시어터플러스 (Theatre Plus)
KIK OFF NOW
โลกที่วุ่นวาย กับหนึ่งหมัดที่เรียบง่าย พลังของ KIK ที่จะแผ่ขยายออกไปไม่สิ้นสุด
Editor: อี ยุนซึล
คนสามคนที่เคยเดินบนเส้นทางสายดนตรีของตัวเองได้มารวมตัวกันภายใต้ชื่อ KIK พวกเขาเดบิวต์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้วด้วย EP 'KIK' สมาชิกทั้งสามคนเกิดในปี 1998 เหมือนกัน และได้สะสมประสบการณ์ทางดนตรีที่แตกต่างกัน ทั้งในฐานะไอดอลและวงดนตรี สมาชิกประกอบด้วย จองอูซอก จากวงไอดอล PENTAGON, จองมินฮยอก มือกีตาร์วง Lacuna และ โอมยองซอก มือกลองวง SURL
EP ชุดที่สองที่พวกเขาเตรียมมามีชื่อว่า ‘LOW KIK’
หาก EP แรกคือการค้นหาตัวตน EP นี้คือการทดลองทางดนตรีที่ก้าวไปอีกขั้น เพื่อปลดปล่อยความอิสระที่ไม่ยึดติดกับกรอบและความซื่อสัตย์ของทั้งสามคนออกมาอย่างเต็มที่ เราได้พบกับ KIK ที่กำลังขยายขอบเขตกิจกรรมและเตรียมตัวสำหรับเอเชียทัวร์ เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับอัลบั้มและการแสดงของพวกเขา

(จากซ้าย: จองอูซอก (ร้องนำ, กีตาร์), จองมินฮยอก (กีตาร์), โอมยองซอก (กลอง))
ชื่อวง KIK มีที่มาอย่างไร?
จองอูซอก: เวลาเราพูดถึงจุดสำคัญหรือเสน่ห์ของอะไรบางอย่าง เรามักจะใช้คำว่า ‘Kick’ (ทีเด็ด) ครับ ผมคิดว่าท่ามกลางดนตรีมากมาย พวกเราเป็นวงที่มี ‘Kick’ ในแบบของตัวเอง นอกจากนี้ ในยุคสมัยที่มีเรื่องให้กังวลมากมาย ผมอยากจะโยนประโยคที่ว่า "มาสนุกกับช่วงเวลานี้กันเถอะ" ออกไป พวกเราคือวง KIK ที่จะช่วยเตะ (Kick) ความคิดไร้สาระที่เต็มหัวออกไปสักทีครับ ในอนาคตผมมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความหมายให้ชื่อวงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกิจกรรมที่ทำครับ
จองมินฮยอก: ในโลกที่มักจะบังคับให้หาเหตุผลอยู่เสมอ พวกเราคือทีมที่อยากจะค้นพบความงามและคิดง่ายๆ ว่า “Hey, enjoy” ครับ
เพื่อนวัยเดียวกัน 3 คนจากต่างวงมารวมตัวกันได้อย่างไร?
โอมยองซอก: มีเพื่อนที่ทำเพลงเกิดปี 98 เยอะมากครับ จนผมแอบคิดว่าปีขาลน่าจะเป็นปีที่ได้รับพรด้านพรสวรรค์ทางดนตรีเลย พวกเราแยกย้ายกันทำงาน จนได้มาเจอกันในรายการวิทยุที่อูซอกเป็นโฮสต์ ตอนนั้นเราแลกเบอร์กันแล้วก็รู้สึกว่า ‘เข้ากันได้ดีนะ มาลองทำด้วยกันไหม?’ ความคิดมันตรงกันพอดีครับ เราตั้งวงกันแบบเรียบง่ายมาก ไม่มีขั้นตอนที่ซับซ้อนเลย
เป็นวงที่เพิ่งตั้งมาไม่ถึงปี ทีมเวิร์กเป็นอย่างไรบ้าง?
โอมยองซอก: เนื่องจากเป็นทีมที่รวมตัวกันโดยคนที่มีประสบการณ์การทำงานของตัวเองมาแล้ว ขั้นตอนการเขียนเพลงเลยค่อนข้างไหลลื่นครับ ทุกคนมีความสามารถโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ ทำให้เกิดการประสานพลังที่ดี และที่สำคัญที่สุดคือผมสัมผัสได้ว่าพวกเราเกรงใจและให้เกียรติกันมากครับ
จองอูซอก: แต่ละคนมีความชอบและไม่ชอบที่ชัดเจน และมีเกณฑ์การตัดสินของตัวเองสูง ตอนทำ EP แรกเราเลยใช้เวลาพอสมควรในการทำความรู้จักกัน แต่พอถึง EP ที่สอง เราเคยเข้าขากันมาแล้ว แถมยังมีคอนเสิร์ตด้วยกันหลายครั้ง ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้นมาก เวลาทำงานพวกเราจะซื่อสัตย์ต่อกัน ซึ่งผมมองว่าเป็นจุดแข็งมหาศาลของทีมเรา ถ้าอะไรดีก็ดันไปให้สุด ถ้าไม่ใช่ก็สรุปความเห็นกันได้เร็ว ทำให้งานไหลลื่นไม่มีติดขัดอย่างที่มยองซอกบอกครับ
จองมินฮยอก: เพลงในทั้งสอง EP เป็นเพลงที่เน้นสัญชาตญาณครับ ปกติเราจะจับแรงบันดาลใจได้ในทันทีแล้วเริ่มงานเลย ใน EP แรกเราลองทำหลายๆ อย่าง ส่วน EP ที่สองเราตั้งใจจะพัฒนามันต่อ พอหายใจทั่วท้องเข้าขากันดีแล้ว พลังในการจับคอนเซปต์และไอเดียดีๆ ตามสัญชาตญาณก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นครับ
ปกติกระบวนการทำงานเป็นอย่างไร?
จองอูซอก: จุดเริ่มต้นแต่ละเพลงต่างกันหมดครับ บางทีมินฮยอกก็เอาซอร์สมา บางทีมยองซอกก็เอาไอเดียมา ตอนทำ EP แรก ‘KIK’ เราไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าเลย แต่เพลงมันกลับออกมาเรียงตามลำดับ Tracklist ได้เองเฉยเลย ย้อนกลับไปดูก็ยังทึ่งครับ อย่างที่มินฮยอกบอก คือเราทำงานตามสัญชาตญาณจริงๆ ทำให้เพลงสะท้อนถึงอารมณ์และทัศนคติในวันนั้นๆ วิธีการทำงานค่อนข้างเป็นแบบดิบๆ ครับ
โอมยองซอก: เนื้อเพลงส่วนใหญ่อูซอกจะเป็นคนนำครับ แล้วพวกเราก็ช่วยเสริมไอเดีย อูซอกเป็นคนร้อง เขาเลยพยายามอย่างหนักในการเขียนเนื้อที่เข้าปากและดึงอารมณ์ออกมาได้ดีที่สุด และพวกเรามักจะไม่แยกกันทำเพลงครับ เราจะมารวมตัวกันเสมอ ความรู้สึกคือถ้าเจอกันแล้วต้องเค้นออกมาให้ได้มากที่สุดตรงนั้นเลย
จองมินฮยอก: ด้วยองค์ประกอบ 3 คนที่มีทั้ง ทำนอง (ร้อง), ฮาร์โมนี (กีตาร์) และ จังหวะ (กลอง) ครบถ้วน ทำให้งานเดินหน้าไปอย่างมีประสิทธิภาพครับ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเราสามคนทำงานด้วยกัน แต่ตั้งแต่ Demo จนถึงเพลงสมบูรณ์ เราใช้กระบวนการปรับแก้ไม่เกิน 3-4 รอบครับ
พูดถึง EP ที่สอง ‘LOW KIK’ ที่เพิ่งปล่อยออกมาหน่อยครับ ในอัลบั้มนี้อยากเล่าเรื่องอะไร?
โอมยองซอก: ชื่อ EP ‘LOW KIK’ ก็ตั้งกันแบบง่ายๆ ครับ ตอนทำงานเพลงอยู่ อารมณ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เลยคุยกันว่า "ใช้คำว่า LOW กันเถอะ" จนกลายเป็นชื่อนี้ครับ ไม่ได้ล้อเล่นนะ เรื่องจริงครับ แต่มันก็เข้ากับเพลงพอดี เพราะ EP นี้เราใส่อารมณ์และซาวด์ที่ลึก (Deep) กว่าชุดแรก คอร์ดของมินฮยอกก็ลึกขึ้นด้วย ในขณะเดียวกันเราก็พยายามแสดงออกมาให้เข้าใจง่ายที่สุด ผมคิดว่านี่คืออัลบั้มที่โชว์การเติบโตทางดนตรีครั้งที่สองของเราครับ
จองอูซอก: ช่วงปลายปีที่แล้วร่างกายเหนื่อยล้ามาก ซึ่งส่งผลต่อการทำงานเยอะเลยครับ
จองมินฮยอก: ถ้าบทสัมภาษณ์ออกไปแบบนี้ คนจะกังวลว่าพวกเราดูหดหู่หรือเปล่า แต่จริงๆ ไม่ได้มีเรื่องแย่อะไรเป็นพิเศษครับ คนเราก็มีช่วงที่สงบลงหรือจมดิ่งบ้างเป็นธรรมดา มันหมายความว่าเป็นเพลงที่เขียนในช่วงอารมณ์แบบนั้นครับ
จองอูซอก: ผมว่าการเขียนเพลงแบบนี้มันซื่อสัตย์กว่าครับ เหมือนกับที่เราไม่ได้ฟังเพลงเฉพาะตอนอารมณ์ดีเท่านั้น เราอยากบันทึกอารมณ์ของพวกเรา ณ ตอนนั้นลงไป ตอนตื่นเต้นก็เขียนให้สนุก ตอนสงบก็เขียนให้เรียบนิ่ง พอ ‘LOW KIK’ ปล่อยออกมา มีกระแสถามมยองซอกเยอะเลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า ปฏิกิริยาแบบนั้นมันน่าสนุกดีครับ ทำให้รู้ว่าสิ่งที่เราอยากสื่อสารตอนเขียนเพลงมันส่งไปถึงผู้ฟังจริงๆ
ถ้าเทียบกับผลงานก่อนหน้า นี่คือการเปลี่ยนแปลงหรือการขยายขอบเขตครับ?
จองมินฮยอก: ในแง่ของเนื้อหา ผมอยากให้มองว่าเป็น EP ที่ขยายเรื่องราวก่อนหน้า ‘KIK’ มากกว่าจะเป็นเรื่องราวที่ต่อยอดไปหลังจาก ‘KIK’ ครับ
โอมยองซอก: มินฮยอกบอกว่าตอนทำอัลบั้มนี้ ถ้าฟัง ‘LOW KIK’ ก่อนแล้วค่อยไปฟัง ‘KIK’ มันจะดูสมเหตุสมผล (make sense) ครับ
จองมินฮยอก: เหมือนเทคนิค Rewind ในหนังที่เรื่องราวดำเนินไปแล้วจู่ๆ ก็กลับไปจุดเริ่มต้นน่ะครับ
โอมยองซอก: พวกเราวาง Playlist โดยคำนึงถึงจุดนั้นด้วยครับ
มีทั้งหมด 6 แทร็ก ช่วยแนะนำแต่ละเพลงหน่อย
จองมินฮยอก: เริ่มจาก 3333 มยองซอกส่งไฟล์ที่ทำเกือบเสร็จสมบูรณ์มาให้ตั้งแต่แรกเลยครับ มันดีอยู่แล้ว ผมเลยพยายามรักษาจุดนั้นไว้แล้วใส่ตัวตนของพวกเราทับลงไป ตอนฟังครั้งแรกมันเหมือนเสียงกรีดร้อง ผมเลยอยากถ่ายทอดจุดนั้นผ่านกีตาร์ ผมอยากลองทำเพลงสไตล์ Radiohead มาตลอด และคิดว่าเพลงนี้เข้ากันได้ดีครับ เป็นเพลงที่ยืนยันตัวตนของเรา และเป็นแทร็กที่ใกล้เคียงกับการเล่นสดมากที่สุดครับ
จองอูซอก: ผมเป็นคนดันชื่อเพลง 3333 เองครับ เพราะเลข 3 เป็นเลขที่ผมชอบ สามเหลี่ยมคือรูปทรงที่สมบูรณ์แบบที่สุดตามโครงสร้าง และ 3333 คือ Angel Number ครับ ฟังเพลงแล้วรู้สึกเหมือนกำลังโบยบิน เลยคิดว่าชื่อนี้เหมาะ อีกอย่างผมเชื่อมั่นในการส่งต่ออิทธิพลเชิงบวก ถ้าเราปฏิบัติต่อใครด้วยความปรารถนาดี คนนั้นก็จะส่งต่อให้คนอื่นต่อไปเรื่อยๆ แต่ผมก็รู้สึกว่าความจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป ผมรู้สึกว่าทุกคนสวมหน้ากากและซ่อนตัวตนอยู่ ผมเลยอยากระบายความรู้สึกนั้นผ่านเนื้อเพลงครับ แม้ซาวด์จะดุดันมากแต่ผมกลับร้องอย่างระมัดระวัง เพราะอยากให้สัมผัสถึงช่องว่างระหว่างสิ่งที่อยากพูดกับซาวด์ที่โอบล้อมมันอยู่ครับ
โอมยองซอก: ต่อมาคือเพลงโปรโมต Sun ครับ คอร์ดที่มินฮยอกเขียนมาดีมาก อูซอกเสนอว่าให้ทำทำนองให้เข้าถึงมหาชนได้ง่ายหน่อย แล้วทำนองท่อนฮุคก็ออกมาเดี๋ยวนั้นเลยครับ เรามีความรู้สึกตื้นตันร่วมกันเลยตกลงให้เป็นเพลงโปรโมตอย่างเป็นเอกฉันท์
จองมินฮยอก: มันเป็นการรวมเอาความ Hard Rock และความละเมียดละไมแบบ Britpop จากเพลง SIMPLE (เพลงโปรโมต EP ก่อน) กับความเคลิบเคลิ้มจากเพลง LP club เข้าด้วยกัน พร้อมเติมความเป็นมิตรเข้าไป จนกลายเป็นเพลงที่น่าพอใจมากครับ
piece of peace เป็นเพลงที่ร่วมงานกับวง Dept จากประเทศไทยใช่ไหมครับ?
โอมยองซอก: เป็นเพื่อนที่สนิทกันมากครับ เวลาไปไทยพวกเขาก็ต้อนรับเราอย่างดีเสมอ ผมตกหลุมรักดนตรีของพวกเขาหลังจากได้ดูการแสดงของ Dept ตอนแรกกะว่าจะปรับเข้าหาทิศทางดนตรีของเพื่อนๆ แต่คิดไปคิดมา การรักษาเอกลักษณ์ของเราไว้แล้วหาจุดลงตัวกับ Dept น่าจะดีกว่า พอส่งแทร็กไปพวกเขาก็ชอบมากครับ พวกเขายินดีมากที่ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับสันติภาพ (Peace) เป็นเพลงที่สวยงามจริงๆ ครับ
จองมินฮยอก: เพลงออกมาดีมากจนผมแอบเสียดายเลยครับ อยากเก็บไว้เป็นเพลงของเราเองคนเดียว ความเห็นแก่ตัวแวบขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่พอได้ทำงานร่วมกันเพลงก็ยิ่งดีขึ้นครับ และอูซอกก็เก่งมากในการหา Keyword หรือคำพูดที่สามารถสื่อสารออกมาพร้อมๆ กันได้
จองอูซอก: ผมอยากให้พลังผ่านเนื้อเพลงครับ เพราะผมเองก็เคยได้รับคำปลอบโยนจากเนื้อเพลงบ่อยๆ ผมอยากส่งข้อความว่า "ถึงแม้ในอดีตความสงบในใจคุณจะเคยถูกใครบางคนทำลายไป แต่คุณคือคนที่เข้มแข็งจริงๆ" คุณเป็นเหมือนพายุหมุน ดังนั้นคุณสามารถยืนหยัดได้อย่างสง่างามในทุกที่ ไม่ต้องละอายหรือหน้าแดงเพราะความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว ผมเขียนมันออกมาได้เรื่อยๆ เลยครับ ระหว่างเขียนผมเองก็รู้สึกได้รับการเยียวยาด้วย ตอนเขียนผมนึกถึงภาพวง Dept ที่กำลังมีความสุขตอนแสดงสด ภาพที่เขาสื่อสารกับผู้ชมอย่างมีความสุขดูสงบมากครับ Keyword เลยออกมาได้ง่าย
เพลงถัดมาคือ DIAMOND
โอมยอกซอก: เริ่มต้นจากความคิดง่ายๆ ว่าอยากทำเพลงจังหวะเร็วๆ ให้คนดูได้กระโดดเล่นกัน แต่มันกลับกลายเป็นแทร็กที่มีคนร่วมงานเยอะที่สุดในประวัติศาสตร์ของ KIK เลยครับ เป็นเพลงที่ยิ่งใหญ่มาก ใส่ซอร์สและเซสชันลงไปเยอะ อูซอกชอบ YUNGBLUD มาก เลยเสนอว่าอยากถ่ายทอดความรู้สึกแบบนั้นออกมา มันเป็นแทร็กที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง แต่ก็ถูกขัดเกลามาอย่างดี สมชื่อ DIAMOND ที่ทั้งหนักแน่นและแข็งแรงครับ
จองอูซอก: เวลาฟังเพลงนี้ผมนึกถึงฉาก Do You Hear the People Sing? จากละครเวที Les Misérables ครับ เหมือนคนที่หัวใจและแววตาเด็ดเดี่ยวมาเลือกรวมตัวกัน ชูมือขึ้นและตะโกนไปด้วยกัน ช่วงหลังท่อนฮุคที่ 2 บรรยากาศเพลงจะเปลี่ยนไปและมีพาร์ทที่ผมตะโกนออกมา มันบรรจุหัวใจที่แข็งแกร่งของพวกเราว่าเราจะชนะทุกอย่างได้ ส่วนตัวผมว่าเป็นเพลงที่เท่มากครับ
จองมินฮยอก: แทร็กต่อไปคือ bella ใช่ไหมครับ?
จองอูซอก: เพลงนี้เขียนโดยนึกถึงตัวละครเบลล่า นางเอกหนังเรื่อง Twilight ครับ เขียนเกี่ยวกับความรู้สึกของรักที่เป็นไปไม่ได้ ใน EP แรก เพลง Timer ก็เคยมีชื่อของ ไรอัน เรย์โนลด์ส ปรากฏอยู่ในเนื้อเพลงในฐานะ Ryan ผมเลยอยากใส่เพลงที่เป็น Conceptual แบบนั้นในอัลบั้มนี้ด้วย ตอนทำเพลงผมนึกถึงคอนเซปต์แวมไพร์ เลยโยงไปถึงซีรีส์ Twilight ที่ผมชอบ และในโลกนี้คงมีคนชื่อ bella เยอะมาก ผมแอบหวังลึกๆ ว่าอยากให้พวกเขาทุกคนได้ฟังเพลงนี้แล้วตกหลุมรัก KIK ครับ
จองมินฮยอก: มยองซอกเป็นคนเริ่มส่งดราฟต์เพลงนี้มาครับ ตอนแรกผมกังวลว่ามันจะคล้ายกับ 3333 หรือเปล่า แต่พอฟังไปเรื่อยๆ มีทั้งจังหวะเร็กเก้ และพาร์ทที่ทำให้นึกถึงมหาวิหาร สรุปคือมันกลายเป็นเพลงที่มีบรรยากาศแปลกใหม่ที่สุดของเรา พออูซอกเล่าเรื่องหนังให้ฟัง ฟังแล้วเหมือนเห็น End Credit หนังขึ้นมาข้างหลังเลยครับ
โอมยองซอก: แทร็กสุดท้ายคือ Close ครับ ตรงนี้สีสันจะค่อนข้างหักมุม เพลงสดใสแต่เนื้อเพลงค่อนข้างมืดมน ตอนเขียนเราโฟกัสไปที่การเป็นเพลงที่ทุกคนสามารถเต้นตามไปด้วยกันได้ครับ
จองอูซอก: ตอนแรกผมกังวลว่าเนื้อเพลงมันจะมืดไป ไม่เข้ากับบรรยากาศเพลงหรือเปล่า แต่พอพิจารณาเนื้อเพลงกับทำนองแยกกัน ผมว่ามันมีเสน่ห์สองด้านดีครับ เลยชอบมาก
ในฐานะผู้เล่น มีส่วนไหนที่ใส่ใจเป็นพิเศษทั้งการเล่นดนตรีและการร้องไหม?
จองอูซอก: สำหรับผม ความยากของทั้งการร้องและการเล่นเพิ่มขึ้นจาก EP แรกมากครับ ไม่ใช่แค่คอร์ดที่ต้องกดตอนร้อง แต่จังหวะก็ยากด้วย ผมเลยซ้อมหนักมากตั้งแต่วันแรกของเดือนมกราคมจนถึงวันที่สัมภาษณ์วันนี้เลยครับ
โอมยองซอก: เพลงที่ผมใส่ใจเรื่องการเล่นมากที่สุดคือ ‘Sun’ ครับ ถึงจะฟังดูเป็นจังหวะเรียบๆ แต่ต้องเล่นให้แน่นมาก เพราะถ้าฐานแน่น อารมณ์ที่อยู่ข้างบนก็จะหลอมละลายลงมาได้ดี ตอนอัดกลองเลยทุ่มเทกับมันมากครับ
จองมินฮยอก: กีตาร์โดยรวมจะมีซาวด์ที่เป็นเหมือนเสาหลักอันหนึ่ง แล้วผมก็จะเพิ่มหรือลดในแต่ละเพลงไปครับ แต่ละเพลงมีสีสันชัดเจน ผมเลยคิดว่าต้องให้ซาวด์มีความเป็นเอกภาพ และผมพยายามเข้าหาทางเลือกของบันไดเสียง (Mode) ที่วงดนตรีสมัยนี้ไม่ค่อยใช้กัน ช่วงทำงานผมฟัง ‘The Beatles’ เยอะมากครับ
เราพบกันก่อนที่พวกคุณจะมีคอนเสิร์ต <Velvet Valentine's Day> ในเย็นวันนี้ ในการแสดงแต่ละครั้ง ส่วนไหนที่คุณให้ความสำคัญที่สุด?
โอมยองซอก: สิ่งสำคัญที่สุดคือพวกเราต้องรู้สึกสบายใจบนเวทีครับ ผมพยายามสร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน เล่นมุกกับอูซอกและมินฮยอกเพื่อให้พวกเขาสบายใจก่อนขึ้นโชว์ และก่อนหน้านั้น ตอนซ้อมผมจะเช็กมอนิเตอร์หรือสภาพแวดล้อมในสนามอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะถ้าทุกอย่างโอเคเราก็จะเล่นสนุกได้อย่างเต็มที่ครับ พอเริ่มโชว์ ผมว่าความสนุกสำคัญที่สุดครับ
จองมินฮยอก: สำหรับผมคือความจดจ่อครับ เวลาเราสามคนฟังเสียงดนตรีของกันและกันผ่านมอนิเตอร์ เราจะรู้สึกได้เลย พอมีแอดลิบสดๆ โผล่ออกมา ผมจะคิดว่า "ตอนนี้กำลังจมดิ่งไปกับมันอยู่สินะ" ความแตกต่างระหว่างโชว์ที่เข้าถึงอารมณ์กับไม่เข้าถึงมันชัดเจนมากครับ ที่ผู้ชมรู้สึกว่าวันนี้การแสดงดีเป็นพิเศษ น่าจะเป็นเพราะระดับความจดจ่อเนี่ยแหละครับ
จองอูซอก: ผมคิดแค่ว่าจะโชว์ความเท่ออกมาให้ได้ครับ ก่อนเริ่มโชว์ ผู้ชมจะรอคอยพวกเราด้วยความหวังว่า "วันนี้จะโชว์ภาพลักษณ์เท่ๆ แบบไหนให้ดูนะ" ไม่ว่าคอนเสิร์ตวันนั้นจะเป็นยังไง ผมจะคิดแค่ว่าต้องทำให้ดีที่สุดเพื่อตอบสนองความคาดหวังนั้นและโชว์ความเท่ออกมาให้ได้ครับ
เวทีไหนในนาม KIK ที่น่าจดจำที่สุด?
จองอูซอก: ผมประทับใจงาน COUNTDOWN FANTASY ที่สุดครับ วันนั้นผมได้เห็นภาพที่ผมอยากเห็นมาตลอดตอนอยู่บนเวที มันเป็นช่วงเวลาที่เหมือนในหนังเลยครับ
โอมยองซอก: ผมมักจะพูดเสมอว่าคือการแสดงต่างประเทศครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ครับ รู้สึกเหมือนพลังมันเริ่มเปิดตั้งแต่นั้นมา พลังที่สะสมมาค่อยๆ ปะทุออกมาในงาน COUNTDOWN FANTASY ครับ
จองมินฮยอก: ผมนึกถึงโชว์เคสครั้งแรกครับ ในฐานะ KIK มันเป็นครั้งแรก ผมเลยประหม่ามาก ความรู้สึกกึ่งตื่นเต้นกึ่งกังวลตอนยืนอยู่ที่เส้นสตาร์ทก่อนเริ่มทำอะไรใหม่ๆ ยังชัดเจนอยู่เลยครับ
เร็วๆ นี้จะเริ่มเอเชียทัวร์ คาดหวังอะไรกับทัวร์ครั้งนี้บ้าง?
โอมยองซอก: เหมือนตอนแสดงกับวง SURL ครับ สิ่งที่ผมให้ความสำคัญที่สุดในการทัวร์คือการได้เจอคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และสร้างความประทับใจที่ลึกซึ้งให้พวกเขา เวลาเห็นสีหน้าที่ได้รับความตื้นตันใจ ผมรู้สึกขนลุกจริงๆ ครับ ผมจะไปเผยแพร่ดนตรีของ KIK ให้กว้างขวาง แทรกซึมเข้าไปในหัวใจของพวกเขา แล้วค่อยกลับมาครับ
จองมินฮยอก: ผมจะไปกินอาหารประจำชาติของประเทศที่ไปให้เยอะๆ ครับ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมจะได้แสดงที่ญี่ปุ่น เลยตื่นเต้นกับโชว์ที่โอซาก้ามากครับ อยากรู้ว่าบรรยากาศจะเป็นยังไง
จองอูซอก: อยากสะสมความทรงจำเยอะๆ ครับ ทั้งอาหาร การแสดง หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่นั่น ผมว่ามันจะเป็นทรัพย์สินและสมบัติที่ล้ำค่ามาก ผมจะเก็บเกี่ยวความทรงจำเหล่านั้นกลับมาเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการก้าวกระโดดครั้งต่อไปครับ
ทิศทางในอนาคตที่ฝันไว้ในฐานะ KIK คืออะไร?
จองมินฮยอก: อยากทำเพลงที่ดีต่อประสาทสัมผัสและไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ ต่อไปครับ
โอมยองซอก: ผมอยากเดินบนเส้นทางที่เดาไม่ได้ครับ อยากลองทำเรื่องใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึง เพราะไม่รู้ว่าเพลงแบบไหนจะออกมา จะได้ยืนบนเวทีไหน หรือจะได้ไปประเทศไหนอีก มันเลยทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นและคาดหวังมากครับ
จองอูซอก: ผมคิดว่าตอนนี้เรากำลังผลิตผลงานเพลงที่ต่อให้กลับมาฟังในภายหลังก็ไม่รู้สึกอาย และอยากให้เป็นแบบนั้นต่อไปครับ ผมจะพยายามเป็นศิลปินและวงดนตรีที่แฟนคลับไม่ต้องรู้สึกอายที่ชอบเรา พวกเราเริ่มทำวงเพราะรักดนตรีจริงๆ ครับ ถ้าใจไม่นิ่งพอเราคงไม่เริ่มทำตั้งแต่แรก ตอนนี้ผมมีความสุขมากที่ได้ส่งต่อดนตรีที่เท่และเต็มไปด้วยความจริงใจของเรา เนื่องจากเพิ่งตั้งวงมาไม่ถึงปี หนทางยังอีกยาวไกลครับ ผมจะทำเต็มที่เพื่อให้เป็นวงที่เท่ทั้งในแง่ดนตรีและภาพลักษณ์ครับ



Source: https://blog.naver.com/theatreplus/224221188071
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in