เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
From Mars, to Your Arms อ้อมกอดเวลาa__homebody
บทที่ ๒ | หยอกเย้า
  • ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๗

     

    วันนี้ห้องเสื้อสุริยาลูกค้าหนาตาเป็นพิเศษ เนื่องจากใกล้วันหยุดปีใหม่ไทยซึ่งมีประเพณีความเชื่อว่าเทวดาองค์ใหม่จะจุติลงมาปกปักรักษาบ้านเมือง นอกจากปัดกวาดเช็ดถูที่อยู่อาศัยให้เอี่ยมอ่อง และเข้าวัดทำบุญเพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ชาวบ้านยังเชื่อในการเริ่มต้นใหม่ เป็นเหตุให้หลายคนเข้ามาที่ห้องเสื้อเพื่อตัดเสื้อผ้าหรือนำชุดเก่ามาปะซ่อมให้เหมือนใหม่

     

    เนื่องจากภาวะสงครามทำให้ราคาผ้าในตลาดพุ่งขึ้นสูงมาก คนส่วนใหญ่จึงมักนำเสื้อผ้าเก่าของตนเองมาซ่อมเสียมากกว่า หรือไม่ก็นำเสื้อผ้าเก่ามาตัดให้เป็นชุดใหม่สำหรับลูก ๆ หลาน ๆ ต่อไป

     

    จันทกร มิวะ หรือ เดือน เดินทางมาที่ห้องเสื้อเพื่อเป็นการไถ่โทษอีกฝ่ายตามสัญญาที่ให้ไว้ ดวงตาเรียวเป็นประกายเมื่อเปิดประตูกระจกเข้ามาด้านในและพบว่ามีผู้คนมาใช้บริการมากมาย วันนี้ร่างบางเลือกสวมใส่ชุดลำลองสบาย ๆ เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายแขนสั้นสีขาวและกางเกงขายาวสีเนื้อ รัดด้วยเข็มขัดเส้นเล็กพอดีตัว 

     

    เนื่องจากใกล้วันหยุดยาวและเมื่อวานเดือนได้สะสางงานแปลเอกสารไปเป็นที่เรียบร้อย วันนี้จึงได้หยุดพิเศษเพิ่ม 1 วันและถือโอกาสมาตัดชุดที่ห้องเสื้อสุริยาเสียเลย

     

    “รูปหล่อขนาดนี้ เมื่อไรจะเป็นฝั่งเป็นฝาสักทีล่ะ พ่อภัทร?” คุณลุงท่าทางใจดีกำลังยืนคุยกับเจ้าของร้านรูปหล่ออยู่บริเวณเคาน์เตอร์หน้าร้าน

     

    “แค่งานที่ร้านก็ยุ่งจนไม่มีเวลาแล้วครับลุง” ภัทรเอ่ยปัดอย่างสุภาพพร้อมรอยยิ้มน้อย ๆ

     

    “ใครได้ไปเป็นสามีโชคดีแย่เลยนะ คงมีชุดสวย ๆ ใส่ทุกวี่ทุกวัน” คุณลุงเอ่ยกลั้วหัวเราะก่อนจะเอื้อมมือไปตบบ่ากว้างปุ ๆ

     

    “ลุงก็ยอผมเกินไปครับ” ภัทรหัวเราะเออออไปกับคู่สนทนา ระหว่างที่มือถือชอล์คเขียนผ้าจรดลงบนตำแหน่งที่ต้องปรับแก้

     

    “ยังพอซ่อมได้อยู่ไหมน่ะ” คุณลุงคนดังกล่าวชะโงกหน้าดูเสื้อตัวเก่าคร่ำครึของตัวเอง ดวงตาใจดีหม่นแสงลงเล็กน้อย

     

    “ได้สิครับ เดี๋ยวผมกลับรอยขาดตรงคอเข้ามาด้านในแทน แล้วจะทำการปะชุนตรงนี้ให้นะครับ แต่ตอนสวมใส่อาจยังเห็นรอยปะอยู่” ภัทรรับคำก่อนจะอธิบายอย่างคล่องแคล่ว

     

    “อยากตัดใหม่อยู่นะ แต่ช่วงนี้ทำมาค้าขายยากเหลือเกิน” คุณลุงพูดเสียงเบา

     

    “ไม่ต้องห่วงเลยครับลุง รับรองเหมือนได้เสื้อใหม่แน่นอน” ภัทรให้คำมั่นสัญญาด้วยรอยยิ้มเหมือนเคย

     

    “ทั้งหมดเท่าไรล่ะ” กระเป๋าสตางค์หนังใบเก่าถูกหยิบออกมา ภัทรรีบเอื้อมมือไปห้ามไว้

     

    “ไม่เป็นไรครับ” ภัทรส่ายหน้าน้อย ๆ เป็นเชิงปฏิเสธ คุณลุงเดชเป็นลูกค้าเก่าแก่ของที่ร้านมานานนับสิบปีตั้งแต่พ่อของเขายังดูแลร้านนี้อยู่ ในยุคข้าวยากหมากแพง อะไรที่ช่วยกันได้ก็ช่วย ๆ กันไป

     

    “ได้ที่ไหนกันล่ะ คนทำมาหากินเหมือนกัน” คุณลุงโบกไม้โบกมือพัลวัน

     

    “ถ้าอย่างนั้นผมขอแลกกับข้าวที่ร้านลุงสักจานแล้วกันครับ” ภัทรแย้มยิ้มบางพลางเอ่ยตัดบท คุณลุงเองก็ส่งยิ้มให้พร้อมกับพยักหน้าแทนคำขอบคุณ

     

    “ขอบใจนะพ่อภัทร”

     

    บทสนทนาดังกล่าวดังแว่วเข้ามาในโสตประสาทของเดือนระหว่างที่ก้าวเท้าเข้ามาในร้าน จนทำให้ร่างบางอมยิ้มเล็กน้อย ตอนแรกนึกว่าเป็นคนดุ ๆ ขรึม ๆ เพราะใบหน้าคมเข้มไม่ได้ยิ้มบ่อยเมื่อสนทนากับเขา แต่จริง ๆ กลับใจดีกว่าที่คิด

     

    “สวัสดีครับคุณภัทร” เดือนยิ้มกว้างเมื่ออีกฝ่ายละสายตาจากลูกค้าและผ้าตรงหน้าขึ้นมามองเขา

     

    ภัทรพยักหน้ารับก่อนจะผายมือไปทางโซฟาข้างกระจกเงาบานใหญ่ภายในร้าน

     

    “รอสักครู่นะครับคุณเดือน พอดีวันนี้ลูกค้าเยอะนิดหนึ่ง”

     

    “ไม่เป็นไรครับ เดือนรอได้” ร่างบางค่อย ๆ ทิ้งตัวลงนั่งก่อนจะพรูลมหายใจออกมา อากาศด้านนอกของประเทศไทยในเดือนเมษายังคงร้อนอบอ้าวเหมือนเช่นเคยจนมือเล็กต้องหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเก่งออกมาซับเหงื่อ

     

    เดือนเฝ้ามองเจ้าของร้านห้องเสื้อที่ใคร ๆ ต่างก็ขนานนามกันว่า รูปหล่อ พูดคุยกับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ สลับกับมองแขนแกร่งที่จรดชอล์คเขียนผ้าลงไปบนเนื้อผ้าหลากหลายอย่างเพลิดเพลิน

     

    ที่เขาว่าหากเราทำการใดด้วยความรักและความใส่ใจ เราจะดูมีเสน่ห์ขึ้นเท่าตัว เห็นจะเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

     

    “ปกติลูกค้าเยอะแบบนี้เกือบทุกวันเลยไหมครับ?” เดือนเอ่ยปากถามเมื่อเห็นว่าลูกค้าบางตาไปบ้าง และภัทรหันไปง่วนอยู่กับการใช้กรรไกรตัดผ้าแทน

     

    “ไม่หรอกครับ เป็นเพราะใกล้สงกรานต์แล้วน่ะ คนเลยอยากตัดหรือซ่อมชุดก่อนเข้าสู่ปีใหม่” ภัทรเองก็ยินดีอธิบายอย่างไม่อิดออด

     

    “อ๋า…แต่เหมือนลูกค้าจะนิยมนำเสื้อผ้าเก่ามาซ่อมมากกว่าใช่ไหมครับ” เจ้าเดือนจำไมยังคงสงสัยไม่หยุด หลังจากสังเกตเห็นว่าลูกค้าหลายคนไม่ได้เข้ามาตัดชุดใหม่แต่นำชุดเก่ามาซ่อมหรือประยุกต์ให้เหมือนใหม่แทน

     

    “ประหยัดส่วนไหนได้ก็ต้องประหยัดแหละครับ ไม่รู้สงครามจะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไร” ภัทรเอ่ยเรียบ ๆ ก่อนจะหันไปสั่งงานช่างตัดคนเก่าแก่อย่างป้าแย้มที่พยักหน้าอย่างรู้งาน

     

    เดือนเม้มปากเมื่อได้ยินดังนั้น ก็จริงอย่างที่ภัทรกล่าวทุกประการ ประชาชนที่กำลังเผชิญกับสงครามไม่สามารถรู้ได้จริง ๆ ว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด ได้แต่อยู่กับความหวังว่าสงครามจะจบลงโดยเร็วและทุกคนจะกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง

     

    “เดือนไม่รู้ว่าเดือนถามได้ไหม…”

     

    “...”

     

    “แต่คุณภัทรไม่ขาดทุนแย่หรือครับ หากลูกค้าไม่มาตัดชุดใหม่ เพียงแต่นำชุดเก่ามาซ่อม อีกทั้งคุณภัทรยังใจดีไม่คิดค่าใช้จ่ายหากเป็นงานซ่อมเล็ก ๆ อีก”

     

    ภัทรหมุนตัวกลับมาบริเวณเคาน์เตอร์เพื่อหยิบดินสอ ดวงตาทั้งสองคู่สบกันชั่วครู่ แววตาที่เดือนเคยคิดว่าดุทอแสงอ่อนโยน

     

    “ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการที่ห้องเสื้อก็คนในชุมชนทั้งนั้น ผมเกิดและโตที่นี่ หากไม่เหนือบ่ากว่าแรงผมก็อยากช่วย”

     

    “ดีจังเลยครับ” เดือนเอ่ยชื่นชมจากใจจริง 

     

    ประวัติศาสตร์มักบันทึกเพียงวีรบุรุษที่กอบกู้ประเทศในยามสงคราม หรือบุคคลสำคัญที่เปลี่ยนแพ้ให้เป็นชนะ แต่หากให้เดือนเลือกบันทึกประวัติศาสตร์ได้ตามใจ…เดือนคงจะเลือกบันทึกฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่ทำให้สังคมในภาวะสงครามน่าอยู่ขึ้นมากกว่า

     

    “สงครามพรากชีวิตคนได้ แต่สงครามไม่อาจพรากความดีในใจคนไปได้นะครับ” เดือนเสริม

     

    “ไม่คิดว่าประโยคนี้จะออกมาจากปากของคนเปิ่นที่ลืมจ่ายเงินค่าเครื่องแบบวันก่อนนะครับเนี่ย” ภัทรเอ่ยแซวกลั้วหัวเราะ ใบหน้าขาวของคนที่โดนแซวขึ้นสีด้วยความอาย

     

    “คุณภัทร! เดือนขอถอนคำชมคืนนะครับ”

     

    คนขี้แกล้งหัวเราะเสียงทุ้มก่อนจะหันไปพูดคุยกับลูกค้าคนสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในร้าน เป็นหญิงสาววัยกลางคนและลูกสาวตัวเล็กวัยประมาณ 5 ขวบ เธอนำผ้าซิ่นที่สวมใส่จนเก่าแล้ว ตั้งใจอยากนำมาดัดแปลงเป็นชุดเดรสให้ลูกสาวคนเล็ก

     

    “คุณผู้ชายคะ เดี๋ยวป้าขอเชิญไปวัดตัวหน่อยนะคะ” คุณป้าท่าทางใจดีที่เดือนสังเกตว่าเป็นผู้ช่วยภัทรเมื่อสักครู่เดินมาพูดกับเขา

     

    “โอ๊ะ…ได้ครับ” ร่างบางกุลีกุจอลุกขึ้นจากที่นั่ง

     

    “ป้าแย้มครับ เดี๋ยวผมฝากวัดตัวยัยหนูแทนนะครับ” ยังไม่ทันจะได้เดินไปบริเวณห้องลองเพื่อวัดตัว ทว่าภัทรกลับเอ่ยขัดขึ้นเสียก่อน 

     

    “ได้ค่ะ” ป้าแย้มรับคำก่อนจะเดินถือสายวัดไปทางเด็กน้อยตัวเล็กแทน

     

    “ส่วนคุณเดือน เดี๋ยวผมดูแลเองครับ”

     

    เดือนก้าวตามร่างสูงไปยังมุมหนึ่งของร้านที่ดูเป็นสัดส่วน ด้านหลังฉากกั้นพับได้สีอ่อน ไม่ใช่ห้องทึบแต่เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่จัดเตรียมไว้อย่างเป็นส่วนตัว ภายในมีเพียงหุ่นลองเสื้อผ้าชั้นดีตั้งเด่นอยู่หนึ่งตัว และพื้นที่ขนาดย่อมที่พอเหมาะพอเจาะสำหรับการยืนวัดสัดส่วนอย่างละเอียดระหว่างช่างตัดและลูกค้า

     

    “เดี๋ยวผมจะขออนุญาตวัดตัวละเอียดหน่อยนะครับ” ภัทรเอ่ยขอ สายวัดที่คล้องอยู่รอบลำคอหนาถูกหยิบมาถือไว้ในมือ เนื่องจากการตัดสูทพอดีตัวต้องใช้การวัดร่างกายอย่างละเอียดหลายจุดเพื่อให้ได้ความพอดีที่สมบูรณ์แบบเหมาะกับผู้สวมใส่

     

    ร่างบางพยักหน้าหงึกหงัก แววตาเก็บความตื่นเต้นไว้แทบไม่มิดขยับหลุกหลิกไปมาเพราะทำตัวไม่ถูกจนต้องเอ่ยปากถามแจ้วทำลายความเงียบ

     

    “คุณภัทรตัดเย็บเป็นตั้งแต่เมื่อไรหรือครับ?” แขนเรียวทั้งสองข้างกางออกอัตโนมัติเมื่ออีกฝ่ายเอื้อมมือมาโอบรอบตัวพร้อมกับวัดรอบอกของเขาอย่างคล่องแคล่ว เพียงครู่เดียวก็คลายอ้อมแขนออกก่อนจะจดสัดส่วนของเขาลงในสมุดบันทึกขนาดเล็ก

     

    “ถ้าเป็นจับเข็มกับด้ายก็คงตั้งแต่เกิดเลยกระมังครับ” เป็นอีกครั้งที่ภัทรตอบคำถามของเดือนแบบไม่อิดออด

     

    “โห”

     

    “พอดีมาเฝ้าร้านกับคุณพ่อตั้งแต่ยังหัดคลาน เลยได้เรียนรู้งานมาเรื่อย ๆ เลยครับ” สุ้มเสียงทุ้มอธิบายเพิ่มเติมมาจากด้านหลัง พร้อมกับสัมผัสของสายวัดที่พาดลงบนไหล่ข้างซ้ายยาวไปจนถึงไหล่ข้างขวา

     

    “เก่งจังเลยครับ แล้วเดี๋ยวนี้คุณพ่อไม่มาเฝ้าร้านแล้วหรือครับ” เมื่อความเงียบโรยตัวลงมาหลังคำถาม เดือนก็ตระหนักได้ว่าบางทีเขาและภัทรอาจไม่ได้สนิทกันถึงขั้นที่จะถามคำถามส่วนตัวเยี่ยงนี้ได้

     

    “เดือนขอโทษที่ละลาบละล้วงครับ” 

     

    “คุณพ่อกับคุณแม่ย้ายไปอยู่ระยองเมื่อช่วงไม่กี่ปีมานี้เองครับ ผมไม่อยากให้พวกท่านโดนลูกหลงจากสงคราม” ภัทรละสายตาออกจากสมุดบันทึกมาสบตาเขาชั่วครู่

     

    เดือนหลุบตาลงต่ำเมื่อได้ยินคำตอบเรียบง่าย ทว่าตรงไปตรงมา ชุมชนบางกอกน้อยตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ ซึ่งเป็นรถไฟสายใต้ที่ทอดยาวไปสู่พม่าและประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างบอบช้ำจากภัยสงครามไม่ต่างกัน ที่สำคัญคือ มันเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่กองทัพญี่ปุ่นใช้ลำเลียงอาวุธและยุทโธปกรณ์ เรื่องนี้คือความจริงอันประจักษ์ที่ประชาชนในพื้นที่ต่างรับรู้กันดี

     

    และเมื่อเส้นทางสายนี้เป็นดั่งเส้นเลือดใหญ่ในการขนส่งกำลังพลและอาวุธ นั่นก็หมายความโดยปริยายว่า จุดนี้ย่อมเป็น เป้าหมายหลัก ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรจ้องทำลายอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง...

     

    “ตอนเด็ก ๆ ทานข้าวบ้างไหมเนี่ย” ร่างสูงพึมพำเชิงบ่นเมื่อนำสายวัดมาพันรอบเอวของเดือน ด้วยความที่อยู่กันแค่สองคนในพื้นที่เพียงไม่กี่ตารางเมตร ไม่มีทางที่เดือนจะไม่ได้ยิน

     

    “เดือนทานเก่งนะ!” ในจังหวะที่กำลังเถียงแก้ตัวอยู่นั้น ร่างเพรียวพลันเสียหลัก เผลอซัดเซเข้าไปในอ้อมแขนของอีกฝ่ายโดยไม่ได้ตั้งใจ มือใหญ่คว้าหมับ ประคองเอวบางไว้ทันทีด้วยความกลัวว่าคนตัวเล็กจะล้ม เดือนเองก็รีบใช้มือยันอกแกร่งไว้ ดันตัวเองออกห่างด้วยความตื่นตระหนก

     

    โคโลญจน์กลิ่นลาเวนเดอร์อ่อน ๆ ผสมผสานกับกลิ่นคล้ายผ้าลินินเพิ่งรีดใหม่โชยเข้ามาในฆานประสาทของเดือน ไม่ใช่กลิ่นที่หอมฟุ้งจนเวียนหัว แต่เป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น เหมือนเจ้าตัวไม่มีผิด

     

    “ขอโทษครับพี่ภัทร เอ้ย..คุณภัทร” เขินจนขานสรรพนามผิด ๆ ถูก ๆ ออกไปโดยไม่ตั้งใจ

     

    “เรียกพี่ก็ได้ครับ น้องเดือนไม่เป็นไรนะ?” 

     

    “ม..ไม่เป็นไรครับ แหะ” เดือนถดตัวเองออกมาเพื่อเว้นระยะห่างจากร่างสูงเล็กน้อย มือเรียวทั้งสองข้างยกขึ้นมาลูบผมตัวเองแก้เก้อ

     

    ภัทรกลับไปทำตามหน้าที่ของตัวเองต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งให้ดวงหน้าหวานขึ้นสีอยู่เพียงลำพัง ร่างสูงค่อย ๆ ไล่วัดตั้งแต่รอบสะโพก ความยาวแขนและลำตัว รวมถึงรอบต้นแขน

     

    “แล้วงานที่กระทรวงเป็นอย่างไรบ้างครับ งานเยอะหรือเปล่า” เมื่อเห็นว่าคนตัวบางเงียบไปพักใหญ่ ภัทรก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาบ้าง

     

    “งานแปลเอกสารค่อนข้างเยอะเลยครับ แต่งานล่ามไม่ได้หนักมาก พอดีเดือนสะสางงานเอกสารเรียบร้อยตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้เดือนเลยมีเวลามาไถ่โทษ” คนหน้าหวานเล่าเจื้อยแจ้วพร้อมรอยยิ้มตาปิด

     

    “ขอบคุณที่ยกวันหยุดของเดือนให้พี่นะครับ” ภัทรยิ้มบาง ๆ ขณะที่เดือนรีบเสมองไปทางอื่นเพราะไม่อาจสบสายตาที่ส่งมาได้ ไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงสามารถเอื้อนเอ่ยประโยคอย่างนี้ออกมาได้หน้าตาเฉย

     

    “ขอมือด้วยครับ” เสียงทุ้มเอ่ย

     

    “...ครับ?” ยังไม่ทันได้สติจากประโยคก่อนหน้า ก็ยังต้องมาตกใจกับประโยคถัดมาอีก

     

    “ขอพี่วัดข้อมือหน่อยครับ”

     

    “ค..ครับ” เดือนตอบรับก่อนจะยื่นมือไปตรงหน้าอีกฝ่าย

     

    แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกเล่า เดือนได้แต่คิดในใจ

     

    “แล้วช่วงวันหยุดยาว พี่ภัทรไปหาคุณพ่อคุณแม่ที่ระยองไหมครับ” เดือนไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองอยู่กับความรู้สึกกระอักกระอ่วนแปลก ๆ นี้ได้ จึงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยคำถามชวนคุยสัพเพเหระ

     

    “ปีนี้คงไม่ได้ไปครับ อยากอยู่สะสางงานที่ร้านมากกว่า”

     

    “แล้วปกติที่บ้านพี่ภัทรฉลองสงกรานต์กันอย่างไรหรือครับ” เดือนเอ่ยถามตาใสด้วยความสนใจ

     

    “ก็เหมือนกับครอบครัวอื่น ๆ นะครับ มีไปทำบุญที่วัดบ้าง รดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่บ้าง” ภัทรตอบ รู้สึกฉงนที่อีกฝ่ายถามราวกับไม่เคยฉลองวันปีใหม่อย่างไรอย่างนั้น

     

    “อ๋า” เดือนนึกภาพตามก่อนจะพยักหน้า

     

    “ขออนุญาตนะครับ” ภัทรย่อตัวลงเพื่อวัดความยาวกางเกงด้านนอก หลังจากวัดท่อนบนเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

     

    “แล้วปีนี้ พี่ภัทรจะไปทำบุญที่วัดไหมครับ” เดือนถามต่อ

     

    “น่าจะไปนะครับ” ร่างสูงหยัดตัวลุกขึ้นหลังจากวัดรอบต้นขา รอบเข่า และความยาวขากางเกงด้านในจนเสร็จสิ้น

     

    “แล้วน้องเดือนไปไหนไหมครับ” ภัทรเอ่ยถามอีกคนบ้าง

     

    “เดือนไม่แน่ใจเลยครับ พี่ดาว…เอ่อ…พี่สาวของเดือนอยู่เวรที่โรงพยาบาลทั้งสามวันเลย” เดือนตอบพร้อมกับหัวเราะแหะ ใบหน้าซึม ๆ ไม่อาจหลุดพ้นสายตาคมของภัทรไปได้

     

    “พี่วัดตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเราไปเลือกแบบสูทแล้วก็สีผ้ากันนะครับ” ภัทรเดินนำร่างบางออกมายังโซนเคาน์เตอร์อีกครั้ง พร้อมกับหยิบตัวอย่างผ้าจากสมุดเล่มใหญ่มากางออกให้ดู

     

    “จริง ๆ พี่ภัทรเลือกให้เดือนเลยก็ได้นะครับ เดือนไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เลย” มือบางไล้ผ้าตัวอย่างที่ภัทรยื่นให้ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้มแหย

     

    “เอาอย่างนั้นหรือครับ”

     

    “ครับ แต่ขอราคาไม่แพงมากนะครับ เดือนยังไม่ทันได้รับเงินเดือนเดือนแรกเลย แหะ”

     

    คำตอบซื่อ ๆ ทำให้ภัทรเผลอหลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู เอาไว้ค่อยบอกว่าตัวเองไม่ได้ตั้งใจจะคิดเงินลูกค้าตัวเล็กตรงหน้าเลยสักนิด ที่บอกให้มาไถ่โทษก็ไม่คิดว่าจะมาตามสัญญาจริง ๆ ด้วยซ้ำ

     

    “ได้ครับ อาจจะนัดเข้ามาลองชุดประมาณสองถึงสามครั้งนะครับ” ภัทรแจ้งก่อนจะยื่นกระดาษให้เดือนกรอกข้อมูลการติดต่อ

     

    “เรียบร้อยแล้วครับ” มือเรียวส่งกระดาษคืนก่อนจะยิ้มหวาน

     

    “ขอบคุณพี่ภัทรมาก ๆ นะครับสำหรับวันนี้ เดือนมารบกวนเวลาเสียนานเลย”

     

    “ยินดีมาก ๆ เลยครับ เป็นพี่ต่างหากที่ปล่อยให้เดือนรอเสียนาน” ภัทรเองก็ยิ้มตอบ

     

    “ถ้าอย่างนั้นเดือนลานะครับ” เดือนยกมือไหว้ลาอีกฝ่าย หมุนตัวเอื้อมจับลูกบิดประตูบานใหญ่

     

    “น้องเดือน” แต่โดนภัทรเอ่ยรั้งไว้

     

    “...”

     

    “หากไม่ได้มีแผนจะไปไหน อยากฉลองสงกรานต์ด้วยกันไหมครับ”

     

    ใบหน้าเหลอหลาตอนหันกลับมาทำให้ภัทรเกือบหลุดขำ แต่รอยยิ้มหวานที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกวาบหวามในอก

     

    “ถ้าอย่างนั้น เดือนต้องขอฝากตัวด้วยนะครับ” 

     

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in