เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
The Friendly WindMister Tok
แกะรอย 20 อัลบั้มสตริงลับแลฟังดีปี 2532 (ปีทองสุดท้ายของยุค 80s)



  • ปี 2532 คิดเป็นคริสตศักราชเป็น 1989


    นี่คือปีสุดท้ายของทศวรรษ 1980s (ที่เขาว่ากันว่า นี่คือทศวรรษแห่งวัยหวาน สนุกสนาน บันเทิง เบิกบาน สุขนิยมแท้จริง)


    ปีนั้นที่ญี่ปุ่น เราเริ่มต้นรัชศกเฮเซ และสังคมญี่ปุ่นเริ่มเข้าช่วงฟองสบู่ใกล้แตก สู่ Lost Decade (และทิศทางไอดอลเป็นยุคฤดูหนาวโดนแช่แข็งอุตสาหกรรมความสดใสจนเป็นจุดตกต่ำของศิลปินสายนี้ สู่ยุคที่ศิลปินแต่งเพลงเองร้องเองในนวัตกรรมซีดีซิงเกิล 8 cmในทศวรรษต่อมา)

    และรัชศกนี้ก็ได้เปลี่ยนผ่านดั่งสายน้ำที่รินไหลเป็น “เรวะ” ในวันนี้ (ตั้งแต่ 1 พฤษภา 62 เป็นต้นมา)


    ปีนั้นที่จีน มีเหตุการณ์จัตุรัสเทียนอันเหมิน


    ปีนั้น…ม่านเหล็กกำแพงเบอร์ลินถูกทลายลง นำไปสู่การสิ้นสุดสนธิสัญญาวอร์ซอและสหภาพโซเวียตเริ่มเสื่อมอำนาจลง “และเยอรมนีตะวันตกและตะวันออกรวมเป็นหนึ่งเดียวในปีต่อมา (นี่แหละครับ โค้งสุดท้ายสงครามเย็นเลยแหละ)”


    ปีนั้น…การ์ตูนทีวี The Simpsons ครอบครัวสุดป่วนไม่เหมือนใคร ออกอากาศครั้งแรกที่อเมริกา แหวกขนบการ์ตูนทีวีที่เคยฉายตอนเช้าวันเสาร์อาทิตย์ (Saturday-morning cartoon) โดยมาฉายในเวลา Prime Time สุดสัปดาห์ จนเป็นที่ลือลั่นในอีกทศวรรษต่อมายันวันนี้เลย (หิวโดนัทสตรอว์เบอร์รี่มาก)


    ที่สำคัญ ปีนี้เป็นปีเกิดแม่เทย์ของสวิฟตี้ทั่วโลกด้วยนะ


    -


    ตัดภาพที่ขวานทองของไทย นี่แหละครับ ยุคสมัย “สนามรบสู่สนามการค้า” เร่งเครื่องเต็มกำลัง โดยรัฐบาลหมายมั่นปั้นมือประเทศไทยสู่เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย (คือเงินไม่ได้เฟ้อแบบวันนี้จริง ๆ จนกระทั่งเจอวิกฤตต้มยำกุ้งเท่านั้นแหละ รู้กัล)


    จากย่อหน้าข้างต้น สังเกตได้จากแฟชั่นคนออฟฟิศที่ดูดีสมาร์ทจริง โดยเฉพาะทรงผมผู้หญิงเริ่มตีกะบังท้าลมแบบญี่ปุ่นแล้ว (Baby Boomer 5 ปีสุดท้าย กับเจน X 5 ปีแรกรู้กัน ซึ่งคนเจนข้างต้นต่างเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวจาก พ.ศ. นี้เลย ปีก่อนหน้านั้นก็เช่นกัน)


    เกมมาตามนัดยังต้อนรับประชาชนและดารามาแข่งใบ้คำและเปิดป้ายจับคู่โลโก้ลูกค้า (ผู้อุปถัมภ์รายการ) ตัวตั้งตัวตามชิง Nissan Sunny FF เหมือนเคย (ก่อนในยุค 90s จะแจก Sentra RZ-1 สุดร้อนแรงและโฉบเฉี่ยว เช่นเดียวกับ Cefiro ในเวลาต่อมา) และก็อย่าลืมน่ารักน่าลุ้น กับรอบไขกุญแจตุ๊กตา 9 กรงชิงทริปไปกรุงเทพ-ฮ่องกง-ญี่ปุ่น 7 วันด้วยนะ (ตื่นเต้นกว่าดูรอบตอบคำถามจากสารคดีชีวิตสัตว์อีก)


    พลิกล็อกยุคคลาสสิก (ปัญญา-ดี๋) เข้าสู่ฤดูกาลสุดท้าย “พลิกล็อกเหนือเมฆ (เหนือเมฆบนฟ้า เหนือเมฆมีสูงกว่า ต่อให้เหนือเมฆยังมีเมฆลอยอยู่)” ทายขนาดดาวหกแฉกไซช์เบ้อเริ่มเทิ่มยันเล็กจิ๋ว 13 ใบแข่งกันให้ถึงรอบเหนือเมฆซึ่งต้องทายป้าย 8 คู่ชิงเงินครึ่งล้าน ก่อนที่ปลายปีจะรับไม้ต่อให้เกม “จุดเดือด” ที่เล่นกับอุณหภูมิองศาเซลเชียส โดยมีรอบแจ๊กพอตเป็นเกมจับคู่เลขสองป้ายรวมให้ได้ 100 องศาทั้ง 5 ชุดชิงเงินครึ่งล้านเช่นกัน (เพลง BGM รายการนี่…นึกว่าฟัง Gloria Estefan and Miami Sound Machine เลย) 


    ในช่วงเดียวกัน วาไรตี้ตลกยอดฮิต “ยุทธการขยับเหงือก” เกิดขึ้นในปีนี้เช่นกัน (เราจำเนื้อเพลงไม่ได้แล้ว อะไรที่บอกว่าอย่าบอกว่าคุณเหงานั่น)


    ที่ว่ามาตะกี้นี่อยู่สนามเป้า ฝั่งหมอชิตก็มีวาไรตี้ดี ๆ อย่าง “จันทร์กะพริบ” และ “สี่ทุ่มสแควร์” ที่เด็ก ๆ ยุคนั้นอาจจะไม่มีโอกาสได้ดู เพราะเหตุผลที่เรารู้กัน…ไปนอนได้แล้วลูก (พิธีกรคนนึงกลับดาวไปแล้ว อีกคนนึงประกาศจบการศึกษาไม่กี่ปีมานี้เอง)


    ค่ายทีวีน้องใหม่ “เวิร์คพอยท์” เกิดปีนี้พร้อม ๆ รายการทาเลนท์โชว์ (ก่อนจะปรับเป็นเกมโชว์ภาษาชิงทอง 1 กิโลกรัม หนัก 65 บาท) “เวทีทอง” ก่อนจะเขย่าวงการในปีต่อมาด้วย “ชิงร้อยชิงล้าน” ไม่ต้องบรรยายนะว่าดังแค่ไหน เอาเป็นว่าชิงร้อยฯ ยุคทายใจ 4 ข้อชิงล้าน ตอบผิดเกมจบได้แบงก์แดงใบเดียว เขี่ยมาตามนัดตกบัลลังก์เกมโชว์ไทยเลย (ตั้งแต่นั้นมาก็มีแต่เกมที่แจกรถเป็นโชว์รูม แจกทองทั้งเยาวราช เช็คเงินหมื่นเงินแสนปลิวว่อนทุกวีคเลย / ยุคนี้ไม่มีแล้วนะ มีแต่ใครชนะเกมบ้านแดงนัดนี้ “เก่งมาก…แปะ ๆๆๆ”)


    เขาว่ากันว่าปี 32 คือปีทองของละครทีวี แค่ “จำเลยรัก” “เมียหลวง (รุ่นที่มีเพลงพายุใจของบอสแซม)” “แม่นาคพระโขนง (รุ่นบุ๋มตรีรัก มีแฟนหรือยังจ๊ะ)” "สุดแต่ใจจะไขว่คว้า" และ “ตะกายดาว (ของแกรมมี่)” เท่านี้ก็เป็นอาหารตาสุดคุ้มของครัวเรือนแล้ว (ตัดภาพที่วันนี้ ผู้จัดว่าฉลาดแล้ว แต่คนดูอย่างเรากลับฉลาดกว่าซะอีกนะค้าบ…จะบอกให้)


    รายการสายพาชมของแปลกสุดฮิตก็แข่งกันสนุกตั้งแต่หัวหอกอย่าง “ตามไปดู (อย่าแพ้เสียงในหัวเชียวนะ)” “คุณขอมา (You Asked for It)” และ “ท้าพิสูจน์” นับรวมวาไรตี้สาย Tearjerker เพราะคุณเป็นคนดี “ฝันที่เป็นจริง” ฮิตติดลมบนเลย (อยากได้รถเข็นผงซักฟอกมาก)


    “เซเว่นอีเลเว่น” เพื่อนที่รู้ใจใกล้ ๆ คุณ ที่หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา เริ่มต้นในไทยปีนี้


    นิตยสารบันเทิงคดีของบุตรของนายเฉลียวกับนางอำไพ เริ่มต้นปีนี้

    และโลกดนตรี 7 สี คอนเสิร์ตยังเป็นพื้นที่พักใจของนักเพลงเสมอ (M88 Live House ก็เช่นกัน)


    -


    มาดูวงการเพลงไทยปี 32 กัน ปีนั้นร็อกเริ่มระบือทั่วไทยแล้ว ดาราออกเทปก็ผุดมาจริง ๆ ช่วงปีนี้เลย ส่วนสตริงบูติกเริ่มแผ่วแล้ว แผ่วอยู่ แผ่วต่อ “แล้วถ้าโฟกัสแต่ละสำนักล่ะ…จะมีอะไรบ้าง”


    ปีนั้นฝั่งชินเขตเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยการจับตลาดเพลงลูกกรุงอมตะมากขึ้น นับรวมเอาเพลงของศิลปินในค่าย “มาขับร้องและทำดนตรีใหม่หมด (เป็นอย่างงี้ตั้งแต่ปี 30 แล้ว)” ผ่านการถือกำเนิดของโครงการ “อภิมหาอมตะนิรันดร์กาล” ที่เชิญนักร้องลูกกรุงรุ่นไนท์คลับโลลิต้ามาร้องเพลงออกเทปอีกคร้ง ก่อนจะสนั่นทุ่งกับ “ซูเปอร์ฮิต” และ “หยิบสิบ” ในเวลาต่อมา (โครงการที่ว่านี้เป็นทั้งน้ำบ่อใหม่ของอาเสี่ยในตลาดเพลงต่างจังหวัด และเป็นที่เขม่นของนักวิจารณ์เพลงในแมกกาซีนแบบสุดติ่งเช่นกัน…รวยแล้ว เลิกเหอะ เหมือนโดนกระทำมิดีมิร้ายทางโสตประสาทจนสมองดี ๆ จน ๆ ด้อยค่าลงแล้วลงเล่า เฮ้อ)


    จากย่อหน้าที่แล้ว ศิลปินที่เป็น Original ของค่ายก็มีผลงานออกมาเรื่อย ๆ อย่างฟอร์เอฟเวอร์ ที่ไปได้ดีกับดำดีดูดี (มีความ Reply 1988 เต็ม ๆ / แต่ส่วนตัว ผมชอบเพลง “ใจอ่อน” ที่พี่อั้นร้องและยืมทำนองจากเพลง The Other Side of the Sun ของ Janis Ian มาทั้งเพลง) อาดอนสอนระเบียบที่มาร็อกมาดใหม่กับทางรักสีดำ (พี่ป้อมพี่โต๊ะ at home) วงพลอยที่ปิดไตรภาคด้วยความเจอบ่อย ๆและเจ๊าะแจ๊ะใน พลอย #3 ก่อนจะงัดหมายเด็ดก่อนปิดทศวรรษด้วยดิอิม “กลับมาแล้ว…เหมือนเดิมมาเติมรักใหม่”


    มาขนาดนี้ ถ้าขาดการปล่อยของขั้นสุดของดิอินโนเซ้นท์ในชุด 10 นาฬิกา ตำราของนิธิทัศน์ก็จะไม่สมบูรณ์แบบก็เป็นได้ ไหน ๆ ซาวด์ร็อกขนาดนี้ (กับกลอง E-Mu SP1200 ซาวด์แพค Kyoudai Rocks ที่เขาให้ยืมมา กับไลน์กีตาร์จาก Rockman X100) ฟังได้ฟังดีสะใจจริงทั้งชุดเลย สมกับอัลบั้มร็อกในตำนานส่งท้ายยุค 80s เลย 


    แถมให้อีกย่อหน้าของค่ายเพลงที่ปล่อยเพลง “เก่า” อย่างสม่ำเสมอค่ายนี้ด้วยอลิศ คริสตัน ชุดหุ่นไล่กา มันสะใจด้วยดนตรีนิวเวฟแดนซ์ยุคแรก จนได้รางวัลสีสันอวอร์ดส์มานอนกอดสำเร็จ โฉบเฉี่ยวเป็นตัวของตัวเองจริง


    ครีเอเทียเข้าสู่ยุคสุดท้ายก่อนจะสลายตัวไปด้วยงานดี ๆ อย่างซิสเต็มโฟร์ชุดนานานา พี่แต๋มชรัสชุดเหงา ๆ ก็เอารักมาฝาก (แถมเป็นแรกรักจากน้ำซ่าฉลากแดง First Time ที่พี่แต๋มแต่งเอง ทำนองโดย Robin Beck) แล้วปิดม่านด้วยกะท้อนเลือดบวก (นับรวมปี่สั่น ปั่นสี่ สนธยา ที่ได้ค่ายธุรการเฉพาะกิจอย่าง Marketing & Concept มาดูแลต่อ)


    รถไฟดนตรีสถานีสมานมิตรขบวนนี้ก็ยังส่งงานที่ขายได้เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นพัณนิดาใจสองดวง ประวิทย์ฟรีเบิร์ดสกับชุดคนอย่างเรา (ชุดนี้กลิ่นอายอาร์เอสมาก ร็อกมาก เพราะไปอัดห้องแจมของพี่น้องพลางกูร) และรุ่นใหญ่อย่างพี่ต้นสุชาติของน้อง ๆ ที่ทำให้หัวใจใกล้กันกว่าเคย แล้วมาจับทางร็อกมัน ๆ สะใจกับพรายผู้ชายคาดหน้าที่ไม่ได้มามือเปล่า และพี่บ๊อบฤทธิพรกับก้าวที่สอง (ซึ่งแรงข้ามปี 31 เพลงดีทั้งชุด เพราะได้ทีมบัตเตอร์ฟลายทำเพลงให้โดยไม่เกี่ยงค่าย) แม้จะแมสนิด ๆ ดังเงียบ ๆ พอเป็นคลื่นใต้น้ำ แต่ “ทุกสำเนียงคือคุณภาพ” เป็นประกัน


    คีตาเปิดปี 32 ด้วยหนุ่มเสกใจบางบางที่เย็นโล่งไปกับเพลงนุ่ม ๆ สบาย ๆ ตัวโน้ตอารมณ์ดีมากับการแบ-กบาลที่ยิ่งกว่าเอกเขนก (ชุดนี้ขอแนะนำเพลง “ใจเย็นน้องชาย” จดหมายรักถึงเพลงร็อกจิ๊กโก๋อกหักเลย) ม.ฤทธิ์เต็มสนั่นทุ่งด้วยดูช้างชนกัน พยาบาลสาวอังศนาคนนี้มีคนที่ใช่เป็นอาถรรพ์หมายเลขสอง บีแทนกายก็แจ้งเกิดในปีนี้เช่นกัน


    จากย่อหน้าข้างต้น หมัดเด็ดของฝั่งนี้มีเอ็มสุรศักดิ์ ที่ออกชุดเดียวแล้วเป็นตำนาน (เพราะคุณน้านักวิจารณ์ท่านหนึ่งเขม่นลงแมกกาซีนแรงมาก) พี่อ๊อฟพงษ์พัฒน์ก็เช่นกัน เขาคือผู้พิชิตอาถรรพ์หมายเลขสองด้วยความเวรกรรม ฟั่นเฟือน ทรมาน เดือดแบบถึงลูกถึงคนบนเวทีคอนเสิร์ต (เอาซะพี่การ์ดเสื้อเขียวทำงานหนักเลย การันตีด้วยมอไซค์ฮาเล่ย์บนเวทีนั่น รู้กัน)


    แล้วจบปีงูดินด้วยโคโค่แจ๊ส ที่มีนักร้องเสียงหวานตัวขายอย่างนรีกระจ่าง (ที่ออกงานเดี่ยวทีไร นักวิจารณ์ชอบแซวว่าเพลงทั้งม้วนฟังดี แต่วิธีการร้องของนางแอบอึดอัดนิด ๆ ฮา)


    ฝั่งโคลิเซียม (เกษตรนวมินทร์) อย่างอาร์เอสส่งของเด็ดอย่างอิทธิ ไปต่อไป ที่ตอกย้ำความสำเร็จจากชุดแรกจนได้ขึ้นปกนิตยสารเข้ม ๆ อย่าง “สีสัน” (แล้วก็มีบทสัมภาษณ์เข้ม ๆ จริงจัง ๆ ในเล่มนั้นด้วย จนผู้สันทัดกรณีเมนต์ว่า “สำหรับงาน Original จริง ๆ คงต้องรอกันต่อไป”) 


    จากนั้นก็ถือกำเนิดป๊อปร็อกเลือดใหม่ที่อาเฮียตั้งชื่อวงนี้ให้ว่า “เฟม” กับงานชุดคนไม่เคย (ที่ทำนองไปยืม Driving Wheels ของ Jimmy Barnes ร็อกเกอร์แดนจิงโจ้มาอย่างร้าวใจมาก ๆ / ไม่ได้ทึกทักเอาเอง แต่เทปเพลงสากล Mixtape เขาจับคู่เพลงไทยทำนองสากลมาอย่างนั้น) ใช่แล้ว ชีวิตเราอย่างน้อยควรเป็นของเรา


    รุ่นพี่ตั้งแต่ยุครวมดาวก็มีอย่างอ๊อดคีรีบูน ชุด ภาพล่าสุด ที่มีเพลงฮิตอย่าง “ตายใจ” วงเรนโบว์ที่มากับชุดเพื่อนคนเก่าที่ร็อกขึ้น เข้มขึ้น และลงทุนทำปกออกสวยซะน่าเก็บจนได้รับเสียงชมว่า


    “น่าจะเอาสมองที่คิดปกเทปแปลก ๆ มาทำเพลงเองบ้าง อย่างน้อยก็ลับสมองอีกซีกนึงที่ไม่ได้ใช้”

    (เขียนมาขนาดนี้ เพลงต้นทางอย่าง Smoking Gun ของ Robert Clay และ Straight from the Heart ของ Bonnie Tyler โดนจิ๊กมาทำเนื้อไทยมาทุกโน้ตเลย / หวังเจี่ย กับเพลง 讓我永遠愛你 ก็เช่นกัน)


    ส่วนคู่หูอารมณ์ดีอย่างชมพู-ปิง ฟรุ๊ตตี้ มากับการปล่อยของแบบ “สุดขีด” และฉีกกว่าทุกชุดที่ผ่านมาส่งท้ายปี 32 และหมัดฮุคตัวขายของฝั่งนี้ “ความหมายของผู้ชายคนหนึ่ง…อริสมันต์”


    มาถึงสุขุมวิท 39 กับเทรนด์เซตเตอร์ของเพลงไทยร่วมสมัยอย่างแกรมมี่ พี่เบิร์ดของน้อง ๆ กับชุด ส.ค.ส. ยังฮิตข้ามปีด้วยเพลง “หัวใจช้ำ ๆ” ที่ไอคอนแผ่นเสียงในแอปดังก็พาเพลงนี้ข้ามเวลากลับมาฮิตอีกครั้ง บิลลี่เข้มทั่วบ้านทั่วเมือง ไมโครเต็มถังเต็มแรง พี่ป้อมพี่โต๊ะตามหาฟักทองซะอุตลุดจนได้ล้านตลับ


    หัวใจของนันทิดามันร้าวระทมบ่งบอกจนต้องขอมือเธอหน่อย ศรัณย่าแจ้งเกิดด้วยความแปลกตรงที่หัวใจและอยากหยุดเวลาใกล้ ๆ เธอ (“อยากอยู่ใกล้ ๆ” นี่แหละเพลง Sleeper Hit ดี ๆ สไตล์ City Pop ของพี่ไทยเชียว) พี่ตุ๊กวิยะดาที่ยังไม่ลืมผู้รู้ใจ (แม้จะโดนนักวิจารณ์แซวว่า “เพลงชุดนี้เหมาะสำหรับคนนอนหลับยาก” ก็ตาม) พี่สามารถ พยัคฆ์อรุณสะบัดหมัดสะบัดไมค์ในร็อก เหน่อ เหน่อ นกแลส่งท้ายค่ายนี้ที่ทิงนองนอย เจ้าสัวคณินที่ชื่อพี่เอกธเนศกดปุ่มความล้ำและร็อกโดยไม่ต้องทำใจลำบาก


    แล้วก็ปล่อยตัวขายคนสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงสวมกางเกงยีนส์ทั้งบ้านทั้งเมืองกับเพลงฮิตทั้งตลับ “ใหม่ ไม้ม้วน” 


    อย่างไรก็ตาม คู่แข่งที่น่าเกรงขามของสุขุมวิท 39 อย่างเอสพี ศุภมิตร ในเครือข่ายของช่อง 3 ก็ถือกำเนิดขึ้นในปีนี้ นำร่องด้วยอภิญญา เจริญวงศ์ กับเพลงสุดหวานจนต้องหาน้ำสีฝั่งเสริมสุขที่สนุกเป็นต่อมาดื่ม หนุ่มโดมอนแมนอย่างสถาพร นาควิลัยกับชุดต่อไปนี้ เพลงประกอบหนังดี (ที่ถูกลืม) อย่างจากวันที่เหลืออยู่ (ร้องโดย ทิพย์ ธัมมศิริ กำกับและพีดีโดยด้วยรักศุภักษร) ครูอ้วนมณีนุชที่คืนถิ่นหนองแขมด้วย "ฉันจะลอง"


    และตัวขายของค่ายที่ตั้งใจโปรโมทเต็มแรงอย่างนก จริยา “บิน” ที่ติดลมบนเอาเรื่อง (แค่เพลง Everything to Me ของ Billy Field โดนคนไปยืมทำนองใส่เนื้อไทยในชุดนี้ด้วยการให้เครดิตต้นฉบับบนปกอย่างเปิดเผย แต่เพลง “น้อยใจ” คือแรงจริง ฮิตจริง หลังจากชุดนี้หมดโปรโมทคุณนกจริยาของเราก็กลับไปเล่นละครทีวีตามเดิมอย่างเต็มที่) ซึ่งถือว่าเป็นการเปิดตัวได้สวยงามสำหรับค่ายเพลงเครือข่ายช่องทีวีแบบนี้ (โดยปกติค่ายจะเช่าเวลาช่องแบบช่องเก้าที่ผูกกับนิธิทัศน์และไนท์สปอต อย่างงี้ ๆ เป็นต้น แต่นี่ช่องเปิดค่ายเพลงเองเลย)


    ฝั่งเพื่อชีวิตที่คาราบาวฮิตข้ามปีกับทับหลังก็พักวง โดยพี่เล็กมากับดนตรีที่มีวิญญาณ พี่รี่จับมือกับ อ.ธนิสร์และพี่เป้าเพื่อขอเดี่ยวด้วยคนนะ น้าแอ๊ดก็ทำมือด้วยหัวใจทุ่มเท ส่วนพี่ใหญ่ของเพลงเพื่อชีวิตอย่างคาราวานก็ปิดม่าน 15 ปีด้วยทริเปิลอัลบั้มแสดงสดในตำนาน โดยน้าหงาและน้าหว่องก็ออกผลงานเดี่ยวออกมาให้เราฟังกัน โดยเฉพาะงานชุด “คนไร้ราก” ของคุณน้าคนหลังนี่ เพลงดีการันตีสีสันอวอร์ดสเลย (คนไร้ราก เพลงแนวเรกเก้ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคนไร้บ้านคนเร่ร่อน แต่งโดยนักเพลงหมาเศร้า แก้ว ลายทอง) วงคันไถที่ยังเดินหน้าต่อด้วย “ยายแล่ม” จนเป็นเพลงอมตะในวันนี้


    และที่พีคสุดของปีนั้น 2532 ยกให้การมาของความหวังใหม่ของวงการเพลงสร้างสรรค์ “ซูซู”


    ที่ว่ามาข้างต้น นี่คือภาพรวมส่วนใหญ่ของวงการเพลงไทยปี 2532 ปีที่แนวเพลงมีการเปลี่ยนแปลงแทบขนานใหญ่ จากยักษ์เคยแรงก็เริ่มหันหางเสือ ยักษ์ขยับแล้วก็ขยับอยู่ขยับต่อ และที่สำคัญ กระแสดาราออกเทปเริ่มจุดติดแล้ว แข่งขันกันสนุกสนานเชียว (และจะส่งผลนี้ต่อไปถึงช่วงปี 33-36 เลย)


    แต่จะมีอัลบั้มจำนวนนึง เป็นอัลบั้มเพลงทั่ว ๆ ไปตามร้านเทปสแตนด์อะโลน แผงเทปใต้โรงหนัง หรือแผงเทปข้างทางเท้านี่แหละ ที่หลาย ๆ คนอาจจะลืมไปแล้ว และ/หรือนึกไม่ถึงว่าเคยมีอัลบั้มชุดนี้ด้วย “และอัลบั้มที่กำลังจะนำเสนอในบทความนี้ เป็นอัลบั้มเพลงไทยที่มีอยู่จริง ไม่มีการสร้างหลักฐานเทียมด้วยเอไอแน่นอน”


    รัดเข็มขัดแน่น ๆ นะครับทุกคน เราจะพาคุณนั่งไทม์แมชชีนไปตามหาอัลบั้มลับแลของปีทองสุดท้ายยุค 80s ไปด้วยกัน ซึ่งกำลังจะสตาร์ทเครื่อง…“เดี่ยวนี้ครับ”


    -


    Disclaimer:


    1. บทความนี้ไม่ใช่บทความวิชาการ อาจจะมีบรรณานุกรมน้อย ๆ บ้าง (มั้ง) แต่ไม่มีข้อมูลล้างลิ้นคอยเลียปะปนแน่นอน


    2. ข้อเขียนรีวิวเพลงในบทความนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคลของเท่านั้น ซึ่งมีเสริมแรงจากข้อเขียนจากหนังสือเก่าในยุคนั้นเช่นกัน “นานาจิตตัง ถูกผิดคิดต่างแลกเปลี่ยนได้ไม่ว่ากัน”


    3. จริง ๆ มีดีเทลเรื่องวันเดือนปีเกิดสมาชิกวงด้วย (ไม่ได้โมเม แต่ได้มาจากกองนิตยสารวัยรุ่นในหอสมุดแห่งชาติ เทเวศน์ ข้าง ๆ มรภ.สวนสุนันทา) แต่นึกได้สองอย่าง หนึ่ง “รายการ Guess My Age โดนเช็ดไปเป็นชาติแล้ว เช็ดในช่วงโควิดอาละวาดอีกต่างหาก” และสอง “เรามีกฎหมาย PDPA บัญญัติไว้ ถ้าผู้เขียนโดนข้อหานี้ทีมุกคนหัวหมอสุดซู้ดดด…ก็ไม่ช่วยอะไร” ฉะนั้นแล้ว ก็เหมือนกับวงสตริงวงหนึ่งบอกไว้ชัดเจน “สื บ เ อ า เ อ ง”...ก็นั่นแหละครับ


    4. ข้อเขียนที่เกี่ยวกับเพลงไทยทำนองเทศ ไม่มีเจตนาแง่ลบและปองร้ายใด ๆ (ถึงแม้ว่าการหยิบทำนองต่างชาติจะทำได้ในเวลานั้น แต่ก็มีสิทธิ์โดนนิตยสารดนตรีเขม่นลงหน้าหนังสืออยู่นะ) หากกระทบถึงบุคคลใด เราขออภัยมา ณ ที่นี้


    5. ขอยืนยันว่าบทความนี้ปราศจากการใช้ Generative AI ในการเขียนเนื้อหาและขัดเกลาภาษา เน้นถ้อยคำนายดิบดิบ แต่จริงใจซะอย่าง ประสาคนพูดไม่ค่อยเก่งแต่รักหมดใจ


    6. ไม่อนุญาตให้นำบทความนี้ไปเรียบเรียงใหม่ด้วย AI ทุกกรณี (แล้วก็ห้ามนำภาพประกอบไปเจน เไ เชียวนะ บาปกรรมมีจริง)


    7. ข้อนี้สำคัญที่สุด “จงรักและชื่นชอบอดีตอย่างมีสติ”



    —----


    1. เผื่อใจไว้ให้กันสักหน่อย - กบ ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี



    “หนทางยาวไกลหมื่นลี้ เริ่มต้นที่ก้าวที่ 1 เสมอ” ประโยคนี้ไม่เกินจริงสำหรับพี่กบทรงสิทธิ์ กับอัลบั้มชุดแรกในชีวิตในสังกัดซาวด์สเกล และได้ทีมงานพี่ตุ่นพนเทพทำดนตรีให้ (ในนาม สเปชเธียเตอร์)


    สารภาพตามตรงชุดนี้มีเพลงน่าฟังแค่ “เผื่อใจไว้ (คำร้อง/ทำนอง: เทพนม สุวรรณบุณย์)” “ทางแยก” “คิดถึงและเป็นห่วง (คำร้อง/ทำนอง : พนเทพ สุวรรณบุณย์)” และแทรคปิดอัลบั้ม “ด้วยกัน”


    นักวิจารณ์แซวว่า “นี่มันปั่น 2 ชรัส 2” แต่กว่าจะสลัดเป็นตัวเองแท้จริงก็ตอนที่อยู่แกรมมี่กับหลายเพลงฮิตข้ามเวลาที่เรารู้ ๆ กันนั่นแหละจ้า



    -


    2. เจ็บซะให้พอ - ไกรวิทย์ พุ่มสุโข



    ต้อม-ไกรวิทย์ พุ่มสุโข ศิษย์เอก อ.จิตรนาถ วัชรเสถียร เจ้าของเพลงฮิต “มันอยู่ที่ใจ” ปี 2530 พร้อมออกผลงานเพลงสากล “Everlasting Love Songs” มากับอัลบั้มชุดที่สองในสังกัดโปรมีเดียมาร์ท กับปกขาว-ดำ-แดง สุดเท่ในชื่อชุด “เจ็บซะให้พอ” เปิดหัวด้วยเพลงชื่อเดียวกันกับชื่ออัลบั้ม ตามด้วยป๊อปร็อกเข้มนิด ๆ “ขอถามหน่อย” “ให้เธอคนเดียว” ตีโค้งหน้าเอด้วย “ผู้ชายซน” และปิดด้วย “ฝากใจผ่านดีเจ”


    พลิกหน้าบีด้วย “เศษใจ” “เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา” “ยังไม่สาย” “มันไกลเกินไป” แล้วจบม้วนด้วย “คิดอีกครั้ง” ทุกเพลงที่มีโทนจิ๊กโก๋อกหักนี้แต่งโดย อ.จิตรนาถ (ยกเว้น “ขอถามหน่อย” โดย อ.ชัยรัตน์ วงศ์เกียรติ์ขจร และ “มันไกลเกินไป” โดยอาป๊อด-สุนทรสิงห์ วัชรเสถียร)...ดังแบบคลื่นใต้น้ำเลยแหละ มีกระแสเบา ๆ อยู่บ้าง


    ฟ้าใส…กับไกรวิทย์ 


    -


    3. แล้วฉันจะอยู่ยังไง - จุ๊บแจง แสงอุษา



    จุ๊บแจง-แสงอุษา เนตรเสนีย์ สาวน้อยนิติฯ รามคำแหงคนนี้วัย 17 ปี (ในเวลานั้น) เป็นนักร้องคอกเทลเลาจ์ เธอได้รับการทาบทามจากค่ายโปรมีเดียมาร์ทมาออกเทปในชื่อชุด “แล้วฉันจะอยู่ยังไง” ภายใต้การควบคุมงานของทีมตรีประภัสสร เปิดหัวด้วยเพลงที่มีชื่อเดียวกันกับอัลบั้ม ตามต่อด้วย “อย่างน้อย” งานปลายปากกา อ.กวาง กันตภพ พรหมสุนทรสกุล (ตอนนั้นใช้ชื่อว่า สมเกียรติ) ไวป์ดนตรีมีความไอดอลยุคปลาย ๆ โชวะ (ประมาณวงสโมสรลูกแมว Onyanko Club) แล้วมาสนุกกับ “รักได้ลืมได้” มันกันด้วย “ใครเป็นคนทำ” และ “สองคนสองใจ” ฟังแล้วคึกคักสดใสสมวัยมาก


    พลิกหน้าบีด้วย “เพื่อนซี้” ปลายปากกากวีเพื่อชีวิต วิสา คัญทัพ (ไลน์ซินธ์และเมโลดี้นี่…โคตรโชวะไอดอลยุคจตุรเทพธิดาอย่าง แม่นันโนะไฝเสน่ห์ แม่ยุยอาซากะ แม่ซิสุกะเมียพี่คิมุทาคุ และแม่มิโปะรินในดวงใจ….ตลอดกาล) ตามด้วยเพลงช้าอย่าง “ไม่มีความหมาย” แล้วมาคึกคักสดใสโค้งสุดท้ายด้วย “พูดกันไม่เข้าใจ” “ฟ้าไม่มีตา” และ “คอยดูใจ” เพลงปิดอัลบั้มนี่สิ พูดได้ไหมพี่จี้ ยกเค้าดนตรีและเมโลดี้ Roppongi Junjōha ของตำนานไอดอลสายแดนซิ่งฮีโร่ แม่โยโกะ โองิโนเมะมาทั้งเพลงเลย (ร้องไห้แล้วนะ)




    ทีมงานทำเพลงมีคุณชุมพล สุปัญโญ เทอดพล ไคร้วานิช และศุภกร บุญยานันท์ที่มาสร้างสีสันเพลงสดใสวัย 17 นะคะแบบนี้ เสียงร้องของเธอสดใสแบบวัยรุ่นก็ได้ เศร้าแบบดิว่าก็ดี แม้จะมีเสียงตอบรับที่ดีประสานักร้องน้องใหม่ แต่ว่า “ยังไง…ถึงจะอยู่ได้”


    เธอหายไป 2 ปี กลับมาในปี 2534 ด้วยอัลบั้มชุด “เอาไม่อยู่” ที่ตัวเพลงเกือบทั้งม้วนนี่ยกเค้าเพลงของ พส.ไต้หวัน (ที่ร้องเพลงภาษาจีนกลาง) สายร็อกเกอร์อย่าง ปาน เหมยเฉิน (潘美辰) มาแต่งเนื้อไทยเลย โดยมีเพลงที่เป็นเศษซากอารยธรรมอย่าง “ถูกทำร้าย” และ “เธอที่หายไป” แถมเทปม้วนนี้กลายเป็นของหายากไปแล้ว พีคสุดคือโดนมุมเพลงนิตยสารดนตรีหัวหนึ่งเขม่นว่า




    “เป็นผลงานที่นักตัดแต่งทำนองทำได้ออกมาดูดีอย่างน่าถนัดใจ สงสัยจะเบื่อชื่อเสียงที่เคยสั่งสมมายาวนานซะแล้ว” 



    เพลงออกแนวร็อกน้อยหน่อย เหมาะกับคนนอนหลับยากมากหน่อย เรียบร้อยโรงเรียนอาถรรพ์หมายเลขสองซะแล้ว หลังจากนั้นเธอก็หายไปจากวงการไป ทิ้งไว้เป็นความทรงจำซีกหนึ่งของเพลงไทยไปอย่างเงียบ ๆ


    -


    4. อะไรจะขนาดนั้น - บุ๋ม รัญญา ศิยานนท์



    ดาราออกเทปอีกคน จากนักเรียนการแสดงของช่องสาม สู่การเป็นนักร้องจากการได้รับทาบทามจากอาสมศักดิ์ อมรินทร์ นายห้างค่ายโปรมีเดียมาร์ท มาสู่อัลบั้มชุด “อะไรจะขนาดนั้น” ภายใต้การควบคุมงานของพี่ตี๋ วสันต์ และพี่เบิ้ม เทอดพล ไคร้วานิช


    เปิดบั้มด้วยไตเติ้ลแทรคด้วย “เริ่มต้นใหม่” แล้วต่อด้วย “นี่ไงใจฉัน” ซึ่งเพลงนี้ อ.จิตรนาถ วัชรเสถียร เป็นคนแต่ง (ภาษาและทำนองเป็นลายเซ็นเลย) ต่อด้วย “เจ็บ” เพลงอกหักแนว Puppy Love ที่เขาดีทุกวันยกเว้นวาเลนไทน์ “ทำมันไป” และจบหน้าเอด้วย “มั่นใจซะอย่าง” 


    พลิกหน้าบีด้วยอีกเพลงโปรโมท “ฉันเป็นอย่างเงี๊ยะ” ดนตรีฟังก์ ๆ จากการทำดนตรีของ อ.แดง ศุภกร บุญยานันท์ แล้วมาหวานซึ้งด้วย “หากจะผิดหวัง” ตามด้วยเพลงจิ๊กกี๋อกหักอย่าง “คิดให้ดี” ตีโค้งสุดท้ายด้วย “ง้อ” แล้วจบม้วนด้วย “ขออีกปี”


    อัลบั้มนี้พอมีกระแสเป็นคลื่นใต้น้ำ หลังจากจบโปรโมทบั้มนี้คุณบุ๋มก็กลับไปจับงานแสดงตามเดิม


    -


    5. อะไร ๆ เขาก็ว่าดี - อวอร์ด




    วงดนตรีสไตล์นูโวอิสม์ที่มึฟรอนท์แมนถึงสามคน “ไก่-ตุ้ม-โด่ง” มากับอัลบั้มชุดแรกในปี 32 ภายใต้การควบคุมงานของพี่เบิ้ม-เทอดพล ไคร้วานิช เปิดหัวอัลบั้มด้วย “ฉันมันผิดเอง” เพลงนี้แหละกลายเป็น One Hit Wonder ของวงไปโดยปริยาย (แต่งโดย อ.จิระศักดิ์ ธรรมประศาสน์ ที่ต่อมาจะไปแต่งเพลง “เจ็บนิดเดียว” ให้แม่นิตยาร้องจนเป็นตำนาน) ตามมาด้วย “ฉันไม่แคร์” ที่เค้าดนตรีและเมโลดี้ยืม Easy Lover ของ Philip Bailey กับ Phil Collins มาทั้งยวง “เจ็บพอกัน” เพลงสนุกสไตล์ไทย ๆ สำหรับคนที่ไม่ยอมอ่อนกันและกัน “จิ๊บจ๊อย” เพลงที่เชิดใส่คนนินทา (เสียงร้องนี่ยานคางชัดมาก) แล้วจบหน้าเอด้วย “ขอลาที”


    พลิกหน้าบีด้วย “โลกใบนี้เขาสร้างให้เรา” แต่งโดยนักแต่งเพลงชื่อแปลก “เรไร ราชปรารภ” นี่คืออีกนามปากกาของ อ.สุรพล โทณะวนิก แล้วช้ำ ๆ กันต่อด้วย “รักลวง” มัน ๆ ตีโค้งสุดท้ายด้วย “ใจปลอม ๆ” และ “ชีวิตคือเพลง” ปิดม้วนด้วย “ที่รัก” นี่แหละ เพลงที่ชอบสุดในบั้มนี้


    ด้วยความที่บั้มนี้ไปได้สวยมาก ทั้งวงเลยได้ไปต่อชุดสอง “เด็ดขาดไปเลย” โดยมีเพลงโปรโมทอย่าง “อยากให้เธอได้ดี” “เด็ดขาดไปเลย” “เอาอีกไหม” และเพลง Cover อย่าง “ม่วยจ๋า” เพลงหลังสุดนี่เอ็มวีน่ารักมาก เพราะมีนางแบบวัยน่ารักในตำนาน ติ๊ดตี่-อรัญญา พงศ์ภัณฑารักษ์ มาเล่นเป็นนางเอกเอ็มวีด้วย


    แต่กลายเป็นว่า พวกเขาโดนคำสาปชุดสองซะแล้ว หลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกันไป


    (จากหนังสือ 40 ปีในวงการบันเทิง สมศักดิ์ อมรินทร์ โชว์แมนนักสู้ / กับการตลาดสไตล์ "ใจประสานใจ at home")

    -


    6. บุญกระเจิง - บุปผาชน




    วงดนตรีนี้คือวงดนตรีที่ถูกลืมอย่างแท้จริง เป็นวงเพื่อชีวิตที่มีเสียงวิจารณ์ว่า “ห่างไกลความสำเร็จทั้งตัวเพลงและภาคดนตรี” วงนี้มีสมาชิกถึง 8 คน ออกอัลบั้มชุดแรกและชุดเดียว “บุญกระเจิง” ในสังกัดเดนเวอร์เอนเตอร์เทนเมนต์ ใน Tagline “ทำไมสังคมถึงเป็นสังคตัง” และได้รับการสนับสนุนจากน้ำอัดลมที่ต้องรสต้องอารมณ์…ต้องโค้กซิ




    เปิดหัวอัลบั้มด้วยเพลง “ดีกว่าอยู่เปล่า” เพลงประสาคนงบจำกัดที่อยากไปแตะหญ้าดูสังคมรอบกายบ้างอะไรบ้าง “บุญกระเจิง” เป็นเพลงจังหวะสนุก ๆ ว่าด้วยเนื้อหาการเมืองในคนกลุ่มองค์กรที่รวมกันแล้วตายแยกกันจะดีกว่า แล้วตามด้วย “น้ำเงินน้ำใจ” จากนั้นก็มือถึง “โทรศัพท์ถึงผู้วายชนม์” เพลงที่อยากให้ ๆ เรา ๆ นึกถึงผู้เสียสละเพื่อชาติบ้าง แล้วปิดหน้าเอด้วย “จ้าวเวหา”




    พลิกหน้าบีด้วย “บุปผาชน” เพลงอิมเมจของวง แล้วตามด้วย “เปรตขอส่วนบุญ” เพลงของพวกที่ไม่รู้จักพอ “เส้นก๋วยจั๊บ” เพลงที่ว่าด้วยเรื่องเส้นสายของคนทำงาน ตีโค้งสุดท้ายที่ “ยายเม้า” แล้วจบด้วย “มันเป็นยังไง”



    จริง ๆ ตัวเพลงก็ฟังดีระดับนึง โดยมีทีมงานอย่างพิเชฎฐ์ ศุขแพทย์ (อดีตรอยัลสไปรท์ส) และ อ.ประสิทธิ์ ชำนาญไพรมาร่วมสร้างเพลงนี้ แต่เสียงร้องยังติดกับเงาของวงที่เรารู้ ๆ กัน เลยไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนัก น่าเสียดาย


    ม้วนนี้ในตลาดเทปหายากเชียว


    -


    7. สี่พยางค์ - สองหนุ่ม




    จำอัลบั้มชุด “มีฉันมีเธอ” ของวงสองหนุ่มได้ไหมครับ (ที่มีต๋อย-อนุสรณ์ หทัยกูล และ หนุ่ม-อภิรัตน์ นิลคูหา) หลังจากที่เปิดตัวด้วยบั้มชุดนี้พร้อมการตลาดเปิดคอนเสิร์ตมัธยมทัวร์และเกมชิงทริปโตเกียวดิสนีย์แลนด์ ปี 32 สองหนุ่มได้ไปต่อกับผลงานชุดสอง “สี่พยางค์” ที่ระดมพลโปรดิวเซอร์อย่างพิเชฎฐ์ รอยัลสไปรท์ส พี่ตี๋-วสันต์ (อดีต Grand’EX และวงเพื่อน) และเจ้าสำนักห้องอัด Voice Studio นุภาพ สวันตรัจฉ์




    เพลงทุกเพลงมี 4 พยางค์เท่ากันหมด ฟังเพลินโดยไม่ต้องคิดหลายชั้นเพราะหยิบยืมทำนองต่างชาติแทบทั้งม้วน (โดยเฉพาะ “ขอใจคืนมา” มันคือ Sutter’s Mill ฉบับภาษาไทย) มีเพลงที่ฟังแล้วรู้สึกจั๊กจี้และอะไรครับเนี่ยอย่าง “น้ำตาสิบไห” ที่ร้องไห้เสียใจจนเก็บน้ำตาใส่ไหดองยาดื่มบรรเทาความเจ็บช้ำใจ และมีเพลงที่สอบผ่านแค่เพลงเดียว “ขอโทษนะเธอ” เพลงแนว City Pop เบา ๆ ฟังเพลิน




    หลังจากจบชุดนี้ สองหนุ่มที่ทิ้งไว้แต่ชื่อ และค่ายเดนเวอร์ก็ผันมาทำรายการโทรทัศน์ในเวลาต่อมา


    แถมม้วนนี้หายากเชียวนะ


    -


    8. ใครว่าเรื่องหมู ๆ - สุทธินันท์ จันทระ




    สุทธินันท์ จันทระ นักร้องสายประกวดรุ่นเดียวกันกับสุชาติ ชวางกูร ออกอัลบั้มในปีนั้นกับค่ายมิวสิคไลน์ ชุดนี้ถ้าฟังจริง ๆ จนจบม้วน “นี่มันเพลงสำหรับคนนอนหลับยากนี่นา” แต่ก็ยังพอมีเพลงน่าฟังอย่าง “รักเดียว” และ “ใครว่าเรื่องหมู ๆ” ตามแบบฉบับเพลงแนว Adult Contemporary เลย และที่น่าเสียดายที่ ในเทปปกหลังนั้น ไม่มีระบุว่าแต่ละเพลงใครเป็นคนแต่ง เลยน่าเสียดาย แต่พอทีมทำงานเพลงอย่างอาต๋อยแห่งพิงก์แพนเตอร์เท่านั้นแหละ เราให้อภัยได้


    น่าเสียดาย และม้วนนี้หายากจริง แต่เพลงใครว่าเรื่องหมู ๆ นั่น ฟังสบาย ภาษาสวยงาม แซกฟังเพลินโดยพี่แต๋ง ภูษิต ไล้ทองครับผม


    -


    9. รักหลอกหลอก - เอฟซีแบนด์



    วงดนตรี Local จากมหาชัย (จะคิดทำไมว่าไกล สมุทรสาครนี่นา) เริ่มต้นจากการตระเวนเล่นคอนเสิร์ตในจังหวัดภาคกลาง จนได้เล่นหนุนหลังบิ๊กอนันต์ เอ้ย พี่กบทรงสิทธิ์ชุดเผื่อใจไว้ จนได้มาออกอัลบั้มแนวป๊อปร็อกกับค่ายซาวด์สเกล (ขอแจมตลาดนี้ด้วยคน)


    ทุกเพลงแต่งโดย “กลุ่มกันเอง” และทำดนตรีโดยคุณวินัย ยิ้มแย้ม และวง Hot Chili ตัวเพลงฟังออกมาสะใจระดับนึงกับซาวด์กลองไฟฟ้าอย่าง Alesis HR-16 แค่เพลงไตเติลแทรกชื่อเดียวกันกับอัลบั้มอย่าง “รักหลอกหลอก” ก็ได้ใจจิ๊กโก๋ไปครึ่งตัวแล้ว แต่เพลงทั้งม้วนไม่มีเพลงติดหูคนฟังเท่าที่ควร


    หลังจากจบชุดนี้พวกเขาก็กลับไปตระเวนเล่นคอนเสิร์ตตามงานอีเวนท์ตามเดิม ปัจจุบันยังพอมีงานโชว์อยู่เป็นพัก ๆ


    แถมม้วนนี้หายากซะด้วย


    -


    10.  ไทยมุง - ตู้ ดิเรก อมาตยกุล




    Novelty Song ทั้งม้วนดี ๆ นี่เอง สำหรับมนุษย์ไร้กระดูกคนนี้ นี่เป็นงานท้าย ๆ ที่พี่ตู้ทำกับทางซาวด์สเกล เพลงป๊อปสตริงชวนอมยิ้มฟังได้ (แต่มันจะมีความ “อะไรครับเนี่ย”) ชุดนี้มีเพลงน่าฟังเพลงเดียวอย่าง “ไทยมุง” ที่เนื้อหาว่ามีเหตุเกิดที่ไหนเราจะไปมุงดูที่นั่น (และคนละความหมายกับประโยคที่ว่า การเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่น เป็นแก่นแท้ของการเป็นฮีโร่ นะ…จะบอกให้)


    หลังจากจบชุดนี้ไม่นาน ค่ายซาวด์สเกลก็เหลือแต่ชื่อ พี่ตู้ของเราก็ไปอยู่สังกัดนิธิทัศน์จนได้งานสนุก ๆ อย่างติ๊ต ตะ ลิด ติ๊ด ซึ่ง ที่มีเพลงสาวบางโพเวอร์ชั่นที่เราคุ้นเคยนี้แหละในเวลาต่อมา


    -

    11. ยังเป็นฉัน - ปาร์ค แจกัน




    หนุ่มน้อยเจ้าของเพลงฮิต “จะเก็บไว้เพื่อเธอ” ได้ไปต่อกับอัลบั้มชุดสอง ที่หวานชื่นลื่นละมุนจนลื่นหลุดเลย ใช่ครับ โดนคำสาปหมายเลขสองซะแล้ว


    เมื่อฟังเพลงทั้งม้วนจริง ๆ ยังคงเป็นเพลง Easy Listening สไตล์เบิร์ดอิสม์ โดยมีเพลงน่าฟังอย่าง “น้อยใจ” “ยังเป็นฉัน” “ปรับตัวไม่ทัน สามเพลงจากปลายปากกาพี่วีระ เดชไกรวัลย์ ทำนองโดยพี่จิ๊บ มงคลพัฒน์ ทองเรือง “เธอคงพอใจ” ปลายปากกาพี่กริช ธอมมัส และเพลงสนุก ๆ อย่าง “แสนงอน” ปลายปากกา อ.วิเชษฐ์ ห่อกาญจนา และ “อย่ามากวนใจ” คนแต่งชื่อตุ้ย


    เมื่อเพลงชุดนี้เหมาะกับคนนอนหลับยาก หวานชวนง่วง งานชุดนี้เลยไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่ซาวด์ห้องแจมที่หนักกลองไฟฟ้าและกีตาร์ลีดผมให้อภัยได้ หลังจากจบชุดนี่ก็แยกย้ายกันไป


    ม้วนนี้หายากนะ


    -


    12. สะ ๆ - ภาคภูมิ พานิช




    ในไทยนี้มีไม่น้อยเลยสำหรับค่ายเพลงที่มีศิลปินคนเดียวแล้วหายเข้ากลีบเมฆเลย อย่างค่ายไดนามิคอินเตอร์คอมมูนิเคชั่น 1987 ค่ายเพลงที่ทำธุรกิจบันเทิงเป็นสายโปรดักชั่นเฮาส์เล็ก ๆ ของ พล.ต.ต.วิทยา โกสิยะสถิต ได้ค้นพบ ภาคภูมิ พานิช นักดนตรีกลางคืนชาวโคราช ใช้เวลาเตรียมตัวตลอด 6 เดือนในการเทรนเสียงร้องสำหรับเพลงที่ทีมงานคัดจากเพลงที่นักแต่งเพลงเอามาขาย จนได้อัลบั้มชื่อเท่ ๆ ที่ชื่อ “สะ ๆ” ซึ่งหมายถึง “สะใจ


    บั้มนี้มีเพลงขายอย่าง “ครั้งนี้พอกันที” และ “จริงจังจริงใจ” สองเพลงจากปลายปากกา อ.กวาง กันตภพ พรหมสุนทรสกุล คนดีคนเดิม และเพลงน่าฟังอย่าง “รักล้มเหลว (คำร้อง: กวาง/ต๋อม)” “เบื่อ ๆ อยาก ๆ ผู้แต่ง : โซ๊ด นานา, สุบิน ม่วงช่วง)”  “น่ะ ฉันรักเธอ (ผู้แต่ง : โซ๊ด นานา, สุบิน ม่วงช่วง)” เมื่อมาลองฟังตามเศษซากอารยธรรมแล้ว “นี่มันบิลลี่ โอแกน at home ชัด ๆ”


    อัลบั้มชุดนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ทั้งค่ายและตัวนักร้องก็หายไปจากวงการโดยปริยาย


    -

    13. เช็คบิลซะ - สิวะ แตรสังข์



    ร็อกเกอร์หนุ่มคนนี้มีผลงานตั้งแต่วงฟ้าใหม่ (ชุด คนอย่างฉัน) และมาออกเดี่ยวกับ อย่างงี้สิวะ เรื่องมันเล็กน้อย


    และปี 32 เขากลับมาใหม่ในชุด “เช็คบิลซะ” ที่มีเพลงขายอย่าง “เช็คบิล” ปลายปากกา อ.วิเชษฐ์ ห่อกาญจนา ที่ถึงแม้เค้าเมโลดี้และดนตรีจะหยิบยืมจาก Some Kind of Friend ของ Barry Manilow (คนเดียวกันที่ร้อง Can’t Smile Without You) แต่ภาษา ไลน์กลอง ไลน์กีตาร์ทำได้ออกมาสะใจจริง “ขอบใจที่ยังไม่ลืม (คำร้อง : สายัณห์ ตะวันรอน ทำนอง : กุลวัฒน์ พรหมสถิต)” เพลงแนวอกหักเวลามีคนใหม่แล้วเธอก็ยังคิดถึงถ่านไฟเก่าอย่างเราเสมอ และ


    เพลงแนว Puppy Love อย่าง “เอาเบอร์ไปก่อน (คำร้อง : จันทนีย์ (อูนากูล) พงศ์ประยูร  ทำนอง : กิตติพงษ์ พฤษเจริญ)” ที่ถ้าเจอคนถูกใจให้เบอร์เขาไป ถ้าใช่จริง ๆ เขาจะโทรมาหาเราเอง นอกนั้นก็รู้สึกเหมือนเป็นเพลงไม้ประดับให้เต็มอัลบั้มเท่านั้นเอง


    หลังจากจบชุดนี้พี่สิวะก็ยังพอมีงานบันเทิงอยู่บ้าง ก่อนจะมาสู่ร่มกาเสาวพักตร์เป็นหลวงพี่สิวะในวันนี้



    -


    14. พร้อม - ธานินทร์ ทัพมงคล




    “ธานินทร์ ทัพมงคล พร้อม อัลบั้มแรง อัลบั้มแรกของเขาที่เขาบอกว่า…พร้อม สุดชีวิต” นี่คือ Tagline ของอัลบั้มเดี่ยวของดาราออกเทปคนนี้ในชายคาโคลิเซียม (อาร์เอส) ภายใต้การควบคุมงานของคุณจิ๊บ-มงคลพัฒน์ ทองเรือง


    เปิดหัวอัลบั้มด้วยเพลงเข้ม ๆ อย่าง “ลืมได้ลืมเลย” ปลายปากกาพี่เสือ ธนพล ทำนองและเรียบเรียงโดยอาต๋อง เทวัญ ทรัพย์แสนยากร กลายเป็นเพลงโปรโมทที่เข้าข่าย One Hit Wonder ของเขาไปแล้ว ตามด้วย “ไม่บอกตรง ๆ (คำร้อง: ยงยุทธ คำยอด ทำนอง/เรียบเรียง: มงคลพัฒน์ ทองเรือง”) เพลงรักของความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน แล้วมาเข้ม ๆ กันต่อด้วย “เอาไงเอาเถอะ (คำร้อง/ทำนอง : ชาญชัย วโรภาษ)” ตีโค้งสุดท้ายด้วย “เกิดมาแล้ว (คำร้อง: ธนพล อินทฤทธิ์ ทำนอง/เรียบเรียง: อนุชา อรรจนาวัฒน์)” และ “กล้าได้กล้าเสีย (คำร้อง: ยงยุทธ คำยอด ทำนอง/เรียบเรียง: วันชัย ปิ่นทอง)”


    พลิกหน้าบีด้วย “พร้อม (คำร้อง: วีระ เดชไกรวัลย์ ทำนอง/เรียบเรียง: มงคลพัฒน์ ทองเรือง)” เพลงเข้ม ๆ ของลูกผู้ชายที่พร้อมจะผิดหวังและเสียใจ ตามด้วย “ครั้งเดียวก็เกินพอ (คำร้อง: วิชาญ นพคุณ ทำนอง/เรียบเรียง: สุรพันธ์ จำลองกุล)” แล้วมัน ๆ สะใจด้วย “เก่าเกินไป (คำร้อง/ทำนอง/เรียบเรียง: มงคลพัฒน์ ทองเรือง)” ตีโค้งสุดท้ายด้วย “ผู้รู้ใจ (คำร้อง: น.หนู ทำนอง/เรียบเรียง: มงคลพัฒน์ ทองเรือง)” และ “วางใจได้เลย (คำร้อง: วิเชษฐ์ ห่อกาญจนา ทำนอง/เรียบเรียง: มงคลพัฒน์ ทองเรือง)”




    เป็นงานเข้ม ๆ ที่ขอแจมตลาดร็อกเกอร์เดี่ยวด้วยคนของอาร์เอสได้ดี ในยุคที่อาร์เอสไร้ผู้หญิงในค่าย ผลตอบรับไม่ค่อยดีเท่าที่ควร พี่โด่งธานินทร์ของเราก็กลับไปเล่นละครตามเดิม


    -


    15. ลูกผู้ชาย - ฉัตรชัย เปล่งพานิช




    “ไม่ว่าคุณจะเป็นตี๋ใหญ่หรือชายพจน์ มันก็ไม่เห่ยเท่านี้ ยินดีที่ได้ลูกชาย” เสียงวิจารณ์ของผู้สันทัดกรณีท่านนึงที่มีต่ออัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของพี่นกฉัตรชัย “สิ่งที่อยู่ในใจ” แนวป๊อปแจ๊ส ก็ดูทรงว่าเล่นหนังละครแหละดีที่สุด แต่ก็เหมือนได้รับโอกาสที่สองกับชุด “ลูกผู้ชาย” ในสังกัดอาร์เอส ภายใต้การควบคุมงานของอิทธิ พลางกูร และทีมงาน แถมได้รับการสนับสนุนจาก “เป๊ปซี่ รสชาติของคนรุ่นใหม่ (เสียงลุงหมึก ควันธรรม)”


    เปิดหัวอัลบั้มด้วย “ลูกผู้ชาย” เพลงน้ำดีเข้ม ๆ จากปลายปากกาพี่เสือธนพล ที่ดีเอนเอความเป็นผู้ชายนักสู้ส่งยันคนลูก ในแนวคิด “กางปีกเหินฟ้าบินไป” แถมเอ็มวีก็ทำได้สวยมาก (แค่ทำนองไปยืม 黑暗的空間 ของหวังเจี๋ยมาซะอย่างงั้น) ตามต่อด้วย “ลืมไม่ลง (คำร้อง: นกเขา ทำนอง/เรียบเรียง: วันชัย ปิ่นทอง)” เข้มแบบอกหักจริง ตามด้วย “เป็นไปไม่ได้” “พบคุณ” “เชื่อใจ” “กลับบ้าน” 



    จากนั้นก็มาพลิกหน้าบีด้วย “ใจเหนือเงิน” และเพลงเข้มอีกเพลง “คืนเขาไป” ซึ่งพี่เสือแต่งอีกแล้ว ตามด้วย “ฟ้าที่ว่างเปล่า” “สู้ “เหมือนเดิม” แล้วปิดบั้มด้วย “แบบไหน” ซึ่งทีมงานและพี่นกเองตั้งใจทำงานเต็มที่ และเป็นตัวของตัวเองที่สุดแล้ว




    แต่ผลตอบรับออกมาไม่ค่อยดีเท่าที่ควร โดนคำสาปชุดสองแบบนี้ “เล่นหนังเล่นละครอย่างเดิมแหละดีแล้วตี๋ เดี๋ยวนายห้างค่ายเพลงเขาจะเดือดร้อนนนนน” (หยอก ๆ นะครับพี่นกชาย)



    -


    16. สุดท้ายคือฉัน - โอเวชั่น




    วงนี้ที่ชื่อ ดิโอเวชั่น วงที่วัยเก๋าหลายคนคุ้นเคย เพราะนี่คือวงดนตรีที่มีนักร้องนำเป็นผู้หญิง ออกผลงานทุกชุดแล้วดังทุกชุด แต่เหมือนมีเหตุอะไรที่ทำให้ต้นสังกัดนั้นจับเธอแยกออกเดี่ยว จนทำให้วงนี้ไปอยู่กับสังกัดใหม่ที่ชื่อโปรมีเดียมาร์ท (ที่มีอดีตผู้บริหารค่ายนั้นเป็นเจ้าของ) พร้อมกับนักร้องนำคนใหม่ ปูเป้-พนิดดา นิลรัตน์ ณ อยุธยา (อดีตดาราเด็กรุ่นเดียวกันกับสุกัญญา นาคประดิษฐ์และคุณแบลล์ จิตต์โสภิณ) และเปลี่ยนผู้จัดจำหน่ายใหม่เป็นอามิโก้ ดูแลการผลิตโดยเต๊ะ-โชคดี พักภู่ และทั้งวงดิโอเวชั่นเอง


    เปิดหัวด้วยเพลงอกหักเข้ม ๆ อย่าง “คิดไปเอง (ผู้แต่ง: โชคดี พักภู่)” แล้วตามด้วย “ฉันคงไม่ใช่ (ผู้แต่ง: อ.ชัยรัตน์ วงศ์เกียรติ์ขจร /ทำนองเพลง 順流逆流 ของ 徐小鳳 Paula Tsui)” เพลงรักแสนเศร้าที่บาดใจสไตล์สตริงยุคแผ่วปลาย แล้วมาคึกคักกับ “อย่าหยิ่งนักเลย (ผู้แต่ง: โชคดี พักภู่)” แล้วมาสะใจแบบเจ็บ ๆ กับ “เจ็บนี้ที่ทำ (ผู้แต่ง: อ.ชัยรัตน์ วงศ์เกียรติ์ขจร/ ทำนองจากเพลง Natsu Wo Akiramete ของ Naoko Ken)” แล้วปิดหน้าเอด้วย “อยากพบเธอ (ผู้แต่ง: จิระศักดิ์ ธรรมประศาสน์)” นี่แหละความ Puppy Love ของดิโอเวชั่นที่ควรจะเป็น


    พลิกหน้าบีด้วย “สุดท้ายคือฉัน” ที่เสียงร้องของคุณปูเป้บาดลึกแกบหวานใสแบบวัยรุ่นจริง จากนั้นตามต่อด้วย “ชีวิตผิดหวัง (ผู้แต่ง: โชคดี พักภู่/ ทำนองจากเพลง Toki no Sugiyuku Mama ni ของ Kenji Sawada)” แล้วมากุ๊กกิ๊กกันต่อกับ “อยากให้เธอรู้ (ผู้แต่ง วิสุทธิ์ ลิมปินันทน์)” ตีโค้งสุดท้ายด้วยเพลงสนุกแบบไทย ๆ อย่าง “เขาว่าเขาเหมือน” ที่แซวดาราไทยหล่อ ๆ ในเวลานั้น แล้วจบม้วนด้วย “รอเธอ” เพลงฟังสบายส่งท้ายบั้มเลย


    ถึงแม้จะเป็นการเสริมกำลังทัพที่ขาดหายและทำงานอย่างเต็มที่ของดิโอเวชั่นชุดนี้ แต่ผลตอบรับไม่ดีเท่าที่ควร จนทำให้ปี ๆ ต่อมาได้ออกอัลบั้มอีก 3 ชุด (ผู้ชายล้วน ๆ 212 และ ตำรารัก) จากนั้นก็ปิดตำนานดิโอเวชั่นไป


    ม้วนนี้หายากจริงนะ


    -


    17. ตีห้าครึ่ง - ทราย




    ทุก ๆ ครั้งที่นาฬิกาชี้เข็มในเวลา “ตีห้าครึ่ง” นี่แหละ คือสัญญาณของการเริ่มต้นวันใหม่ของวงป๊อปร็อกชื่อแสนจะสดใส “ทราย” เด็กหนุ่มจาก ม.หอการค้าไทยได้แก่ “แชม-ยุ้ย-คุณจุ๊บ-แมส” ยกเว้นเพียงหัวหน้าวง ต้อม-กิตติพงษ์ พฤษเจริญ หลังจากที่ได้ออกอัลบั้มชุดแรก “หุ่นยนต์-คนเชย” เมื่อปี 2530 ปี 32 นี้พวกเขากลับมาอีกครั้งในชุดนี้ที่ชวน Motivate ชีวิตเรา ๆ ท่าน ๆ ได้เลย 


    เปิดม้วนด้วย “แผลเป็น (คำร้อง/ทำนอง : กิตติพงษ์ พฤษเจริญ เรียบเรียง : กุลวัฒน์ พรหมสถิตย์)” เพลงรักในวันลาที่บาดใจได้ที่ “ไม่เป็นไรยังไหว (คำร้อง/ทำนอง : กิตติพงษ์ พฤษเจริญ เรียบเรียง : มล.ณัฐพงษ์ เกษมสันต์)” เพลงโปรโมทมัน ๆ ที่ต่อให้เจ็บแค่ไหนก็ไปต่อได้


    “อยากจะลองดู (ผู้แต่ง กิตติพงษ์ พฤษเจริญ)” เพลงมัน ๆ ปลุกความเป็นเลือดนักสู้ แค่เพลงนี้ไปยืมทำนองและเค้าดนตรีจากเพลง Love Somebody ของ Rick Springfield มาเกือบทั้งเพลง เพลงช้า ๆ เพราะ ๆ อย่าง “เธอคนเดียว (คำร้อง:วิเชษฐ์ ห่อกาญจนา, กิตติพงษ์ พฤษเจริญ ทำนอง/เรียบเรียง : กุลวัฒน์ พรหมสถิตย์) แล้วจบหน้าเอด้วย “เพราะเราเพื่อนกัน (คำร้อง:วิเชษฐ์ ห่อกาญจนา ทำนอง/เรียบเรียง : กุลวัฒน์ พรหมสถิตย์)” เมื่อคู่เพื่อนซื้อแอบชอบผู้หญิงคนเดียวกัน กินวนซ้ำแบบนี้จะไม่เจ็บยังไง ถึงอย่างไรเราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ดี


    พลิกหน้าบีด้วย “ช้ำ (คำร้อง:วิเชษฐ์ ห่อกาญจนา ทำนอง/เรียบเรียง : กุลวัฒน์ พรหมสถิตย์)” เพลงอกหักอีกเพลงที่บาดใจ แล้วเจ็บกันต่อด้วย “สายเกินไป (คำร้อง:วิเชษฐ์ ห่อกาญจนา ทำนอง/เรียบเรียง: พงษ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา)” ช้ำแบบโปรเกรสชีฟเลย จากนั้นมาสะใจต่อด้วย “ได้ยังไง (คำร้อง: นายดาบ / ทำนองจาก Stay Away ของวง TOTO)” แล้วมาสนุกกันในโค้งสุดท้ายด้วย “มีอะไรหรือเปล่า” ที่พี่ต้อมแต่งเนื้อ และปิดม้วนด้วย “เก็บฉันไว้” แต่งโดยนายดาบ ทำนองและดนตรีสุดสะใจแบบนี้ ฝีมือพี่ปุ้มวงตาวันแน่ ๆ


    หลังจากจบชุดนี้พวกเขาก็แยกย้ายกันตามเส้นทางของตัวเอง และม้วนนี้ในตลาดเทปหายากมาก


    -


    18.ของใกล้ตัว - รันเวย์




    ถ้าคุณยังจำท่อนนี้ได้ “ก็จำต้องบอก…ให้รู้ ว่าที่เป็นอยู่ มันขาดไป” นี่แหละคือวงรันเวย์ วงที่มีผลงานไล่เลี่ยกันกับนูโวช่วงป๊อปร็อกบูม ปี 32 นี้พวกเขามากับอัลบั้มชุดสอง “ของใกล้ตัว” ที่คราวนี้ซาวด์ดนตรีตลาดขึ้น เพราะไปอัดถึงห้องศรีสยามและมิกซ์ ซาวด์เลยทัดเทียมเพลงตลาดทั่ว ๆ ไป ฟังเพลินได้ สังกัดมิวสิคไลน์เจ้าเดิม


    เปิดหัวอัลบั้มด้วย “เสียแล้วเสียไป” เพลงจิ๊กโก๋อกหักตามหลักสูตรสมัยนั้น มัน ๆ กันต่อด้วย “ของใกล้ตัว” และ “ให้ไปเลย” เพลงมัน ๆ กับซาวด์กลอง E-mu SP1200 ในตำนาน แล้วมาเจ็บ ๆ เหงา ๆ กับ “บางครั้ง” และ “ลืมเสียดีกว่า”


    จากนั้นพลิกหน้าบีด้วย “เด็กหัดใหม่” เพลงสไตล์ไทยนิยมสำหรับมือใหม่หัดรัก ตามด้วยช้า ๆ ซึ้ง ด้วย “บอกใจ” แล้วมาชิล ๆ แบบเข้ม ๆ กับ “เคยตัว” ที่เวลาเจอคนที่ถูกใจแล้วที่เคยไม่เป็นระเบียบก็สดใสขึ้นมา ตีโค้งสุดท้ายด้วย “ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง” แล้วปิดม้วนด้วย  “หลอกตัวเอง”


    ผมไม่รู้ว่าพวกเขาโดนอาถรรพ์หมายเลขสองไหม แต่ซาวด์แบบนี้น่าจะทำให้แมสมากขึ้น ประสาที่ทำเพลงเองแต่งกันเองจริง ๆ ชอบซาวด์ชุดนี้มากกว่าชุดแรกอีก




    ที่สะดุดตาไปกว่านั้นนั่นคือ ฟอนต์ที่พิมพ์เนื้อเพลงข้างหลังปกเทปเป็นฟอนต์ที่ชื่อ UPC-Merremia แต่พอเราค้นข้อมูลอีกนิด ฟอนต์นี้มีชื่อจริงว่า MC-Manop/ManopMac เป็นฟอนต์จากฝีมือตำนานมานพติก้า อ.มานพ ศรีสมพร นี่แหละครับ ฟอนต์ไทยยุคแรกเริ่มที่มีระบบ Desktop Publishing (อีกผลงานของท่านก็ LC-Manop ที่คืนชีพใหม่เป็น Manop Variable โดยค่ายคัดสรรดีมากนั่นเอง) ปกเทปบั้มนี้เลยรู้สึกต้องตาคนรักฟอนต์เป็นพิเศษ โดยในช่วงปี 30-32 การมาของคอมพิวเตอร์ Macintosh ทำให้การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์กลายเป็นเรื่องง่ายในทันใดจริง ๆ


    (จากนิตยสาร บิซิเนส คอมพิวเตอร์ แมกกาซีน ฉบับที่ 43 เดือนกันยายน 2535)



    แถมม้วนนี้หายากซะด้วย


    -


    19. ใจเพียวเพียว - เลอโดม





    นี่อัลบั้มในสุ้มเสียงนูโวอิสม์ที่มีนักร้องนำอย่างกอล์ฟ-เพิ่มพล เชยอรุณ ที่รับหน้าที่เขียนเนื้อร้องและทำนองทั้งหมด ภายใต้การควบคุมงานและร่วมกันแต่งเพลงของอาเพิ่มพล เชยอรุณ (ตำนาน ผกก.หนังไทยยุคคลื่นลูกใหม่รุ่น ๆ ท่านมุ้ย อาชนะ คราประยูร) งานพ่อลูกมาขนาดนี้ มันจะสะใจขนาดไหน ภายใต้แนวคิด “ห้ามใจแตก”


    เปิดหัวอัลบั้มด้วยเพลง “ใจเพียวเพียว” ที่เป็นกระบอกเสียงให้วัยรุ่นคิดจะทำตามความฝันสักครั้งด้วยใจเพียว ๆ ตามต่อด้วย “คืนมาคืนไป” แล้วมาบาดใจด้วย “เหงาเหลือเกิน” แล้วมาโปรเกรสชีฟอ่อน ๆ ด้วย “ค้นหาตัวเอง” แล้วหวานซึ้งด้วย “เก็บรัก”


    พลิกหน้าบีด้วยเพลงชิล ๆ เข้ม ๆ อย่าง “ตัดสินใจซะ” แล้วมันกันต่อด้วย “วิ่งตามฝัน” รับไม้ต่อด้วย “เอาไง” ตีโค้งสุดท้ายด้วย “สุดท้ายความรัก” แล้วปิดม้วนด้วย “บอกให้รู้”


    อัลบั้มชุดนี้มีอาต๋องเทวัญเป็นที่ปรึกษาทางดนตรี อเรนจ์โดยพี่แมวจิรศักดิ์และพี่ตุ๊ก-ณรงค์ศักดิ์ อิ่มเจริญ ซาวด์เพลงอาจจะดูทั่วไป ๆ เหมือนวงร็อกที่เรารู้ ๆ กัน แต่ภาษาที่คุณพ่อเพิ่มพลกับพี่กอล์ฟก็ทำได้ออกมาบ่งบอกขุมพลังวัยรุ่นได้ดีจริง ๆ น่าเสียดายที่ออกมาเพียงชุดเดียวก็แยกย้ายกันไป โดยมือคีย์บอร์ดหน้าสวยคนนั้น เท็ดดี้ ได้มาเล่นให้วงไอเฟลในเวลาต่อมา และปัจจุบันเล่นให้กับวงโลโซนั่นเอง


    ส่วนพี่กอล์ฟของเราเด็กเจน 2000s คงจะจำบทบาทพิธีกรทีวีและเจ้าของโครงการ Be My Guest และยังอยู่ในวงการจนถึงวันนี้


    -


    20. เข้าใจ มั่นใจ สะใจ - สเตท เอ็กซ์เพรส


    (ขอบคุณ อ.สถิตย์ เลิศในเกียรติ แห่ง Omnivisions ที่เอื้อเฟื้องานปรู๊ฟปกนี้ครับ)

    นี่คืออัลบั้มสุดท้ายของบทความนี้ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า “อย่า ไป เชื่อ ว่า บั้ม นี้ ออก ปี สอง ห้า สอง เก้า ตาม ที่ วิ กิ บอก มา นะ” เพราะพวกเขาออกผลงานชุดแรกจริง ๆ อย่าง “นางพญากับคนป่า/จะหาใครเหมือนเธอ” ในปี 29 แล้วว่างเว้นไปในช่วงปี 30-31 แล้วปี 2532 ก็มาถึงพร้อมข่าวคราวของอัลบั้มชุด 2 ชื่อสุดเท่ “เข้าใจ มั่นใจ สะใจ” ออกมา โปรโมทไปสักพัก แจกแผ่นเสียงโปรโมทตามวิทยุแล้ว และมีคอร์ดกีตาร์ทั้งบั้มในหนังสือ The Guitar


    “แต่งานชุดนี้ไม่ได้ปล่อยวางแผง” เนื่องจากปัญหาภายในที่ว่า ผลงานที่ทำออกมายังไม่พร้อมออกสู่ตลาดเท่าที่ควร เลยจำใจอยู่ในโหลดองไป แล้วไม่นานมานี้ก็มีช่องบ้านแดงช่องนึงปล่อยเพลงชุดนี้ลงออนไลน์ “ถ้าฟังจริง ๆ ทั้งม้วนมันจะเป็นยังไงนะ”


    เปิดหัวอัลบั้ม (เรียงลำดับเพลงตามแผ่นเสียงโปรโมท) ด้วยเพลง “รายต่อไป” เพลงที่ทำได้ออกมาล้ำ เท่ โฉบเฉี่ยว ภายใต้การสร้างงานของพี่พีรสันติ The Innocent และพี่ปอนด์-ธนา ลวสุต ตามด้วยเพลงร็อกมัน ๆ อย่าง “มั่นใจมาก” ที่ปลุกไฟในตัวเราเอง แล้วมาสนุกสไตล์สตริงด้วย “เมื่อย” เพลงรักของคนซวยที่เจอคนผิดนัด (ทำนองมาจากเพลง 6.4.3.2.9. ของวงเกิร์ลกรุ๊ปสัญชาติดัทซ์ Dolly Dots/ เป็นวงที่อยู่รุ่นเดียวกันกับ The Nolans ABBA) ตามต่อด้วย “ไม่เคยง้อ” ฟังก์มัน ๆ เชิดใส่คนใจร้าย แล้วปิดหน้าเอด้วยเพลงสตริงโจ๊ะนิด ๆ สไตล์ไทย “พอมีสิทธิ์ไหม”


    พลิกหน้าบีหน้าเพลงช้า เปิดด้วย “ฉันเข้าใจ” เพลงสไตล์ Yacht Rock เบา ๆ ฟังง่าย แล้วตามต่อด้วย “สมใจ สะใจ” บัลลาร์ดร็อกสุดเจ็บปวดที่ยืมเค้าทำนอง So Tried ของป๋าออสซี่ทั้งเพลง ตามต่อด้วย “เพียงบทเรียน” เพลงอกหักที่เอาเค้า Dougeshi no Sonnet ของ Sada Masashi มาทำเนื้อไทย มาถึงโค้งสุดท้ายของบั้มด้วย “คืนใจ” แล้วจบม้วนด้วย “สิ่งจดจำ” เพลงดีที่ยืมทำนอง Chelsea Hotel no Coffee House ของแม่เซโกะมาทุกโน้ต


    ตอนแรก ๆ ที่ผู้เขียนอย่างผมหาชุดนี้มาฟังจริง ๆ ที่พิพิธภัณฑ์แผ่นเสียงซอยอารีย์เมื่อ 3 ปีก่อน เพลงมันฟังเพลินดีนะ แต่พอฟังไปฟังมา “มันไม่ค่อยสมบูรณ์แบบเท่าที่ควรจะเป็น” ชุดนี้เลยอยู่ในโหลดองด้วยประการฉะนี้ และวงรถด่วนก็หวยลงที่โครงการ Super Hit และ Super Boom อย่างน่าเสียดาย


    หากพวกเขาวงนี้ชื่อ สเตท เอ็กซ์เพรส พวกเขาเหมือนวงดนตรีที่ขึ้นเวทีแล้วกลับไม่ได้แสดงด้วยเหตุสุดวิสัย งานชุดนี้ “เข้าใจ มั่นใจ สะใจ” จึงเป็นงานแรร์ไอเทมของวงและวงการเพลงไทยไปโดยปริยายว่า “การดองงานมีอยู่จริง (แข่งวาสนาลำบากเลย)”


    -


    บทส่งท้าย


    ปี 2532 ปีทองสุดท้ายของยุค 80s เริ่มต้นด้วยความเข้มข้นจากเพลงร็อกและสิ้นสุดปีด้วยความร็อกเช่นกัน พร้อมกับกระแสดาราออกเทปที่เริ่มทำงาน ที่ไม่ใช่แค่จุดพิสูจน์อีกบทบาทนึง (ที่ไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่) แต่ทำให้วงการเพลงไทยเริ่มมีสีสันมากขึ้นกว่าที่ควร


    และทันที่เสียงเพลงปีใหม่ของวงสุนทราภรณ์บรรเลงเข้าปี 2533 เราไม่อาจหยั่งรู้เลยว่า...


    ค่ายเพลงขวัญใจวัยรุ่นจะหันไปหาตลาดเพลงคนสูงวัยมากขึ้น

    ค่ายเพลงที่เป็น Trendsetter จะส่ง Dancing Queen ประดับเมืองไทย

    ค่ายเพลงสายครีเอทีฟจะส่งบอยแบนด์สไตล์ไทยให้ลูกเด็กเล็กแดงร้องเพลงตามกันได้ทั้งบ้านทั้งเมือง

    ค่ายเพลงคู่แข่งจะส่งเฮฟวี่เมทัลแฮร์แบนด์ให้สะใจชาวร็อก

    ค่ายเพลงกลาง ๆ จะส่งตำนานเพลงเพื่อชีวิตรุ่นที่สามให้ประเทศไทย


    ตลอดยุค 90s ที่รับไม้ต่อจาก 80s จริง ๆมันไม่อาจหยั่งรู้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่มีอยู่จริงตามประวัติศาสตร์ก็ยังคงอยู่อย่างนั้นไป


    ตราบที่นาฬิกาที่ไม่เคยขี้เกียจแม้แต่วันหยุดวันเดียว




    คงไม่โดนกระถางดอกไม้ลอยมาหน้าบ้านหรอกมั้ง


    นายต๊ก

    31 พฤษภาคม 2569 - 7 กันยายน 2569


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in