตล์อีสานชวนม่วนคักคัก ตามมาถึงเพลงรับเทรนด์ปีท่องเที่ยวไทย 2530 “เที่ยวอีสาน (ธีรชาติ โภคาพานิช)” ตีโค้งสุุดท้ายด้วยเพลง “อาบัง” และสตริงลูกกรุงปิดม้วนอย่าง “คิดถึง” เป็นอัลบั้มที่ครบเครื่องจริง ๆ
เมื่อฟังทั้งม้วนแล้ว นี่มีกลิ่นอายวงเพื่อนชัดเจน คุณพนัสเป็น PD ขนาดนี้ ใช่ครับ วงเพื่อนสาขาสองชัด ๆ ไม่รู้ว่าชุดนี้ดังไหม แต่ได้ไปต่อกับชุดสอง Tour On Two ในปีต่อมา ที่มีเพลงน่าฟังอย่าง “ชิดทรวง” “เลือกเอาเองนะคุณ” แล้วก็แยกย้ายกันไป ตลาดเทปมือสองหายากมาก
4.เส้นชัย - ฟูนัน

วงเพื่อชีวิตปีลึกจากค่าย Polyam และได้รับการสนับสนุนโดยทีมงานวงคาราบาว มีเพลงอย่าง “เรไรควายเฒ่า” ที่พอคุ้นหู แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ภาษาฟังดีทั้งม้วนเลย


อย่างไรก็ดี มือกลองวงนี้คือ “ขุนสมาน” ศิลปินชาวโคราชบ้านเอ๋งสุดอินดี้นี่เอง ที่ต่อมาไปทำงานเดี่ยวฝั่งอโศก Prince Of Low-file World สุดกวนและมีสไตล์ และไม่มีใครลอกเลียนแบบได้
5. อาการรัก - จรรยา ปิยะวดี

น้อง-จรรยา ปิยะวดี มีผลงานเพลงชุด “ภาษารัก” เมื่อปี 2529 ชุดนั้นมีเพลงฮิตอย่าง “หมดกำลังใจ” ปลายปากกา อ.อีส อารีย์ และเพลงน่าฟังอย่าง “เป็นโสดกันทำไม” “เทพเจ้าแห่งความรัก” สองเพลงปลายปากกายุคแรก ๆ ของกวาง-สมเกียรติ (กันตภพ) พรหมสุนทรสกุล มาปี 30 ได้ออกผลงานอีกชุด “อาการรัก” ภายใต้สังกัดเอไอเดีย ของคุณพนม นพพร (ของแท้ของดีต้องมีโลโก้ติดอยู่บนปก) และทำดนตรีโดย อ.ดำรงค์ ธรรมพิทักษ์ และปกิพล แก้วสุโพธิ์

เพลงน่าฟังชุดนี้มี “เจ็บในใจ (คำร้อง/ทำนอง : อีส อารีย์)” แล้วตามต่อด้วยเพลงหวาน ๆ อย่าง “อาการรัก” และ “รอยยิ้มกับเสียงเพลง” สองเพลงหลังนี้แต่งโดยคนที่ใช้ชื่อ “อริสมัน ประมวลทรัพย์” ซึ่งเชื่อหรือไม่ นี่คือคนเดียวกันกับนักร้องเสียงอมฮอลล์ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ซึ่งเวลานั้นพี่เขากำลังแต่งเพลงขายอยู่ และเป็นคุณพนมที่ซื้อเพลงนี้ ก่อนที่เขาจะมาเป็นศิลปินดังในสังกัดอาร์เอสในเวลาต่อมา เช่นเดียวกับเพลง “เมฆขาว” ที่ไลน์ดนตรีสวยงามมาก
นอกจากนี้ยังมีเพลง “ได้แต่คิด (คำร้อง/ทำนอง : สายชล มนต์ชัย)” และ “ทำได้แต่ไม่อยากทำ (คำร้อง/ทำนอง : สายชล มนต์ชัย)” ซึ่งซาวด์ชุดนี้มีความนิวเวฟเช่นเดียวกับชุดภาษารัก
หลังจากนั้นคุณน้องจรรยาก็ได้ไปอยู่ค่ายรถไฟดนตรีปี 2533 กับชุด “อัปปะยาดอง (แปลว่า จะอะไรกระนักกระหนา)” พอมีกระแสอยู่บ้าง และปี 37 เธอใช้ชื่อ อัญมณี ศรีสงครม กับชุด “ผู้หญิงอกหัก” รับกระแส Broken Hearted Woman ถือว่าเป็นศิลปินลับแลที่มีเสียงร้องน่าฟังเลยแหละ
6. เที่ยวเมืองไทย - ร็อกเคสตร้า

หลังจากที่ออกผลงานร็อก ๆ สะใจกับทางนิธิทัศน์ตลอด 3 ชุด (นับรวมเมดเลย์เพลงฝรั่งอีก 2 ชุด) ร็อกเคสตร้า วงร็อกไทยรุ่นสร้างชาติและเริ่มแมสก็หมดสัญญากับค่ายเก่า และได้เข้าสังกัดเล็ก ๆ อย่างเรดิโอกรุ๊ป ของคุณสุรินทร์ ต.ตระกูล และจิ๊กโก๋ยามบ่าย นฤชา เพ่งผล พร้อมกับออกผลงานชุดสุดท้ายของวงจริง ๆ อย่าง “เที่ยวเมืองไทย” ต้อนรับปีการท่องเที่ยวไทย และแนวเพลงที่เบาลงกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เปิดหัวอัลบั้มด้วยเพลง “คิดถึงบ้านนา” ที่เป็นเพลงโปรโมทชุดนี้จากปลายปากกาคุณอรุณศักดิ์ อ่องละออ แล้วตามต่อด้วยเพลงที่ชื่อเดียวกันกับอัลบั้ม “เที่ยวเมืองไทยให้ทั่วเสียก่อน แล้วคิดจากจรเที่ยวเมืองนอกเมืองนา” และเพลงสไตล์ไทย ๆ ที่ไม่ทิ้งลายวงนี้อย่าง “นางแอ่น” “เสือติดจั่น” เพลงสะท้อนสังคมอย่าง “นายคนใหม่” ที่แรก ๆ ได้ยินชื่อนี้ต้องคิดถึงเรื่องออฟฟิศ แต่ฟังไปฟังมา “นี่มันเพลงชาติเด็กที่ทางบ้านเลี้ยงแบบตามใจนี่นา” เพลงช้าสำหรับคนนอนหลับยาก “รักระทม”
จากนั้นก็มีเพลงซึ้ง ๆ อย่าง “ครู” ที่แสงสว่างทำลายความมืดฉันใด ความรู้ครูย่อมทำลายความโง่ฉันนั้น และเพลงแนวบ้านนอกภาคเหนือเข้ากรุงอย่าง “คนเมือง” ตามด้วย “ฟ้าลิขิต” และเพลงช้าสุดไพเราะอย่าง “ดอกไม้ช่อนี้” ที่พี่ติ๊ก เปรโต (ปิติ ปิติวงศ์) เป็นคนแต่งเพลงนี้ให้ และเพลงปิดม้วนและเหมือน Swan song ของวงอย่าง “รอยอดีต” จากปลายปากกามือกลอง ธรรมนูญ หะยีสาและ
เป็นอัลบั้มที่วาไรตี้และชิลมาก แต่ผลตอบรับไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร หลังจากผลงานชุดนี้พวกเขาก็แยกย้ายไปตามทางของตัวเอง โดยพี่เกี๊ยกสมโชคกับพี่นุธรรมนูญไปทำวงฟิวชั่นแจ๊สอย่างออโต้บาห์น น้าหมูคาไลก็เป็นมือกีตาร์ร้อยวง ส่วนพี่หรั่งของเราก็ฉายเดี่ยวจนเฉิดฉายไปเลย
7. รักประทับรอย - แคนนอน

วงดนตรีวงนี้ไม่คุ้นชื่อ คือว่าคำเปรยบนปกอัลบั้มชุดนี้มีคำว่า “สตริงวัยหวาน” ตอนแรกคิดว่าต้องน่าจะเป็นเพลงแบบฟรุ๊ตตี้ เรนโบว์ และวงข้างเคียงในยุคนั้นแน่ ๆ พลิกหลังปกไปพี่เบิ้ม-เทอดพล ไคร้วานิช เป็นคนทำดนตรีให้ และควบคุมการผลิตโดยจิ๊กโก๋ยามบ่ายคนเดิม สนับสนุนโดยเครื่องดื่มโค้ก
แต่พอมาฟังจริง ๆ นี่มันเป็นลูกกรุงยุคไนต์คลับโลลิต้าที่แต่งมาใหม่ชัด ๆ คือจะเปิดตอนเธคสโลว์ซบหรือเปิดในฟลอร์ชมรมลีลาศซะงั้น แต่ว่าไม่ได้ เพลงชุดนี้ฟังสบายเพลิน ๆ เหมาะกับคนนอนหลับยากตั้งแต่หัวม้วนยันได้ม้วน ไม่ใช่แค่ม้วนนี้ไม่ดี แต่มีเพลงที่สอบผ่านอย่าง “ซื่อคือเธอ เซ่อคือฉัน” และเพลงโปรโมทที่คนปีลึกเท่านั้นจะจำได้ “รักประทับรอย” ปลายปากกา อ.เกื้อ อุสาหะกานนท์ (คนแต่งเพลง “ทหารพิการรัก” “ว.ค. รอรัก” และ “เอไมเนอร์เพ้อรัก”) ซึ่งต่อมาพี่เท่ห์อุเทนก็นำมาร้อง cover ลงเทป
กระแสของชุดนี้เงียบมากกับค่ายเพลงเล็ก ๆ เลยหายไปกับสายลมตามกลไกของตลาดและกาลเวลา
8. ปฏิวัติความเครียด - บิ๊กโบ

หลาย ๆ คนไม่รู้จักวงนี้ที่ชื่อสะดุดหู นี่คือโครงการเฉพาะกิจของคุณนุภาพ สวันตรัจฉ์ ที่รวบรวมเพื่อน ๆ นักดนตรีมาทำวงด้วยกัน มีสมาชิกดังนี้
อนุสรณ์ พัฒนกุล (กลอง, เพอร์คัสชั่น, ร้อง)
พรชัย วงศ์ชีพ (แซกโซโฟน, คีย์บอร์ด, ร้อง)
พิทูร บุณยะปานะ (กีต้าร์, ผสมเสียง)
จเร อับดุลราฮิม (MIDI,คีย์บอร์ด)
สุชาดา Titlefly (เบส)
โดยชื่อวงนี่ คำว่า โบ มาจากคำว่า “โบราณ” โดยสมาชิกเป็นวัยบิ๊ก ๆ ที่อยากมีผลงานเป็นของตัวเอง งานชุด “ปฏิวัติความเครียด” จึงเกิดขึ้นมา
เปิดหัวอัลบั้มด้วยชีวิตคนไทยเชื้อสายจีนอย่าง “มิสเตอร์แตงโม (ผู้แต่ง: อนุสรณ์ พัฒนกุล)” ตามด้วยชีวิตทหารหญิงอย่าง “สมหญิง (ผู้แต่ง: นุภาพ สวันตรัจฉ์)” ตามด้วยเพลงลูกทุ่งอมตะ “มันบ่แน่หรอกนาย” พร้อม ๆ กับเพลง “บิ๊กทั้งนั้น (ผู้แต่ง: เสกสรร สอนอิ่มศาตร์)” ที่เล่าชีวิตคนเป็นใหญ่เป็นใหญ่และความมีหน้ามีตาของสังคม “หมดเสียแหละดี” และปิดหน้าเอด้วย “กำลังใจ (ผู้แต่ง: นุภาพ สวันตรัจฉ์)”
พลิกหน้าบีด้วย “ปฏิวัติความเครียด (ผู้แต่ง: อนุสรณ์ พัฒนกุล)” เพลงแนวสุขนิยมกลิ่นนิวเวฟและฟังกี้ชัดเจน ตามด้วยเพลงสนุกสไตล์ไทย ๆ อย่าง “ยิ้ม (ผู้แต่ง: นุภาพ สวันตรัจฉ์)” และยังมีเพลงปรัชญา “เราคือมนุษย์ (ผู้แต่ง: นุภาพ สวันตรัจฉ์)” เนื้อหาดีมาก “สุรา พาชี (ผู้แต่ง: นุภาพ สวันตรัจฉ์)” ก็เช่นกัน
ตีโค้งสุดท้ายด้วยเพลงแนวนิวโรแมนติกอย่าง “รักข้ามขอบฟ้า (ผู้แต่ง พาที สารสิน/นุภาพ สวันตรัจฉ์)” และปิดม้วนด้วย “ส้มตำ/ขนมเข่ง/ฮ๊อทดอก (ผู้แต่ง: อนุสรณ์ พัฒนกุล)” ที่ตัวเพลงแอบอะไรครับเนี่ยอยู่นิด ๆ แต่ถ้าฟังถึงเนื้อหาจริง ๆ เป็นเพลงที่เกี่ยวกับลางเนื้อชอบลางยา “ทุกคนชอบกินอย่างไหน ก็กินกันไปให้มีกำลัง” อย่าไปเหยียดกันในสังคมที่หลากหลายก็พอแล้ว
เมื่อฟังจนจบม้วนแล้ว นี่เหมือนเป็นภาคต่อของเพลงชุด “แป๊ะเจี๊ยะ” แต่ซาวด์ไทย ๆ ฟังเพลินทั้งม้วน แอบมีความ Novelty Song นิด แต่งานดีงามมากใช่ไหมล่ะ (ฟังต่อจากชุดนั้นได้เลย ไม่โกหก) แถมเป็นงานแรก ๆที่ประเดิมห้องอัด Home Studio ของคุณนุภาพอย่าง Voice Studio อีกด้วย
เป็นอัลบั้มที่ลับแลแต่ฟังดีใช่ไหมล่ะ
9. PHARAOH#1 - ฟาโรห์ ตอยยีบี

นี่คืออัลบั้มเดี่ยวชุดแรกและชุดเดียวของสมาชิกวงเพื่อน อ๊อด-ฟาโรห์ ตอยยีบี (เจ้าของเสียงร้อง “ว้าเหว่…เร่ไปกับหัวใจช้ำ” คนแรกสุด) ในปี 2530
เปิดหัวด้วยเพลงบอสช่าอย่าง "หัวใจชา" และเพลงสบาย ๆ อย่าง"แค่.. ในฝัน" (เพลงหลังปลายปากกาพี่โอ ชัยรัตน์ เทียบเทียม) ดนตรี โดยพี่ปอนด์ ธนา ลวสุต กับกลอง Linn9000 Yamaha RX5 ชินธ์ Roland JX-8P (เสียง Music Box ในตำนาน รุ่นราวคราวเดียวกับหีบเพลงปาก Yamaha DX7)
เพลงสนุกกลิ่นอายสตริง(ช่วงปลาย) ก็มีอย่าง "มีคนบอกคุณหรือยัง" "เมื่อเธอว้าเหว่" "ฝากบอกกับเธอด้วย" ที่ฟังแล้วชวนโยกไป ตามทำนองสไตล์สตริงขนานแท้จริง ๆ Soft Rock/AOR ก็มีอย่าง "จูบเดียว" รวมถึงสองเพลงจากปลายปากกา ครูชาลี อินทรวิจิตรอย่าง "สุดท้ายที่เธอ" และ "รักติดลม" ชวนฝันจริง ๆ
ที่น่าสนใจคือเพลงสองเพลงปลายปากกาอาป๊อด-สุนทรสิงห์ วัชรเสถียร (ตำนานสายครีเอทีฟยุคก่อน คนแต่งเพลงสาวบางโพ คนคิดสโลแกน ห่านดินกินหญ้าในตำนาน และเป็นพี่ชายอาปุ๊ก จิตรนาถ ผู้คนพบโพดำ หนึ่งเดียวคนนี้ด้วย) อย่าง "ชาเย็น(น้ำมือเธอ)" และ "รอตะวัน" ที่อาป๊อด แกใช้ภาษาที่คมคายและสวยงามมาก หรือต้องเรียกว่า Old School ที่แท้ จริง
เพลงปิดบั้มสไตล์ Rock 'N Roll กลิ่นอายเอลวิส คลิฟริชาร์ด อย่าง "เพลงจากใจ" สนุกและเราใจจริง ๆ - ขอยกมากับเพลงที่น่าสนใจน่าฟัง เท่านี้ก่อน และทำดนตรีโดยพี่น้องสุปัญโญ (ศรายุทธ-ชุมพล) เพลงถึงได้มีกลิ่นอายฟิวชั่นแจ๊สชัดเจนตามสมัยนิยมเวลานั้น

ผลตอบรับชุดนี้พอมีกระแสเป็นคลื่นใต้น้ำ ดังเงียบ ๆ
10. หุ่นยนต์-คนเชย วงทราย

หลาย ๆ คนอาจจะไม่คุ้นชื่อวงนี้ นี่คือวงดนตรีรุ่นราวคราวเดียวกับไมโครและเฌอ โทนดนตรีโทนเดียวกันเลย อยากรู้ใช่ไหมว่าวงนี้มีที่มาอย่างไร
วงทรายวงนี้มาจากอดีตสมาชิกวงอินทนิล โค้ก-ชำนาญ อัญญธนา จับมือกับต้อม-กิตติพงษ์ พฤกเจริญ หาสมาชิกวงจากนักศึกษามหาวิทยาลัยหอการค้าไทยดังต่อไปนี้
สชานวัชร์ วัชรพุกก์ (แซม) - ร้องนำ เปียนโน
กิตติพัฒน์ หงษ์สมบัติ (ยุ้ย) - ร้องนำ กลอง
มล.ณัฐพงษ์ เกษมสันต์ (จุ๊บ) เบส
ฉัตรชัย พวงมาลา (แม๊ส) - คีย์บอร์ด
ที่มาของชื่อวงนี้ คุณต้อมตั้งชื่อว่า “ทราย” ว่าอยากให้มีคนเห็นคุณค่าของดินที่แม้ไม่มีค่าและสามารถเป็นเจ้าของเหมือนเพชรพลอยได้ และนำมาซึ่งอัลบั้มชุดแรก “หุ่นยนต์-คนเชย” ที่มีเพลงที่คุณต้อมแต่งทั้งหมด ยกเว้นเพลง “ทราย” และ “หากจะรักเธอ” จากปลายปากกา อ.เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ภายใต้การควบคุมงานของอาอุกฤษณ์ พลางกูร

เพลงน่าฟังของชุดนี้ที่พอโปรโมทได้ในเวลานั้นมี “พวงหรีดสีเทา” “หุ่นยนต์” “คนเชย” และ “เก็บไปคิด” โดยอัลบั้มชุดนี้อยู่ในเครือข่าย Tele Artist เช่นเดียวกับสิวะ แตรสังข์ ก่อนที่อีกสองปีต่อมาจะออกผลงาน “ตีห้าครึ่ง” แล้วแยกย้ายกันไป
เป็นอัลบั้มที่ดีชุดนึง แถมตลาดเทปมือสองหายากมาก
11. ดูแลหัวใจ - กฤช

กฤช ผ่องสุวรรณ คือศิลปินเบอร์แรกสุดของค่ายซาวด์สเกล (ของพี่แต๋มชรัสและพี่ตุ่นพนเทพ) โดยได้รับการคัดเลือกจากการสมัครศิลปินคนใหม่ของค่าย บันทึกเสียงและจัดทำผลงานโดยทีมงานบัตเตอร์ฟลาย (สุรสีห์ อิทธิกุล และ จิรพรรณ อังศวานนท์) กับอัลบั้มชื่อชุด “ดูแลหัวใจ” ในแนวเพลงป๊อปร็อกที่ทีมงานนี้เข้าใจ มาก ที่ สุด
เปิดหัวด้วยเพลงชื่อเดียวกันกับอัลบั้ม (คำร้อง:เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ บุษบง ปรีชานนท์ ทำนอง: จิรพรรณ อังศวานนท์) ที่ไลน์ทางคอร์ดเหมือนเป็นการเปิดม่านค่ายบันใดเสียงนี้ได้ดีเลย ตามด้วย “แล้วเธอจะเข้าใจ (คำร้อง:เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ บุษบง ปรีชานนท์ ทำนอง: สุรสีห์ อิทธิกุล)” ตามด้วยเพลงสตริงลูกกวาดอย่าง “คือเธอ (คำร้อง/ทำนอง : โสฬส ปุณณกะบุตร)” ตามด้วย “รักแท้ (คำร้อง:เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ทำนอง: อนุวัฒน์ สืบสุวรรณ)” ไลน์เมโลดี้และภาษาสวยงามมาก และปิดหน้าเอด้วย “บนความจริงใจ (คำร้อง:เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ บุษบง ปรีชานนท์ ทำนอง: สุรสีห์ อิทธิกุล)”
หลังจากนั้นเราก็พลิกหน้าบีด้วยเพลงสบาย ๆ “แปลกใจนัก (คำร้อง:เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ บุษบง ปรีชานนท์ ทำนอง: สุรสีห์ อิทธิกุล)” และเพลงอกหักสไตล์โปรเกรสชีฟ “คืนใจ (คำร้อง : ขี้เถ้า ทำนอง : พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา)” เพลงสไตล์เอเชียอย่าง “ถ้าหาก (คำร้อง:เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ทำนอง: สุรสีห์ อิทธิกุล)” ฟังแล้วเหมือนกินมื้อเย็นที่อิซากายะข้างทางเลย คำปาย ตีโค้งสุดท้ายด้วย “ปัญหากับปัญญา (คำร้อง:เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ บุษบง ปรีชานนท์ ทำนอง: สุรสีห์ อิทธิกุล)” แล้วจบที่ “สุดท้าย (คำร้อง:เขตต์อรัญ เลิศพิพัฒน์ ทำนอง: อนุวัฒน์ สืบสุวรรณ)” ที่เหมือนส่งคนดูคอนเสิร์ตกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ
ภาษาที่คมคายของอาจารย์เขตต์อรัญ และดนตรีแน่น ๆ ของปู่เขียวและเพื่อน ๆผีเสื้อขยับปีก (ใช้กลอง Roland TR-707 ทั้งบั้ม) ฟังแล้วต้องใจจนอยากฟังซ้ำใช่ไหมล่ะ เหมือนโรงอาหารเปิดใหม่ที่ใคร ๆ ก็อยากมาลองจริง ๆ นะ ถ้าชอบงานบัตเตอร์ฟลายหรืองานปู่เขียว ใครจะอดใจไหวล่ะ
12. คนคู่

เมื่อปี 2528 เรามีเบิร์ดกะฮาร์ท ปี 2530 นี้เรามี “คนคู่” อ้อมกับอาร์ม กับอัลบั้มชุดแรกของวงที่ชื่อเดียวกันกับวง คราวนี่ทีมงานทำเพลงเป็นพี่แต๋มและพี่ตุ่นแล้ว โดยเปิดไตเติลแทรคอย่าง “ตามองตา (คำร้อง “ทะเลใต้ท้องฟ้า” ทำนอง พนเทพ สุวรรณบุณย์)” เพลงโปรโมทดี ๆ ของชุดนี้ ตามด้วย “เกิดมาจน (คำร้อง : บุษบง ปรีชานนท์ ทำนอง พนเทพ สุวรรณบุณย์)” “อยู่แดนไกล (คำร้อง : เทพนม สุวรรณบุณย์ ทำนอง:พนเทพ สุวรรณบุณย์) เพลงนี้มีความคันทรีมา่ก “หนุ่มคนดี (คำร้อง/ทำนอง : เทพนม สุวรรณบุณย์)” เพลงเข้ม ๆ ประจำชุดที่สะท้อนสังคมไม่เบา ปิดหน้าบีด้วย “วันนี้ของเรา (คำร้อง สามารถ สุขกนิษฐ์ ทำนอง พนเทพ สุวรรณบุณย์)”
พลิกหน้าบีไป นี่แหละครับ One Hit Wonder ของวง “ชีวิตน้อย ๆ (คำร้อง ธนา ชัยวรภัทร ทำนอง พนเทพ สุวรรณบุณย์)” เป็นเพลงที่ฟังสบายและบ่งบอกยุค 80s ได้ชัดเจน กับอีกเพลงที่ชีวิตต้องสู่อย่าง “โตมร (คำร้อง ชรัส เฟื่องอารมย์, บุษบง ปรีชานนท์ ทำนอง พนเทพ สุวรรณบุณย์)” นอกนั้นคือเพลงที่ใส่มาเต็มอัลบั้ม ซาวด์มีความพี่ปั่นมาก ผสมกับกลิ่นโฟล์คร็อกนิด ๆ สบาย ๆ เลย (แค่กลอง Yamaha RX5 ชัดมาก)

วงนี้ได้ไปต่อและรับคำสาปหมายเลขสองอย่างชุด “ขนมปังสังขยา” ในปีค่อมา แล้วก็หายไปเลย โดยอ้อม คนคู่ ต่อมากลายเป็น อ้อม อินคา ที่เราคุ้นเคยกันนั่นเอง
13. ได้เลย - ตู้ ดิเรก อมาตยกุล

นี่คืออัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตำนานมนุษย์ไร้กระดูกสาวบางโพ ได้เลย ตู้ ดิเรก มาในแนวคิดเพลงสนุก ๆ สไตล์ชาวบ้าน ภายใต้การควบคุมงานของพี่ติ๊ก-เทพนม สุวรรณบุณย์ และทีม Space Theatre ค่ายซาวด์สเกล ออกแบบปกโดย Omnivisions (ใช้ฟอนต์ Angsana New ตัวหนา พิมพ์เลย์เอาท์เนื้อเพลงข้างหลัง ซึ่งสะดุดตาและอ่านได้ง่ายมาก)

เปิดหัวด้วยเพลง “ได้เลย (คำร้อง/ทำนอง : บุญเรือง เปลื่องอารมณ์ เรียบเรียง: พงสาร คุณะดิลก)” ที่ว่าด้วยการเอาใจ เธอขออะไรฉันให้ได้เลย ตามด้วย “เด็กวัด (คำร้อง : สุรพันธ์ ชัยการ ทำนอง : ดิเรก อมาตยกุล เรียบเรียง : ภมร คล้ายพงษ์พันธุ์)” กับประโยคฮิตบ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ จากนั้นมาถึงเพลงสุดกวน “ไอ้เหมียน (คำร้อง/ทำนอง : ประสิทธิ์ ชำนาญไพร เรียบเรียง : ภมร คล้ายพงษ์พันธุ์” ถ้าเปิดในยุคนี้โดนส้นเท้ากันครึ่งประเทศแน่ ตีโค้งสุดท้ายหน้าเอด้วย “ฉุกคิด (คำร้อง/ทำนอง : ปิติพร รอดบุญมี เรียบเรียง : ภมร คล้ายพงษ์พันธุ์)” เพลงที่ชวนฉุกคิดถึงชีวิตที่เราต้องสู้ แล้วปิดหน้าเอด้วย “ตำรวจปวดใจ (คำร้อง/ทำนอง: สิงห์ อมาตยกุล เรียบเรียง : ภมร คล้ายพงษ์พันธุ์)
พลิกหน้าสองด้วยเพลง “สีล้อเล็ก (คำร้อง/ทำนอง : ประสิทธิ์ ชำนาญไพร เรียบเรียง : เทพนม สุวรรณบุณย์)” ที่ว่าด้วยคนขับรถบรรทุกสี่ล้อเล็ก ที่อยู่บ้านเฉย ๆ ก็โดนทางบ้านว่า ออกมาก็เสี่ยวโดนใบสั่ง ตามด้วย “เหลือทน (คำร้อง/ทำนอง : ปิติพร รอดบุญมี เรียบเรียง : ภมร คล้ายพงษ์พันธุ์)” “ประชดชีวิต (คำร้อง/ทำนอง : ปิติพร รอดบุญมี เรียบเรียง : เทพนม สุวรรณบุณย์)” เพลงนี้กระตุกสติสำหรับคนที่ท้อถอยกับชีวิต “รักพิลึกกึกกือ (คำร้อง/ทำนอง: สิงห์ อมาตยกุล เรียบเรียง : เทพนม สุวรรณบุณย์)” ที่ว่าด้วยความรักของคน LGBTQI+ ที่ดูแปลกจากสังคมทั่วไปในตอนนั้น (ซึ่งในวันนี้ พ.ศ.นี้มีสมรสเท่าเทียมกันแล้ว Love wins นะครับพี่น้องงงง) แล้วปิดม้วนด้วยเพลงช้าลาโรง “ไอ้เพื่อนยาก (คำร้อง/ทำนอง : ปิติพร รอดบุญมี เรียบเรียง : เทพนม สุวรรณบุณย์)”

เป็นเพลงที่ฟังสนุกทั้งม้วน แม้ซาวด์กลองไฟฟ้าที่เป็น Yamaha RX5 จะมีความเหมือนกลองกระป๋องของเล่น แต่รวม ๆ สอบผ่าน หลังจากนั้นพี่ตู้ก็ได้ไปต่อกับงานเดี่ยวหลาย ๆ ชุดหลายค่ายกันไป โดยเพลง “ไอ้เหมียน” “เด็กวัด” “ตำรวจปวดใจ” สามเพลงนี้ได้เอามาอัดใหม่ทำใหม่ในชุด ติ๊ตดะลิดติ๊ดซึ่ง ปี 2535 ค่ายนิธิทัศน์
เช่นเดียวกับเพลงสาวบางโพในเวอร์ชั่นที่เราคุ้นหูและคุ้นเคยที่สุดนั่นเอง
14. แหวนที่ถอดวาง - สาธิยา ศิลาเกษ

สาธิยา ศิลาเกษ นักร้องเสียงดีจากสังกัดห้องอัดเสียงทอง เจ้าของเพลงฮิต “ลืมแล้วหรือสัญญา” ได้ออกผลงานชุด แหวนที่ถอดวาง เมื่อปี 2530
เปิดหัวอัลบั้มด้วยเพลง “วันคู่คืน (คำร้อง/ทำนอง/เรียบเรียง: เทวัญ ทรัพย์แสนยากร)” เพลงจังหวะปานกลางที่เหมาะกับเพลงหนึ่งหน้าหนึ่ง ตามด้วยเพลง “แหวนที่ถอดวาง (คำร้อง/ทำนอง: วิสา คัญทัพ เรียบเรียง: ธนิต เชิญพิพิฒนสกุล)” ที่ว่าด้วยความรักที่ไม่เป็นสัญญาเหมือนแหวนที่ถูกถอดวางไปแล้ว ตามด้วย “ใครจะร้องไห้เพื่อฉัน (คำร้อง: ชาลี อินทรวิจิตร ทำนอง : ประสิทธิ์ พยอมยงค์ เรียบเรียง: เทวัญ ทรัพย์แสนยากร)” “รักแรมไกล (คำร้อง: ชาลี อินทรวิจิตร ทำนอง : สง่า อารัมภีร์ เรียบเรียง: เทวัญ ทรัพย์แสนยากร) “กลัว (คำร้อง/ทำนอง : วินัย รุ่งอนันต์ เรียบเรียง: ธนิต เชิญพิพิฒนสกุล / เพลงนี้ไลน์คีย์บอร์ดและกีตาร์เพราะมาก แถมจังหวะมีความนิวเวฟมาก) และปิดหน้าเอด้วย “ตะวันยอแสง (คำร้อง: ชาลี อินทรวิจิตร ทำนอง : ประสิทธิ์ พยอมยงค์ เรียบเรียง: ธนิต เชิญพิพิฒนสกุล)”

พลิกหน้าบีด้วย “ใจสนองใจ (คำร้อง : กิจ สาราภรณ์ ทำนอง : นารถ ถาวรบุตร เรียบเรียง: เทวัญ ทรัพย์แสนยากร)” ตามด้วย “รักที่เฝ้ารอ (คำร้อง/ทำนอง/เรียบเรียง: เทวัญ ทรัพย์แสนยากร)” “ดาว (คำร้อง/ทำนอง : พนม เพชรสงครม เรียบเรียง: เทวัญ ทรัพย์แสนยากร) “ร้องไห้คนเดียว (คำร้อง/ทำนอง : วินัย รุ่งอนันต์ เรียบเรียง: ธนิต เชิญพิพิฒนสกุล)” “เรือใบสีเงิน(คำร้อง: ชาลี อินทรวิจิตร ทำนอง : ประสิทธิ์ พยอมยงค์ เรียบเรียง: ธนิต เชิญพิพิฒนสกุล)” และปิดอัลบั้มด้วย “ร้ายนักรักชัง (คำร้อง: มีศักดิ์ นาครัตน์ ทำนอง/เรียบเรียง: ธนิต เชิญพิพิฒนสกุล)”
อัลบั้มชุดนี้มีกระแสเงียบ ๆ และเป็นงานชุดสุดท้ายที่อยู่สังกัดเสียงทอง ก่อนที่ปีสองปีต่อมาจะซบสังกัดนิธิทัศน์ ชุด “อยากลืมรัก” ที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้นั่นแล
15. เพียงใครสักคน - ยุทธนา กลีบเมฆ
แอ๊ด-ยุทธนา กลีบเมฆ นักร้องยุคแปดศูนย์ที่หลาย ๆ คนอาจจะหลงลืมไปแล้ว เคยออกอัลบั้มชุด “อิสระ” ที่มีเพลงอย่าง “อ้างว้าง” และ “ดวงใจไร้เธอ” เมื่อปี 2529 สังกัดอาร์เอส ปี 2530 เขาได้เข้าโครงการนพเก้า 3 และมีงานเดี่ยวอีกชุดอย่าง “เพียงใครสักคน” ภายใต้การควบคุมการผลิตของจิ๊บ-มงคลพัฒน์ ทองเรือง
ชุดนี้มีเพลงที่น่าฟังอย่าง “อยากให้เธอเข้าใจ (คำร้อง/ทำนอง : ครรชิต ศุภนรากุล)” และ “ใครสักคน (คำร้อง : ครรชิต ศุภนรากุล ทำนอง : มงคลพัฒน์ ทองเรือง) ซึ่งเพลงหลังนี้ผมชอบที่สุดแล้วในชุดนี้ ฟังสบาย ๆ สไตล์สุขนิยมจริง ๆ
อัลบั้มชุดนี้พอมีกระแสอยู่บ้าง จากนั้นก็หมดสัญญาจากอาร์เอสไป และที่น่าเศร้าคือ คุณยุทธนากลับดาวไปสิบกว่าปีแล้ว ทิ้งบทเพลงไว้ให้เราระลึกถึงตลอดกาล
16. สายลมกับความรัก - ศิรินันท์ โรจนธรรม

โหน่ง-ศิรินันท์ โรจนธรรม นักร้องสายลูกกรุงรุ่นเดียวกันกับไพจิตร-นัดดา เจ้าของเพลงฮิต “แอบรักเขา (อยู่ในใจ…ฮึม)” ได้มาออกอัลบั้มคลายร้อนกับสังกัดมิวสิคไลน์ในชื่อ “สายลมกับความรัก” ภายใต้การทำดนตรีและคุมงานของเสือสีชมพู (ที่เป็นศิลปินแห่งชาติปีล่าสุด) ต๋อย-วิชัย ปุญญะยันต์
เปิดหัวด้วยเพลงโปรโมทหน้าเอสามเพลงติดอย่าง “สายสัมพันธ์” “ฉันไม่แคร์” สองเพลงปลายปากกา อ.ปัญญา ประดิษฐ์ธรรม (เจ้าของตำนานเพลง “ใจรัก” “เหมันต์ที่ผ่านพ้นไป”) ตามด้วยเพลง “ไฟรัก” ปลายปากกาพี่จ๋าย จำรัส เศวตาภรณ์ (ที่มาของเพลงนี้ว้าวมาก พี่จ๋ายแกกินสุกี้เตาถ่านแห่งหนึ่งแถวสยามสแควร์ พอพนักงานมาเติมถ่านที่กำลังจะมอดดับ จึงนำกระดาษและปากกามาเขียนเพลงนี้จนเสร็จ) นอกจากนี้ยังมีเพลงน่าฟังอย่าง “ชายในฝัน” และ “ระหว่างเรา”
พลิกหน้าบีมีเพลงน่าฟังอย่าง “บอกกันสักที” ที่ยืมทำนองแม่เติ้งลี่จวินมา แล้วก็มาสู่เพลงชื่อเดียวกันกับอัลบั้ม “สายลมกับความรัก” ฟังเพลินหวานเย็นเหมือนกินไอติมหวานเย็นตามงานวัดเลย เป็นเพลงที่ฟังดีอีกเพลงเลย ที่ต้องใจอีกสองเพลงคือ “ปราถนา” และ “จะเสียใจหรือเปล่า” ปลายปากกา อ.วิเชษฐ์ ห่อกาญจนา นี่แหละครับแบบฉบับอัลบั้มเพลง Adult Contemporary ที่ลับแลแต่ฟังเพลิน

และเมื่อมาดูเลย์เอาท์เนื้อเพลงที่ได้บีบอัดเพื่อเนื้อที่ปกเทป (ยุคสั่งตัวคอมพิวแสงและทากาวยางปะจับฉาก) และฟอนต์ยูเนสโกแบบเอียง พอฟังเพลงทั้งม้วนก็เหมือนเราเล่นโรลเลอร์สเก็ตและสเก็ตน้ำแข็งแล้วเปิดเพลงแนวสโลว์ซบเพลิน ๆ พลิ้วไหวไปกับเสียงร้องที่หวานใสของคุณโหน่งนั่นเอง
: Fun fact :
ค่ายเพลงมิวสิคไลน์ (Music Line) เป็นค่ายในเครือโรต้า บริหารงานโดยคุณสุวิทย์ น้อยบุญมี และคุณทวีชัย จริยะเอี่ยมอุดม ก่อตั้งเมื่อปี 2529

โดยมีศิลปินเบอร์แรกสุดคือ “หมู-ธำรง วิจิตรสาร” กับชุด ความตั้งใจ (ที่สปอตโฆษณาโปรโมทวันวางแผงว่า 16 ธันวาคม 2529 แต่เริ่มโปรโมทจริงจังปีใหม่ 2530) โดยเพลงทุกชุดแต่งโดยพี่แดงวงชาตรีและเอ่เอ๊ ทำดนตรีโดยอาต๋อยพิงค์แพนเตอร์
จากนั้นต่อ ๆ มาจึงมีศิลปินตาม ๆ มาอย่างวงคันไถ มี๋ วรรษมน วงผู้หญิง วงรันเวย์ แม้แต่ศิลปินลูกทุ่งก็มีอย่างแม่ผึ้งของเรา
พอค่ายดำเนินการมา 2-3 ปี คุณทวีชัยจึงแยกตัวมาทำ “ท็อปไลน์ไดมอนด์” อยู่แล้วนั่นเอง (โดยมิวสิคไลน์ที่ผูกกับโรต้าก็ยังอยู่สักปีจนถึงช่วง 34-35 ศิลปินในช่วงนั้นก็มีครูสลา ชุด สาวตีข้าว)
17. ครั้งหนึ่ง (ของหัวใจ) - เกษรา สุดประเสริฐ

เกษรา สุดประเสริฐ นักร้องเสียงดีเจ้าของเพลงฮิต “รักผิดสเปค” “พ่อจ๋าอย่าร้องไห้” “ฟ้ามิอาจกั้น” “วัยหวาน (ทำนองเพลง Eighteen ของแม่เซโกะ มัตสึดะ)” จากสังกัดห้องอัดเสียงทอง ปี 2530 เธอได้ออกผลงานชุด ครั้งหนึ่ง (ของหัวใจ) ภายใต้การควบคุมการทำงานของ อ.วิรัช อยู่ถาวร (ศิลปินแห่งชาติ) ด้วยปกที่หวานสดใส (แถมตลาดเทปมือสองโคตรหายากอีก)
เปิดอัลบั้มด้วย “หากมีเธอ” และ “ครั้งหนึ่งของหัวใจ” “เพียงเราเข้าใจ” สามเพลงจากปลายปากกา อ.ชัยรัตน์ วงศ์เกียรติขจร ทำนองโดย อ.วิรัช อยู่ถาวร เป็นสองเพลงแนว Adult Contemporary ที่น่าฟังมาก ๆ ส่วนเพลงที่สามเริ่มโฉบเฉี่ยวขึ้น เช่นเดียวกับเพลงสี่ในหน้าเอ “ครั้งนั้น...ครั้งนี้” ปิดหน้าเอด้วยเพลง “กาลนิรันดร์” ที่ผนึกกำลังนักแต่งเพลงถึงสามคน ได้แก่พี่วีระ เดชไกรวัลย์ (นามปากกา “ศิวารินทร์” รับงานฝิ่นจากโคลิเซียมแน่ ๆ) อ.วิรัช และคุณพลรักษ์ โอชกะ
พลิกหน้าบีด้วยเพลงฟังเพลิน “วันใหม่-ให้เพื่อนเก่า” จากปลายปากกา “กุลวินิต (สุวนัย สอนคำแก้ว)” ทำนองโดย อ.วิรัช “ความหวังและพลังใจ (คำร้อง : ศิวารินทร์ ทำนอง : พลรักษ์ โอชกะ
)” จากนั้นมาตีโค้งสุดท้ายที่ “เงา (คำร้อง/ทำนอง: ชัยรัตน์ วงศ์เกียรติขจร)” ตามด้วยเพลงแนว upbeat อย่าง “อยากเป็นเช่นใจ (คำร้อง: อ.ชาลี อินทรวิจิตร ทำนอง : อ.ปราจีน ทรงเผ่า)” แล้วปิดม้วนด้วย “คืนฟ้าเหงา” ที่ อ.ปราจีน แต่งทำนอง และคุณเกษราแต่งเนื้่อร้องเอง
นี่เป็นอัลบั้มเดี่ยวของคุณเกษราที่ผมชอบที่สุดแล้ว เพลงมีความทันสมัยสุดพอสลัดคราบค่ายเสียงทองที่เน้นเพลงลูกกรุงได้ ถ้าฟังต่อจากวิยะดาชุดเพียงแค่ใจเรารักกัน หรือมาลีวัลย์ กับฉันก็เพลินจริง
-
บทส่งท้าย
ปี 2570 ที่จะถึงนี้ กาลเวลาจากจุดตัดข้างต้นจะครบ 40 ปีพอดี ถือว่ายาวนานมาก และรู้สึกได้เลยว่า เวลาผ่านไปยาวนานมาก โดยเฉพาะ Gen X ทยอยต่อคิวเกษียณปีต่อปี เรื่องราวต่าง ๆ ในปีนั้นไม่ว่าเราจะผ่านจากหนังสือพิมพ์ วิทยุ ทีวี หรือแม้แต่เพลงที่เราชอบ มันกลายเป็นความหลงที่ไม่เคยลืม ถึงแม้จะลืม แค่เจอเพื่อนเก่าเหลานั้นอีกครั้ง ความทรงจำก็กลับมา
ดั่งดอกไม้บานในใจของกันและตลอดไป
ขอบคุณครับ และงดบริจาคกระถางดอกไม้บินได้นะฮะ

นายต๊ก
8 กันยายน - 27 ตุลาคม 2569
ปล.
เพื่อน ๆ นักอ่านฮะ นี่คือบทความปิดจตุภาคเพลงไทยลับแลปี 2529-2532 เราจะได้เห็นวิวัฒนาการเพลงไทย และเพลงสตริงที่แข่งขันกันในท้องตลาดอย่างดุเดือด ซึ่งเราใช้เวลาศึกษาจริงตังตลอด 6 ปีเต็ม (จริง ๆ ต้องตั้งแต่มัธยม โดยปลอมตัวเป็นเด็กกามิและโอตะ 48TH ไปด้วย) ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ตอบรับและติดตามงานเขียนตลอดมา
หลังจากบทความนี้เผยแพร่ไปแล้วเราก็ไม่รู้จะมีแรงเขียนคอนเทนต์แนวจดหมายเหตุแบบนี้อีกนานแค่ไหน แต่เราจะไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เพื่อผลงานคุณภาพต่อ ๆ ไป รักนะครับเพื่อน ๆ
“ไอ้มาร์ค บักอีลอน ชาวบ้านเขาจะเดือดร้อน!!!!!”

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in