๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๗
แสงแดดแรกของวันที่สิบสามเมษาฯ สาดส่องลงมาแต่เช้าตรู่ บ่งบอกถึงความร้อนระอุของวันที่จะมาถึง นี่คือ 'วันมหาสงกรานต์' วันที่ผู้คนต่างขะมักเขม้นกับการชำระล้างบ้านช่องห้องหับ ปัดกวาดเช็ดถูสิ่งสกปรกโสโครกที่สะสมมาตลอดปีทิ้งไปสิ้น
เสียงตะโกนเรียกกันของเพื่อนบ้านดังแว่วมาเป็นระยะ ทุกคนต่างเตรียมข้าวของสำหรับทำบุญและตักบาตรในวันรุ่งขึ้นอย่างเร่งรีบ กลิ่นหอมเย็นของน้ำอบไทยที่เตรียมไว้สำหรับสรงน้ำพระและรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ลอยอวลในอากาศ แม้ภายนอกกำแพงบ้านเมืองจะอยู่ในภาวะสงคราม แต่ภายในรั้วบ้าน ประเพณีเก่าแก่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างมั่นคงด้วยรอยยิ้มและความหวัง
หากใครเดินผ่าน ห้องเสื้อสุริยา ย่านบางกอกน้อยในยามอรุณเบิกฟ้าเช่นนี้ก็จะเห็นว่าเจ้าของร้านรูปร่างสูงตื่นมาตระเตรียมของตั้งแต่เช้าตรู่เช่นกัน
“สวัสดีจ้ะ” น้ำเสียงขี้เล่นดังขึ้นก่อนที่ใบหน้าจิ้มลิ้มเจ้าของเสียงจะโผล่หน้าเข้ามาในสายตาของภัทรที่ง่วนอยู่กับการปัดกวาดห้องเสื้อพร้อมกับยกมือไหว้
“น้องเดือน ทำไมมาเวลานี้ครับ” ภัทรถามเสียงหลง ที่สนทนากันไว้เมื่อวานได้ความว่าเดือนจะแวะมาสรงน้ำพระพุทธรูปและทานข้าวด้วยกันช่วงสาย ๆ พร้อมกับเตรียมของคาวหวานสำหรับทำบุญในวันถัดมา
ภัทรเองก็ว่าจะปัดกวาดเช็ดถูร้าน และเก็บของให้เข้าที่เข้าทางเสียหน่อยก่อนอีกฝ่ายจะมา แต่ไหงโผล่มาแต่เช้าตรู่เยี่ยงนี้เสียได้
“...เดือนตื่นเต้นครับ” ร่างบางสารภาพตาใส ก่อนจะกวาดตามองเจ้าของห้องเสื้อชื่อดังในชุดเสื้อกล้ามผ้าฝ้ายสีขาวเผยให้เห็นอกแกร่ง และกางเกงผ้าแพรขายาวสีน้ำเงินเข้ม
“...”
“ขอโทษที่อาจจะเสียมารยาทนะครับ พอดีเดือนตื่นตั้งแต่เช้ามืดมากวาดพื้นก็แล้ว ถูพื้นก็แล้ว เช็ดหน้าต่างทุกบานจนใสก็แล้ว ก็ยังไม่ถึงเวลาที่นัดหมายเสียที เดือนเลยถือวิสาสะมาหาก่อน…” เดือนละล่ำละลักเมื่อตระหนักได้ว่าสิ่งที่ตนทำอาจจะเป็นการทำให้อีกฝ่ายอึดอัดหรือเปล่า
เสียงหัวเราะทุ้มกังวานดังทั่วร้าน
“พี่เข้าใจแล้วครับ” ภัทรตอบน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ สุ้มเสียงเชิงล้อเลียนทำให้เดือนอดเขินขึ้นมาเสียมิได้
“ถ้าอย่างนั้นขึ้นมารอข้างบนก่อนนะครับ พี่ขอเวลาอาบน้ำแต่งตัวครู่เดียว” ภัทรผายมือไปทางชานบันไดของที่บ้านก่อนจะพยักพเยิดให้คนตัวบางเดินนำไปก่อน
วันนี้ร่างบางแต่งตัวดูสดใสสมวัยเป็นพิเศษในเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายแขนสั้นสีเหลืองอ่อนพอดีตัวและกางเกงขาสั้นระดับเข่าสีเบจ ภัทรเผลอมองอีกฝ่ายขณะเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสามของร้านซึ่งเป็นชั้นที่ภัทรอาศัยอยู่เป็นการส่วนตัว
นี่เป็นครั้งแรกที่เดือนได้ขึ้นมาด้านบนของห้องเสื้อสุริยา แม้จะไม่ได้หยุดแวะที่ชั้นสองแต่ก็เหลือบเห็นจักรเย็บผ้าหลายตัว โต๊ะเขียนแพทเทิร์นขนาดใหญ่ และม้วนผ้าหลากสีเรียงรายอยู่เต็มไปหมด แต่เนื่องจากวันนี้ร้านปิดจึงไม่ได้มีช่างตัดเย็บทำงานอยู่อย่างที่ควรจะเป็น
ลมเอื่อย ๆ กอปรกับไอร้อนของภูมิอากาศด้านนอกพัดโชยผ่านหน้าต่างบานไม้ที่เปิดไว้บริเวณชั้นสามของอาคาร เรียบง่ายทว่าน่าอยู่ คงเป็นนิยามที่เดือนมอบให้พื้นที่ส่วนตัวของพัชรดนย์
พื้นไม้ขัดวาววับรับกับแสงแดดยามเช้า ทุกห้องถูกแบ่งออกอย่างเป็นสัดส่วน มุมหนึ่งเป็นพื้นที่รับประทานอาหารที่มีโต๊ะไม้ตัวเล็กสำหรับสองคนนั่งและครัวเล็ก ๆ ไว้ทำอาหารง่าย ๆ ถัดไปเป็นห้องนั่งเล่นที่มีโซฟาหนังตัวใหญ่น่านอนและเครื่องเล่นแผ่นเสียงราคาแพงพร้อมกับแผ่นเสียงทั้งไทยและสากลเรียงรายเต็มตู้ คาดว่าเจ้าของคงจะชอบฟังเพลงไม่น้อย
นอกเหนือจากนี้ยังมีห้องทำงานที่แง้มประตูไว้ทำให้มองเข้าไปเห็นโต๊ะเขียนหนังสือไม้ขนาดกลางที่ไม่เป็นระเบียบนัก และคาดว่าอีกห้องที่ปิดประตูไว้คงเป็นห้องนอนส่วนตัวของเจ้าของร้าน
เดือนใช้ดวงตาเก็บภาพทุกอย่างไว้ด้วยความสนใจ
“ตกแต่งได้น่าอยู่มากเลยครับ”
“พี่เห็นเดือนมาตั้งแต่เช้า ทานอะไรมาหรือยังครับ?” ภัทรเอ่ยถาม
บนโต๊ะกินข้าวขนาดเล็กมีฝาชีหวายครอบอยู่ มือใหญ่เอื้อมเปิดออก ทำให้เห็นขนมห่อใบตองหน้าตาน่าทานวางอยู่บนจาน
“ข้าวต้มมัด?”
ภัทรคิดว่าหากความตื่นเต้นสามารถล้นออกมาจากดวงตาได้ในรูปแบบของดวงดาว ตอนนี้ห้องของเขาคงมีดาวพร่างพราวประกายอยู่เต็มไปหมด
“ทานรองท้องก่อนได้นะครับ อาจจะไม่ได้มีสำรับใหญ่อะไร พอดีพี่ก็อยู่คนเดียว”
“เดือนทานได้จริง ๆ ใช่ไหมครับ…พี่ภัทรจะพอทานใช่ไหม?” ทั้งที่ตัวเองตาเป็นประกายเสียขนาดนั้น แต่ก็ยังไม่วายนึกถึงอีกฝ่าย
“ตามสบายเลยครับ”
“ถ้าอย่างนั้นเดือนไม่เกรงใจแล้วนะครับ” เมื่อเจ้าของข้าวต้มมัดเอ่ยปากอนุญาต เดือนก็ค่อย ๆ หย่อนตัวลงนั่งบริเวณโต๊ะตัวเล็ก มือเรียวบรรจงคลี่ใบตองที่ห่อหุ้มอย่างละเมียดละไม ก่อนจะกัดข้าวต้มมัดคำโตเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ท่าทีเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างตั้งใจนั้น เรียกสายตาเอ็นดูจากอีกฝ่ายได้โดยง่าย
“รอพี่ครู่หนึ่งนะครับ” ร่างบางพยักหน้ารับ ภัทรจึงเดินหายเข้าไปในห้องที่ปิดประตูไว้
เพียงไม่กี่อึดใจ ข้าวต้มมัดในมือก็หมดลง เดือนถือวิสาสะสำรวจพื้นที่ชั้นสามตามประสาคนขี้สงสัย เท้าพาไปหยุดอยู่หน้าห้องที่ประตูถูกแง้มไว้ บนโต๊ะเขียนหนังสือไม้มีเอกสารวางเรียงรายอย่างไม่เป็นระเบียบ หากมองผ่าน ๆ คงคิดว่าเป็นเพียงเอกสารงานในห้องเสื้อทั่วไป แต่สายตาเจ้ากรรมดันดีเกินคาด เมื่อเหลือบไปเห็นตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นบนเอกสารที่ถูกทับไว้อย่างลวก ๆ
ทำไมพี่ภัทรถึงมีเอกสารภาษาญี่ปุ่นไว้ในครอบครอง? คือคำถามแรกที่เดือนสงสัย
เมื่อเพ่งมองใกล้ ๆ จึงเห็นว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับเส้นทางการเดินรถไฟของกองทัพญี่ปุ่น
แล้วพี่ภัทรมีเอกสารนี้ได้อย่างไร? เป็นคำถามถัดมา
กระนั้น เดือนได้แต่เก็บงำความสงสัยนั้นไว้ภายในใจ ไม่กล้าแม้แต่จะเอื้อนเอ่ยออกมาให้ใครได้ยิน เพราะตราบใดที่คำถามยังไม่ถูกเอ่ยออกไป ความจริงอันน่ากังวลนั้นก็ยังคงเป็นเพียงความคลุมเครือ
***
หลังจากทั้งสองเก็บกวาดข้าวของในเรือนให้เข้าที่เข้าทาง โดยส่วนใหญ่จะเป็นภัทรที่เก็บ ส่วนเดือนกระจองอแงอยากช่วยแต่ถูกห้ามไว้เสียมากกว่านั้น พิธีสรงน้ำพระพุทธรูปก็เป็นไปอย่างเรียบง่าย
ขณะที่ร่างบางกำลังช่วยจัดเตรียมดอกไม้ในแจกันอยู่ใกล้ ๆ ภัทรก็เดินไปยังมุมห้องนั่งเล่นที่จัดไว้เป็นโต๊ะหมู่บูชา เขาประนมมือไหว้ขอขมา แล้วค่อย ๆ อัญเชิญพระพุทธรูปขนาดเล็กที่เคารพบูชาลงมาอย่างนุ่มนวล
น้ำอบไทยหอมเย็นถูกบรรจงเทผสมลงในขันเงินใบเล็กที่ลอยด้วยดอกมะลิสด มือใหญ่หยิบยื่นขันน้ำนั้นให้เดือนที่ยิ้มเผล่เหมือนเด็ก ๆ หลังจากโดนห้ามไม่ให้ช่วยงานเก็บกวาดอะไรเลย ในที่สุดก็ได้หยิบจับอะไรกับใครเขาบ้าง
ทั้งสองประคองขันมายังพระพุทธรูปที่วางอยู่บนพานรองรับชั่วคราว แล้วค่อย ๆ สรงลงบนองค์พระปฏิมาอย่างช้า ๆ เป็นการชำระล้างมลทินและเรื่องราวขุ่นข้องหมองใจที่ผ่านมาตลอดปีทิ้งไปสิ้น
“อยากให้พี่ดาวได้มาสรงน้ำด้วยกันจัง” เดือนเอ่ยลอย ๆ มือเรียวนำผ้าผืนเล็ก ๆ มาช่วยเช็ดองค์พระจนแห้งสนิท
“เดือนมีพี่สาวคนเดียวหรือครับ?” ภัทรชวนคุยในขณะที่ก็ทำอย่างเดียวกัน
“ใช่ครับ พี่ดาวเป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลใกล้ ๆ นี้เอง” ร่างบางเล่ายิ้ม ๆ ก่อนจะเหลือบมองอีกคน
“พี่ภัทรล่ะครับ…มีพี่น้องไหม?”
“มีพี่สองคนครับ พี่เป็นลูกชายคนเล็ก”
“แล้วไม่ได้อยู่ด้วยกันหรือครับ?”
ทั้งสองช่วยกันอัญเชิญพระพุทธรูปกลับขึ้นประดิษฐานที่เดิมด้วยความเคารพ เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีกรรมส่วนตัวที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยศรัทธา เตรียมพร้อมรับวันปีใหม่ไทยที่กำลังจะมาถึง
“พี่ชายคนโตอยู่ฝรั่งเศสครับ ส่วนพี่สาวแต่งงานแล้วย้ายไปอยู่ที่กาญจนบุรี พ่อเลยยกร้านให้ลูกชายคนเล็กอย่างพี่แทน” ร่างสูงเล่าเรื่องครอบครัวของตนเองบ้าง
“พี่ภัทรไม่เหมือนลูกชายคนเล็กเลยนะครับ”
“ทำไมหรือ”
“อาจจะเพราะดูโตเป็นผู้ใหญ่ ดูนิ่ง ๆ ไม่เหมือนกับเดือนกระมังครับ” เดือนตอบกลั้วหัวเราะ
“อาจจะเพราะเดือนยังไม่เห็นมุมเอาแต่ใจของพี่หรือเปล่าครับ” สีหน้าทะเล้นปรากฏขึ้นครู่หนึ่ง
“คาดว่าเดือนต้องรู้จักพี่ภัทรให้มากกว่านี้กระมังครับถึงจะตัดสินได้” ถ้อยคำแฝงความหมายถูกส่งออกไปด้วยใบหน้าใสซื่อ
บทสนทนาของทั้งคู่ดำเนินไปอย่างไหลลื่นราวกับกระแสน้ำที่ไม่มีวันเหือดแห้ง ความถูกคอเข้ากันได้ดีอย่างน่าประหลาดใจทำให้ไม่มีจังหวะใดที่ต้องหยุดพัก เรื่องสัพเพเหระธรรมดากลับกลายเป็นเรื่องน่าสนใจชวนติดตามสำหรับทั้งสองฝ่าย แสงแดดบ่ายคล้อยที่สาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ไม่อาจหยุดยั้งเรื่องเล่า และความสัมพันธ์ที่ก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ในห้องเสื้อแห่งนี้ได้
***
๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๗
ยามสายของ 'วันเนา' วัดอมรินทราวรวิหาร กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งหลังจากความเงียบเหงาตลอดปีที่ผ่านมา ผู้คนจากทั่วสารทิศในชุมชนต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อ "ขนทรายเข้าวัด" กลิ่นน้ำอบน้ำปรุงผสมกับทรายเปียกชื้นลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นขณะที่เด็ก ๆ และผู้ใหญ่ช่วยกันก่อเจดีย์ทรายอย่างสนุกสนาน วันนี้เป็นวันที่ทุกคนต่างใช้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่ งดเว้นจากการมีปากเสียงหรือทะเลาะเบาะแว้งกันตามคำเตือนของผู้เฒ่าผู้แก่ เป็นวันที่เน้นความสงบสุขภายในจิตใจและการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในชุมชน
แต่ระหว่างลูกเด็กเล็กแดงกับคนหน้าหวานที่ชื่อจันทกร ภัทรชักไม่แน่ใจว่าใครสนุกกว่ากัน ตั้งแต่เดินเข้าวัดมารอยยิ้มกว้าง ๆ ไม่เลือนหายไปจากใบหน้าเลยสักนิด
“เดือนดูชอบมางานที่ได้พบปะผู้คนนะ” ภัทรสังเกต มือเรียวกำลังตักทรายเพื่อก่อเจดีย์
“ใช่ครับ เดือนแค่คิดว่าการได้เฉลิมฉลองตามประเพณีวัฒนธรรมเป็นเรื่องที่สวยงามมากเลยครับ เดือนเองก็เพิ่งเคย..มาที่วัดนี้”
“หากสงครามจบเมื่อไร งานคงจะรื่นเริงและยิ่งใหญ่กว่านี้เสียอีก น่าเสียดายนะครับ ไว้มากันใหม่นะ” ภัทรเอ่ยชักชวนด้วยท่าทีสบาย ๆ
หากแต่รอยยิ้มที่เคยประดับบนใบหน้ากลับหม่นแสงลงชั่ววูบ เดือนไม่ได้เอ่ยปากโต้ตอบถ้อยคำใด เพียงใช้ฝ่ามือที่เปื้อนทรายอยู่แล้ว ค่อย ๆ ตบลงบนฐานของเจดีย์ทรายที่ก่อค้างไว้เงียบ ๆ
หลังจากขนทรายเข้าไปก่อเจดีย์เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ภัทรก็เอ่ยชักชวนเดือนหาอะไรทานด้วยกัน ถึงแม้จะไม่มีงานรื่นเริงใหญ่โต แต่บริเวณวัดหรือละแวกใกล้เคียงก็มักจะมีชาวบ้านนำขนมหรืออาหารมาขายเล็ก ๆ น้อย ๆ
พอเดินเลียบกำแพงวัดมาเรื่อย ๆ กลับมีเสียงโหวกเหวกโวยวายและกลุ่มคนที่ยืนออกันอยู่
“เกิดอะไรขึ้นครับ” ภัทรเอ่ยถามคุณป้าในชุมชนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี
“ป้าก็ไม่แน่ใจ เหมือนจะมีเรื่องกันกับนายทหารญี่ปุ่นนะ” คุณป้าตอบด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
เมื่อเข้าไปใกล้ ทั้งสองก็ได้ยินเสียงตวาดลั่นเป็นภาษาญี่ปุ่นเกรี้ยวกราด และเสียงร้องโอดโอยของแม่ค้าวัยกลางคนคนหนึ่ง
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือ เฮโช (พลทหาร หรือ สิบโท) นายหนึ่งในเครื่องแบบสีกากีกำลังยืนก่นด่าเสียงดัง มือหนึ่งกำข้อมือของแม่ค้าขายขนมหวานไว้แน่นจนอีกฝ่ายหน้าซีดเผือด ขนมหวานบนหาบกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น
“ปล่อยเธอนะ” เสียงของภัทรเอ่ยขึ้นท่ามกลางจลาจล
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อนายทหารญี่ปุ่นหันขวับมามองภัทรด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว ก่อนจะตวาดใส่เป็นภาษาญี่ปุ่นที่ฟังไม่ได้ศัพท์สำหรับคนไทย
“เขาบอกว่าแม่ค้าขโมยของของเขาไป ถ้าไม่คืนเขาจะจับไปขังคุก” เดือนรีบแปลสารให้ก่อนที่เรื่องราวมันจะบานปลายไปมากกว่านี้
“แต่ฉันไม่ได้ขโมยอะไรไปเลยนะจ๊ะ เขาเข้ามารุ่มร่ามฉันก่อน ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เชื่อฉันนะจ๊ะ” หญิงสาวละล่ำละลักด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“แม่ค้าคนนี้ขโมยอะไรไปครับ?” ภาษาญี่ปุ่นสำเนียงน่าฟังถูกเอ่ยออกมานุ่ม ๆ ทว่าหนักแน่น
เมื่อโดนคำถามภาษาบ้านเกิดของตนเองแบบไม่ทันตั้งตัว นายทหารญี่ปุ่นคนนั้นก็กรอกตาไปมาก่อนจะตอบตะกุกตะกักฟังไม่ได้ศัพท์ พอกวาดตามองสายตาของชาวบ้านที่มองมาก็โกรธจัดขึ้นไปอีก มือที่กำข้อมือแม่ค้าอยู่บีบแน่นขึ้นไปอีก จนหญิงสาวส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
ภัทรเห็นดังนั้นจึงรีบเข้าไปช่วยแกะมือของนายทหารญี่ปุ่นออกจากข้อมือของหญิงสาว พลทหารญี่ปุ่นพยายามขัดขืนและทำท่าจะชักปืนพกออกมา
“หยุดนะ! ที่นี่เมืองไทย คุณไม่มีสิทธิ์มาทำแบบนี้กับประชาชนที่นี่” จากเสียงนุ่ม ๆ เมื่อกี้กลายเป็นเสียงที่แข็งขึ้นเมื่อนายทหารแดนอาทิตย์อุทัยไม่มีท่าทีอ่อนข้อ
“ผมถามว่าแม่ค้าคนนี้ขโมยอะไรไป คุณก็ให้คำตอบผมไม่ได้ เพราะฉะนั้นปล่อยมือเดี๋ยวนี้” เดือนเอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้าหวานที่ปกติมักยิ้มแย้มแจ่มใส บัดนี้ไม่มีแววขี้เล่นหลงเหลือสักนิด
นายทหารญี่ปุ่นยอมคลายมือออกด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เดาไม่ยากว่าคงจะอับอายที่ไม่สามารถทำอะไรดั่งใจหวัง ใบหน้าหันมามองเดือนอย่างคาดโทษก่อนจะเอ่ยอะไรบางอย่าง
มือเรียวเอื้อมเข้าไปหยิบบางอย่างในกระเป๋ากางเกงก่อนจะนำออกมาชูให้อีกฝ่ายดู
“ถ้ามีปัญหาอะไร กรุณาติดต่อกระทรวงกลาโหมได้เลยครับ”
เมื่อเห็นว่าหากยังดึงดันโมโหต่อไปจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ นายทหารคนนั้นก็ยอมล่าถอยออกไปแต่โดยดีท่ามกลางเสียงโห่ร้องของกลุ่มไทยมุงที่เห็นเหตุการณ์
“ขอบคุณมากนะจ๊ะพ่อหนุ่ม” เมื่อสถานการณ์ทุกอย่างคลี่คลายและผู้คนตรงนั้นเริ่มบางตา แม่ค้าคนดังกล่าวก็หันมาขอบคุณทั้งภัทรและเดือนที่ช่วยเหลือ
“เป็นอะไรไหมครับ” ภัทรรีบเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรจ้ะ”
“ถือว่าผมช่วยซื้อขนมที่เสียหายไปนะครับ” ร่างสูงก้มลงมองขนมหวานบางส่วนที่กระจัดกระจายอยู่ที่พื้นก่อนจะหยิบยื่นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ
“ถ้าอย่างนั้นรับขนมตาลไปด้วยนะจ๊ะ ทั้งสองคนเลย ฉันเพิ่งทำมาไม่นาน กำลังร้อน ๆ เลยจ้ะ” หญิงสาวรีบหยิบยื่นขนมบางส่วนที่อยู่บนหาบให้
“ขอบคุณนะครับ” ภัทรกล่าวขอบคุณหญิงสาวก่อนจะรับมา ร่างเล็กข้างกายเองก็ยกมือไหว้ขอบคุณเช่นกัน
ภัทรยื่นขนมตาลสีเหลืองนวลหน้าตาน่าทานที่ส่งกลิ่นหอม ๆ ให้อีกคนหลังจากที่เดินออกมาจากบริเวณหน้าวัดแล้ว
“เดือน?” ภัทรเอ่ยเรียกเมื่อไม่มีการตอบรับจากอีกฝ่าย
เสียงผ่อนลมหายใจออกเฮือกใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับมือสั่น ๆ ที่เอื้อมมารับขนมตาลทำให้ภัทรต้องหันมองอีกคนด้วยความเป็นห่วง
“เดือนคิดว่าเดือนจะตายเสียแล้ว” ใบหน้าจิ้มลิ้มเหม่อลอย มือข้างที่ว่างอยู่ยกขึ้นมาทาบอก เหตุการณ์ระทึกขวัญที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อครู่ทำเอาขวัญหนีดีฝ่อไปไม่น้อย
“ไม่เป็นไรแล้วนะ” มือใหญ่ลูบหลังอีกคนอย่างปลอบประโลม ในใจอดชื่นชมไม่ได้ ตัวก็เล็กนิดเดียวแต่บทจะต้องสู้ก็ไม่แพ้ใคร
“พี่ภัทรบอกว่าวันนี้ไม่ให้มีปากเสียงกับใคร แต่ดันมีเรื่องเสียได้ อย่างนี้…จะไม่เป็นไรใช่ไหมครับ? เดือนไม่อยากมีปีที่เต็มไปด้วยความเบาะแว้ง” เดือนเงยหน้ามองร่างสูงตาใส
“อย่าคิดมากเลย มันก็เป็นเพียงความเชื่อของผู้ใหญ่น่ะ”
เดือนพยักหน้าหงึกหงักตามที่อีกคนพูด
“วันนี้เก่งมากเลยนะ น้องเดือน” คำชมมาพร้อมกับมือใหญ่ที่วางลงบนศีรษะของเดือนอย่างแผ่วเบา สัมผัสนั้นทำให้เดือนก้มหน้างุด
เป็นอะไรไปเล่า จันทกร…ราวกับชีวิตไม่เคยได้รับคำชมเชยเสียอย่างนั้น
***
๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๗
'วันเถลิงศก' หรือวันขึ้นปีใหม่ไทยมาถึงพร้อมกับบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยความหมาย หลังจากเสร็จสิ้นการทำบุญตักบาตรแต่เช้าตรู่ สิ่งที่ทุกคนรอคอยคือการแสดงความกตัญญูต่อผู้ใหญ่ เสียงกล่าวคำขอขมาดังขึ้นอย่างแผ่วเบา เมื่อลูกหลานนำขันเงินที่บรรจุน้ำหอมกรุ่นผสมดอกมะลิลอยน้ำ มาบรรจงรดลงบนมือของปู่ย่าตายาย
แม้จะไม่ได้อยู่กับครอบครัวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในวันนี้ ทว่าป้าแย้มหรือช่างตัดเย็บคนเก่าแก่ที่สุดของร้านก็นับได้ว่าเป็นเหมือนแม่คนที่สองของภัทรเลยก็ว่าได้ พิธีรดน้ำดำหัวขนาดย่อมจึงเกิดขึ้นภายในห้องเสื้อสุริยาและเป็นไปอย่างอบอุ่น
หลังจากจบพิธี ร่างสูงของภัทรนั่งเหยียดกายเป็นบนเก้าอี้โซฟาตัวยาวบนชั้นสามของร้าน เนื่องจากห้องเสื้อแทบจะเปิดทำการตลอดทั้งปี เสียงจักรเย็บผ้ามักดังอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เช้ายันค่ำจนกลายเป็นเสียงที่เคยชิน พอปราศจากเสียงใดดันพลันนึกถึงเสียงนิ่ม ๆ ทว่าเจื้อยแจ้วของร่างบางเรือนผมสีอ่อน ที่เห็นหน้าค่าตากันมาตลอดหลายวันนี้
จันทกร บุคคลที่เต็มไปด้วยเรื่องราวน่าประหลาดใจไม่สิ้นสุด รูปร่างบอบบาง เอวคอดกิ่ว ทว่ากลับกินจุเสียยิ่งกว่าใคร ตื่นเต้นกับทุกสิ่งรอบตัวราวกับเด็กเพิ่งเคยเห็นโลกใบแรก อุปนิสัยโอบอ้อมอารี ยิ้มง่าย ทว่าในยามที่ต้องจริงจังก็ดุดันไม่น้อย และเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือความซุ่มซ่ามที่มักจบลงด้วยการเอื้อมมือมาจับแขนเขาไว้มั่น ก่อนจะตามด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ ที่คุ้นตา
ทั้งหมดทั้งมวลสรุปใจความออกมาเป็นคำว่า น่าเอ็นดู
กริ๊ง
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น ภัทรหยัดกายลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ก่อนจะมุ่งลงสู่ชั้นล่าง แปลกใจเล็กน้อยที่มีคนแวะมาที่ห้องเสื้อ หากเป็นคนในชุมชนก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าวันนี้ไม่ได้เปิดทำการ
“สวัสดีครับ?” เสียงทุ้ม ๆ ดังขึ้น ก่อนที่ภัทรจะเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงปราดเปรียวไม่คุ้นตาเดินเข้ามาภายในร้าน
“สวัสดีครับ วันนี้ไม่ได้เปิดทำการนะครับ” ภัทรเอ่ยแจ้งตามมารยาท
“คุณภัทรใช่ไหมครับ?” เจ้าของรูปร่างสูงเพรียวผิวสีน้ำผึ้งเอ่ยถามขึ้น
“ใช่ครับ”
“ผมชื่อทินกรนะครับ เป็นเพื่อนของเดือน” ใบหน้าคมคายทว่ามีความซุกซนเอ่ย
ภัทรพยักหน้ารับ
“เห็นเดือนบอกว่าวันนี้มีนัดกับคุณภัทรไว้ช่วงสาย ๆ แต่พอดีเดือนไม่ค่อยสบายครับ เลยฝากผมมาบอกว่าอาจจะมาตามนัดไม่ได้แล้ว” ทินกรอธิบาย
“แล้วน้องเป็นอะไรมากไหมครับ” ภัทรเอ่ยถามทันที แววตาเจือความเป็นห่วงอย่างปิดไม่มิด
“คงเที่ยวเล่นซนตามประสาจนไข้ขึ้นกระมังครับ เดี๋ยวก็ดีขึ้น” ทินกรกล่าวยิ้ม ๆ ดูก็รู้ว่าเดือนเป็นที่รักและเอ็นดูของเพื่อนเพียงใด
“เข้าใจแล้วครับ ขอบคุณที่มาบอกนะครับ” ภัทรกล่าวขอบคุณยิ้ม ๆ กลับไปเช่นกัน เสียดายเล็ก ๆ ที่จะไม่ได้เล่นน้ำกับน้องตามที่นัดหมายกันไว้
“ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” เจ้าของร่างสูงโปร่งยกมือไหว้ลาอีกฝ่าย ภัทรเองก็รับไหว้อีกฝ่ายหากแต่ไม่ลืมกล่าวถ้อยคำทิ้งท้าย
“หากได้เจอน้องเดือน ฝากบอกว่าหายป่วยไว ๆ นะครับ แล้วรีบกลับมาเล่นซนกันใหม่”
หวังว่าคำอวยพรของเขาจะถูกส่งไป และหวังว่ามันจะทำให้ดวงจันทร์ที่ทอแสงหม่นกลับมาทอแสงนวลสว่างได้ในเร็ววันนะ
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in