เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
บันทึกการเรียนภาษาญี่ปุ่นนอกตำรา(สำรอง)เจษฎาพร แสวงการ
บันทึกการเรียนภาษาญี่ปุ่นนอกตำรา #6
  • สวัสดีครับ

    ผมยำนาเบะ

    วันนี้ผมจะมานำเสนอในหัวข้อเกี่ยวกับอาชีพหนึ่งที่คนเรียนญี่ปุ่นชอบทำกันครับ

    .

    …..

    นั่นก็คือ สไตล์การแปลและปัญหาคำสรรพนามบุรุษที่ 1 และ 2 ที่นักแปลต้องปวดหัวกันครับ 

    ฮั่นแน่ หลาย ๆ คนก็คงจะเล็งอาชีพนี้ไว้ใช่ไหมแหละครับ หรือไม่ก็อาจจะมีบางท่านที่กำลังทำอยู่ก็ได้

    (ผมเองก็เคยทำงานแปลในช่วงที่ยังเรียนอยู่ปี 2 แต่ก็นะ พอชั้นปีเริ่มสูงขึ้นก็เริ่มไม่มีเวลาทำแล้ว ฮา)

    อนึ่ง วันนี้ผมไม่ได้จะมาพูดเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ นะครับ

    //แป่ว


    แหงแหละ ใครเขาจะพูดกัน !


    เรื่องของเรื่องก็คือ ช่วงที่่ผ่านมาผมได้เข้าไปวิทยากรท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์การทำงานแปลมาก่อน

    อันที่จริงก็คือรุ่นพี่ที่จบไปแล้วนั่นแหละ (ฮา)

    โดยมากแล้วเขาจะพูดถึงระบบการทำงานในสำนักพิมพ์ การเลี่ยงคำบางคำ การไม่ใช่สำนวนต่างประเทศเวลาแปล หรือสำนวนในการแปล

    แต่ !!!!


    วันนี้ผมไม่ได้จะมาพูดเรื่องนั้นครับ แฮ่

    ถ้าถามว่าทำไมเหรอ สไตลก์การแปลของผมกับพี่วิทยากรเขามันไม่ตรงกันเลยน่ะสิ


    —--------------------------------


    พี่เป็นใครใหญ่มาจากไหนเนี่ย เป็นแค่นักเรียนจะไปแข็งข้อกับคนมีประสบการณ์ทำงานได้ยังไง


    // ฮือ ผมก็มีหลักการที่ผมเชื่อว่ามันถูกต้องอยู่เหมือนกันนะ


    เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้อ่านทุกท่านที่สนใจจะทำอาชีพนักแปลในอนาคต คุณไม่ต้องเชื่อผมทุกเรื่องก็ได้ ทุกคนล้วนมีสไตล์เป็นของตัวเอง ผมไม่ตัดสินว่าสไตล์ไหนคือสไตล์ที่ถูกต้องอย่างแน่นอน

    เอาล่ะ เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า


    —---------------------------------


    ปกติแล้วเวลาทุกคนแปล (การ์ตูน/มังงะ/ไลท์โนเวล/เกมม) ทุกคนจะเริ่มทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรกครับ


    • อ่านงานที่ต้องแปลทั้งหมดก่อนแล้วค่อยแปล

    • ค่อย ๆ อ่านทีละประโยคแล้วแปลไปพร้อม ๆ กัน


    แน่นอนครับว่าไม่มีวิธีไหนถูก 100% และก็ไม่มีวิธีไหนผิด 100% ครับ

    แต่ถ้าให้ผมแนะนำ ผมแนะนำแบบแรกครับ

    เหตุผลคือบางทีเราอ่านไปแปลไปแล้วเราไม่เก็ตในบางบริบทครับ


    นึกภาพว่า เราแปลไลท์โนเวล เราเห็นบริบทที่ตัวละครรำพึงรำพันกับตัวเองแล้วในบทนั้นเรียกตัวเองว่า 自分 

    อ้าวแล้วนี่เป็นบทของใครล่ะ ?

    ถ้าเป็นผู้ชายก็ใช้ ผม/ฉัน/ตัวเอง

    ถ้าเป็นผู้หญิงก็ใช้ ฉัน/ตัวเอง

    แน่นอนว่าแปลว่า “ตัวเอง” ก็ได้

    แต่อย่าลืมนะครับว่าคำว่า “ตัวเอง” ในภาษาไทยไม่ได้ใช้เรียกตัวเองบ่อยเท่าภาษาญี่ปุ่น

    ถ้าคุณร่ายยาวบทรำพึงรำพันว่า “ตัวเอง” คนอ่านจะรู้สึกว่าน่ารำคาญครับ


    ในกรณีที่คุณแปลว่า ผม แล้วพออ่านไปอ่านมาปรากฎ บทนี้ผู้หญิงเป็นคนรำพึงรำพัน

    คุณก็จะต้องกลับมาแก้ยาว ๆ เลย

    คือถ้าพูดกันตามหลักภาษาศาสตร์ตรง ๆ คำใช้เรียกสรรพนามบุรุษที่ 1 (一人称)ในภาษาญี่ปุ่นมีมากกว่าภาษาไทยครับ

    นั่นทำให้หากอิมเมจจากคำเรียกแต่ละคำจะแตกต่างกันไปเล็กน้อย เรียกได้ว่ายิบย่อยจนลำบากเลยก็ได้ครับ

    ตัวอย่างเช่นคำว่า 俺 我々 自分 คำเหล่านี้เป็นคำที่ต้องตั้งสติเวลาจะแปลให้ดี

    俺 เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 1 (一人称)ใช้เรียกตัวเองตั้งแต่คนทั่วไปจนถึงยากูซ่าเลยครับ

    แต่ภาษาไทยจะใช้คำว่าอะไรดี 

    ใช้คำว่า ‘ผม’ ก็จะให้ความรู้สึกสุภาพหน่อย

    ถ้าใช้ ‘กู’ ก็จะดูรุนแรง หยาบกระด้างเกินไปในบริบท

    แล้ว 我々 กับ 自分 ล่ะ?

    อย่างที่ทุกคนทราบครับ คำสรรพนามบุรุษที่ 1 ในภาษาไทยมักจะมีการแบ่งเพศ (โดยมากเป็นเพศชาย) อย่างชัดเจน อย่าง ผม หนู หรือในบางกรณีก็มีเรื่องความอาวุโสเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

    แล้วอย่างคำสรรพนามเรียกบุรุษที่ 2 อีกล่ะ 汝(なんじ) แบบนี้

    ถ้าไม่มีบริบทมาก่อนผมก็เลือกคำแปลที่ดีที่สุดไม่ได้หรอก


    ดังนั้นแล้วผมเลยคิดว่าวิธีแรก (อ่านทั้งหมดแล้วค่อยแปล) มันดีกว่า

    แต่ผมก็ลองไปถามความเห็นจากนักแปลหลาย ๆ ท่านที่ใช้วิธีที่สอง (ค่อย ๆ อ่านทีละประโยคแล้วแปลไปพร้อม ๆ กัน) ดู

    เขาบอกว่า เพื่อไม่ให้เป็นการสปอยตัวเองนั่นเอง

    อย่าลืมนะว่าถึงแม้เราจะเป็นนักแปลเราก็เป็นนักอ่านด้วย การอ่านทีเดียวจนจบแล้วค่อยมานั่งแปลหน้าแรกมันเสียอรรถรสในฐานะนักอ่านมาก

    ส่วนคำที่ยังต้องรอบริบทเพิ่มเติมอย่างที่ว่าไว้ก็จะทำไฮท์ไลท์ตัวแดงไว้ว่าจะมาแก้ทีหลังครับ


    อืม น่าสนใจดีนะครับ การทำตัวแดงไว้ว่าจะมาแก้ทีหลังก็ช่วยแก้ปัญหาได้อยู่นะ

    *ดังนั้นแล้วใครที่อยากเป็นนักแปลที่ใช้อ่านไปทีละประโยคแล้วแปลไปพร้อม ๆ กันเพื่อไม่ให้เสียอรรถรสก็อย่าลืมทำสัญลักษณ์ให้ตัวเองจำได้ด้วยนะ


    ป.ล. เรื่องคำที่ให้ภาพลักษณ์เกี่ยวกับเพศไม่ได้มีแค่ในภาษาไทยภาษาเดียวเท่านั้น ภาษาอื่นก็มี

    ยกตัวอย่างเช่น doctor ในภาษาอังกฤษ สามารถพูดถึงอาชีพหมอผู้ชายและหมอผู้หญิงได้ แต่ภาพที่คนส่วนมากนึกออกมักจะเป็นหมอผู้ชาย (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น) 

    ปัญหานี้เป็นเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวันก็จริง แต่มันทำให้นักแปลต้องปวดหัวบ่อย ๆ เพราะบางทีมันเป็นการเล่นคำจากต้นภาษา 

    ถ้าอย่างในภาษาญี่ปุ่นก็อาจจะมีคำว่า 俺 ที่ผู้หญิงก็ใช้ได้ หรือ お前 ที่จริง ๆ แล้วผู้หญิงก็สามารถใช้ได้ (แค่อาจจะเป็นส่วนน้อย) 

    (ถ้าในนิยายมีสถานการณ์ที่ผู้หญิงเรียกคนคนหนึ่งว่า お前 แล้วเราแปลว่า ‘นาย’ พอท้ายเรื่องเฉลยว่าคนที่ถูกเรียกคือผู้หญิงด้วยกันนี่ต้องมานั่งหาจุดที่ต้องแก้กันตาแตกเลย)

    //ดังนั้นแล้ว ในใจของผมก็ยังคิดว่าการอ่านทั้งหมดแล้วค่อยแปลมันสบายกว่าจริง ๆ นะ


    สุดท้ายนี้ก่อนจะจากกัน ผมอยากสรุปสั้น ๆ ให้ผู้อ่านทุกคนไม่ลืมกันอีกครั้งนะครับ

    คำสรรพนามต่าง ๆ ของภาษาไทยมีจำนวนคำไม่เยอะและไม่ละเอียดอ่อนเท่าของภาษาญี่ปุ่นครับ

    และคำที่มีความหมายใกล้กันระหว่างไทยและญี่ปุ่น บางทีจะมีภาพลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน เช่น เพศสภาพ ความอาวุโส ฯลฯ ดังนั้นเวลาแปลคำจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาไทย อย่าลืมเช็คคำของภาษาปลายทางกันให้ดี ๆ นะครับ

    หากใครอ่านมีความคิดเห็นข้อเสนอแนะก็สามารถเขียนลงในช่องความคิดเห็นได้เลยนะครับ ผมจะตามอ่านอยู่เสมอ



    ถ้าอย่างนั้นแล้ว 

    ไว้พบกันใหม่ครับ

    —-------------------------------------------------------------


เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
k.l.k (@k.l.k)
ได้อ่านต่อตรงนี้แล้ว ภาษาไทยสรรพนามเยอะเหมือนและละเอียดอ่อนเหมือนกัน แต่แน่นอนภาษาญี่ปุ่นก็ซับซ้อนอย่างที่เขียน ขอบคุณสำหรับเทคนิคการแปลค่ะ