๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๗
ย่านบางกอกน้อยในกลางวันเช่นนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา พระอาทิตย์ยามบ่ายสาดแสงลงมาอย่างไม่ปรานีในเดือนเมษายนที่อากาศร้อนระอุ ผู้คนที่เดินขวักไขว่ต่างก็รีบเดินหลบเลี่ยงแสงแดด หรือไม่ก็กวักพัดในมือกันจ้าละหวั่น
ตัวอาคาร ห้องเสื้อสุริยา ตั้งตระหง่านและโดดเด่นกว่าตึกแถวไม้รอบข้างด้วยโครงสร้างปูนที่แข็งแรงและสไตล์ชิโนโปรตุกีสที่ได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก สีอาคารออกโทนเหลืองครีมที่ซีดจางไปบ้างตามกาลเวลา แต่ยังคงความภูมิฐาน ป้ายชื่อร้านเป็นตัวอักษรไทยแกะสลักอย่างดีติดอยู่ด้านบนอย่างชัดเจน ชั้นล่างมีบานประตูกระจกใสขนาดใหญ่ที่เปิดรับแสงแดดจ้าของฤดูร้อนอย่างเต็มที่ เผยให้เห็นชุดสูทและชุดสากลที่ตั้งโชว์อยู่บนหุ่นไม้ด้านใน
พัชรดนย์ ศศิบุตร หรือ ภัทร เจ้าของห้องเสื้อชื่อดังย่านบางกอกน้อย ยืนเท้าเคาน์เตอร์ไม้ที่เอาไว้ต้อนรับลูกค้าด้วยท่าทีสบาย ๆ ในมือมีกระดาษปึกหนึ่งเอาไว้พัดระบายความร้อน ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตลินินสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าฝ้ายสีน้ำตาลดูโดดเด่นสะดุดตา เรียกสายตาชาวบ้านและสาวน้อยสาวใหญ่ที่เดินสัญจรผ่านไปมาบริเวณย่านสถานีรถไฟได้เป็นอย่างดี
“กูล่ะอิจฉาเสียจริง” เสียงทุ้มปริศนาของชายหนุ่มที่นั่งหลบมุมอยู่ใกล้กระจกเงาบานใหญ่เอ่ยขึ้นเชิงแซว
“อะไรของมึง ไอ้เพชร” ภัทรเอ่ยถามด้วยความฉงนเมื่อจู่ ๆ เพื่อนก็พูดออกมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
“อากาศร้อนจนเหงื่อใหลไคลย้อยเช่นนี้ เพื่อนกูก็ยังหล่อไร้ที่ติจนมีแต่สาวมอง” เจ้าของชื่อ เพชร อธิบายด้วยรอยยิ้มขี้เล่นก่อนจะหยัดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ ร่างสูงพอกันในชุดข้าราชการสีกากีอ่อนบิดขี้เกียจเล็กน้อย
“จะไปแล้วหรือ” ภัทรเอ่ยถามคนเป็นเพื่อนสนิท
“ก็เออน่ะสิ ต้องรีบกลับไปที่สถา-”
กริ๊ง
พูดยังไม่ทันจบ เสียงกระดิ่งที่แขวนอยู่กับประตูกระจกบานใหญ่หน้าร้านก็ดังขึ้น
ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางก้าวเท้าเข้ามาในร้านด้วยความลังเล ใบหน้าหวานราวกับสตรีมีเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก ผิวขาวละเอียดบัดนี้เป็นสีชมพูจากอากาศที่ร้อนอบอ้าว ริมฝีปากเล็กเผยอออกเล็กน้อยเพื่อกอบโกยอากาศหายใจเข้าปอด ผ้าเช็ดหน้าสีขาวสะอาดถูกยกขึ้นมาซับเหงื่อลวก ๆ ก่อนจะเก็บกลับเข้ากระเป๋ากางเกงตามเดิม
อากาศภายในร้านไม่อบอ้าวเท่าข้างนอกด้วยความเย็นจากผนังปูนและพัดลมเพดานตัวใหญ่ที่หมุนเอื่อย ๆ ชายหนุ่มคนดังกล่าวแย้มยิ้มออกมาน้อย ๆ ก่อนจะเดินตรงมาที่เคาน์เตอร์
ภัทรเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจเนื่องจากไม่เคยเห็นชายหนุ่มคนนี้มาก่อน ลูกค้าส่วนใหญ่ที่แวะเวียนมาล้วนแต่เป็นคนในชุมชนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว หรือไม่ก็ทหารและข้าราชการยศใหญ่ที่ต้องการมาตัดเครื่องแบบ
“ผม…มารับเครื่องแบบของท่านนายพลกษิดิศครับ” เสียงนุ่ม ๆ เบา ๆ ที่ถูกเอ่ยออกมาทำให้ภัทรรู้สึกแปลกใจอีกครั้ง ภาษาสำเนียงเหมือนไม่ใช่คนจากพระนครหรือคนแถวนี้
แต่คนที่แปลกใจที่สุดเห็นจะเป็นเพื่อนสนิทชุดกากีที่โพล่งออกไปแบบไม่รู้ตัว
“วันนี้คุณจอมไม่มาหรือครับ?”
คุณจอม หรือเลขาประจำตัวของท่านนายพลกษิดิศ ปกติแล้วจะเป็นคนทำธุระและรับชุดแทนท่านนายพลทุกครั้ง แต่ไหงคราวนี้กลับเป็นพ่อหนุ่มหน้าหวานแปลกหน้าคนนี้เสียได้
ภัทรกระแอมเพื่อเรียกสายตาให้ผู้มาใหม่หันกลับมามองตน ก่อนจะส่งสายตาตำหนิเพื่อนรักที่จู่ ๆ ก็ถามถึงบุคคลที่สามขึ้นมาอย่างเสียมารยาท
“ผมอาสามาแทนคุณจอมเองครับ พอดีผมเพิ่งย้ายมาทำงานได้ไม่นาน” ร่างบางอธิบายด้วยรอยยิ้ม ดวงตาเป็นประกายกวาดมองรอบร้านด้วยความสนใจ
“ถ้าอย่างนั้นรอผมสักครู่นะครับ” ภัทรยิ้มรับ หันไปพยักหน้าให้เพื่อนสนิทเป็นเชิงบอกให้รออยู่ตรงนี้ ก่อนจะเดินขึ้นไปบริเวณชั้นสองของร้านเพื่อหยิบเครื่องแบบที่ตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว
พื้นที่ชั้นสองเต็มไปด้วยโต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับวางแพทเทิร์นและตัดผ้า มีม้วนผ้าหลากสีสันวางซ้อนกันอยู่บนชั้นวางอย่างเป็นระเบียบ ช่างตัดและช่างเย็บหลายคนกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างตั้งใจ
เสียงพูดคุยสั่งงานกันระหว่างช่างตัดกับช่างเย็บ และเสียงบ่นงึมงำของพนักงานในร้านเงียบลงทันทีที่ภัทรเดินขึ้นมาถึงชั้นบน ภัทรพยักหน้ายิ้ม ๆ ให้พนักงานทุกคนอย่างเป็นกันเอง ขายาวก้าวฉับไปหยิบเครื่องแบบที่ว่า
เมื่อเดินลงมาถึงข้างล่างก็ได้ยินเสียงหัวเราะใส ๆ ของชายหนุ่มแปลกหน้า กับเสียงคุยโม้โอ้อวดของเพื่อนสนิทอย่างไอ้เพชร ที่ไม่รู้ว่าไปสนิทสนมกันตั้งแต่ตอนไหน เขาเดินขึ้นชั้นบนไปไม่ถึง 5 นาทีเลยด้วยซ้ำ
“เรียบร้อยแล้วครับ” ภัทรยื่นเครื่องแบบที่ห่อหุ้มไว้อย่างดีให้กับอีกฝ่าย
“ขอบคุณมากครับ” อีกคนรับไปถือไว้อย่างเบามือก่อนจะหันไปยิ้มตาปิดให้เพชร
“ไว้เจอกันนะครับพี่เพชร”
“ไว้เดี๋ยวพี่แวะไปหาที่กระทรวงนะครับน้องเดือน” เพชรเอ่ยอย่างเป็นกันเอง
มือเล็กยกขึ้นโบกหย็อย ๆ ให้เพชร โดยไม่ลืมที่จะหันมาค้อมหัวลงเล็กน้อยเพื่อเป็นการบอกลาภัทรด้วยเช่นกัน
เมื่อประตูร้านปิดลงและร่างบางเดินหายลับไปจากสายตาแล้ว ภัทรจึงหันกลับมากอดอกมองเพื่อนสนิทของตัวเองทันที
“น้องเดือน?” คิ้วหนาเลิกขึ้นจากสรรพนามที่ได้ยินเมื่อครู่
“ก็สนิท ๆ กันไว้ไม่ดีหรือ กระทรวงกลาโหมเชียวนะ” เพชรยักไหล่ก่อนจะฉีกยิ้ม
“กูก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่…แล้วเขาเข้ามาเป็นเลขาเหมือนคุณจอมหรือ” ภัทรเอ่ยถาม ที่ถามเพราะหากเข้ามาเป็นเลขาที่ทำงานขึ้นตรงกับท่านนายพลกษิดิศจริง ก็คงจะเป็นโอกาสดีไม่น้อยที่จะสนิทกันไว้อย่างที่เพชรว่า
ในยุคสงครามเช่นนี้…สิ่งที่มีค่าที่สุดรองลงมาจากทองคำเห็นจะเป็นข้อมูลนี่แหละ
“กูก็ไม่รู้ ไม่ทันถาม…แต่หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูดีนะ มึงว่าไหม” เพชรตอบก่อนจะลงท้ายด้วยคำถามมีเลศนัย
“ไร้สาระน่า แล้วมึงจะไม่ไปทำงานแล้วหรืออย่างไร” ภัทรเอ่ยถามเพื่อน ดวงตาคมเหลือบมองเวลาบนนาฬิกาแขวนผนังภายในร้าน
“ไปแล้วน่า ๆ ไม่ต้องไล่กูหรอก” เพชรหัวเราะร่าก่อนจะโบกมือลาเพื่อนคนสนิท
“เออ กูลืมบอกมึงไป…” แต่ก็ยังไม่วายหันมาทิ้งท้ายกับภัทรที่ยืนกอดอกพิงเสาอยู่ภายในร้าน
“...?”
“น้องเดือนเขายังไม่ได้จ่ายเงินเลยนะ” เพชรพูดทิ้งท้ายไว้ด้วยเสียงหัวเราะก่อนจะเดินกลับสถานีรถไฟที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับร้าน
ภัทรที่ได้ยินดังนั้นก็อยากจะยกมือขึ้นมากุมหัวให้รู้แล้วรู้รอด…เขาลืมไปเสียสนิท
“ป้าแย้มครับ!” ภัทรตะโกนเรียกช่างเย็บคนเก่าแก่ของที่ร้าน จากบริเวณชานบันไดขึ้นไปยังชั้นสอง
“ผมฝากร้านสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมกลับมา”
***
อากาศร้อนอบอ้าวทำให้ภัทรที่ก้าวเท้าลงมาจากเรือข้ามฟากขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิด อยากจะก่นด่าเพื่อนตัวเอง รู้ทั้งรู้ว่าลูกค้าตัวบางคนนั้นลืมจ่ายเงิน แต่ก็ไม่ช่วยเขาท้วงเลยสักนิด เสื้อเชิ้ตลินินที่ใส่มาชื้นเหงื่อเล็กน้อยจนต้องใช้มือขยับเสื้อระบายความร้อน
ใจจริงอยากจะขับรถส่วนตัวเข้าพระนครมากกว่าแต่ก็กลัวจะเป็นเป้าสายตาของพวกโจร ช่วงนี้หากไม่ใช่ธุระสำคัญหรือต้องเดินทางไกลจริง ๆ เขาจะไม่ค่อยนำรถส่วนตัวออกมาใช้นักหรอก เพราะราคาเชื้อเพลิงพุ่งสูงจนสู้ไม่ไหวต้องหันมาใช้เชื้อเพลิงจากถ่านแทน
บ่ายแก่ ๆ ใกล้เย็นเช่นนี้มีรถสามล้อสัญจรไปมาค่อนข้างคึกคักหนาตา โดยเฉพาะบริเวณท่าเตียนที่เป็นท่าเรือใกล้สถานที่สำคัญมากมาย
“ไปกระทรวงกลาโหมครับ” ภัทรก้าวเท้าขึ้นสามล้อก่อนจะเอ่ยบอกปลายทางของตัวเองในทันที
ใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจ ขาทั้งสองข้างก็ก้าวลงมาหยุดอยู่หน้ากระทรวงกลาโหม เป็นสถานที่ที่เจ้าของห้องตัดเสื้ออย่างเขาไม่ได้เยื้องกรายมานัก ดีเหมือนกันที่เหตุการณ์ก่อนหน้าทำให้เขาได้มายืนอยู่ตรงนี้
การมาของเขาดึงดูดสายตาของใครหลายคนทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาภายในศาลา อาจเพราะเขาไม่ได้แต่งตัวอย่างเป็นทางการมากนัก และไม่ได้ใส่ชุดราชการเหมือนพนักงานส่วนใหญ่ที่นี่
ภัทรเดินตรงไปบริเวณต้อนรับก่อนจะยิ้มทักทายข้าราชการหญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่บริเวณนั้น
“เอ่อ…พอดีผมมาหาคุณเดือนครับ พอจะทราบไหมครับว่าคุณเดือนอยู่ที่ไหน” อยากจะตีอกชกหัวตัวเองที่ไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับบุคคลที่กำลังตามหาเลยนอกจากชื่อเล่น น้องเดือน ที่ไอ้เพชรมันเรียก
“คุณเดือน? พอทราบเป็นชื่อจริงไหมคะ”
ภัทรอยากจะเอาหัวโขกกำแพงศาลาเดี๋ยวนั้น
“ถ้าอย่างนั้นผมขอเข้าพบคุณอธิป เลขาของท่านนายพลกษิดิศได้ไหมครับ” โชคยังดีที่เขาพอรู้จักชื่อจริงของคุณจอม หรือเลขาของท่านนายพลอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นการมาวันนี้คงสูญเปล่า
“อ้อ ได้เลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวดิฉันไปตามคุณอธิปมาให้นะคะ ให้บอกว่าใครมาหาดีคะ?”
“พัชรดนย์ครับ จากห้องเสื้อสุริยา” ภัทรตอบก่อนจะยื่นนามบัตรไปให้คนตรงหน้า
“รับทราบค่ะ” หญิงสาวเดินหายเข้าไปในตัวศาลาในระหว่างที่ภัทรตัดสินใจยืนรออยู่แถวนั้น
“คุณภัทร มีอะไรหรือเปล่าครับ” ร่างสูงโปร่งของจอมเดินออกมาจากด้านใน ใบหน้าเรียวแสดงสีหน้าแปลกใจอย่างชัดเจน ก็ตั้งแต่รู้จักกันมา…เขาไม่เคยเจอคุณภัทรนอกห้องเสื้อเลยสักครั้งเดียว แต่วันนี้กลับข้ามแม่น้ำมาถึงที่นี่
“พอดีวันนี้มีคนมารับชุดเครื่องแบบของท่านนายพลจากที่ห้องเสื้อไป คุณจอมเป็นคนส่งคนมารับใช่ไหมครับ”
“อ้อใช่ครับ พอดีจอมติดธุระด่วนเลยให้น้องเดือนไปแทน เกิดอะไรขึ้นหรือครับ? น้องเดือนไปก่อเรื่องอะไรไว้หรือเปล่า? พอดีน้องเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ จอมต้องขอโทษด้วยนะครับ” จอมละล่ำละลัก
“เอ่อ…ไม่เป็นไรครับ แต่พอดีน้องเขาลืมชำระค่าเครื่องแบบน่ะครับคุณจอม”
จอมนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา มือเรียวยกขึ้นมาปิดปากเมื่อรู้ตัวว่าหลุดขำ
“ขอโทษครับ พอดีน้องเดือนเขาค่อนข้างขี้หลงขี้ลืม ต้องขอโทษคุณภัทรมาก ๆ เลยนะครับที่ทำให้เสียเวลาต้องเดินทางมาถึงนี่” จอมเอ่ยแก้ตัวแทนข้าราชการคนใหม่
“พี่แก้วตาครับ รบกวนไปตามคุณจันทกรออกมาหน่อยได้ไหมครับ” จอมหันไปเรียกหญิงสาวคนเดิมกับที่ไปตามเขาออกมาเมื่อสักครู่
จันทกร ชื่อนี้เห็นทีภัทรคงจะต้องบันทึกเข้าสารบบเสียแล้ว ดูท่าอาจจะได้เจอกันอีกหากเขาเข้ามารับเครื่องแบบแทนคุณจอมบ่อย ๆ
“เลขาอีกคนของท่านนายพลหรือครับ?” ภัทรเอ่ยถามกึ่งชวนคุยขณะรอเจ้าตัวต้นเรื่อง
“ไม่ใช่หรอกครับ เป็นล่ามให้ท่านนายพลน่ะครับ” จอมขยายความ
ข้อมูลที่ภัทรได้รับเรียกความสนใจจากเขาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว หากว่าเป็นล่ามอย่างที่คุณจอมบอก แสดงว่า…
“พอดีน้องเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น เพิ่งเข้ามาทำงานได้สองถึงสามวันเองครับ” จอมอธิบายต่อเมื่อภัทรเงียบไป
แสดงว่าได้รับสารจากทางญี่ปุ่นโดยตรง และแปลให้ท่านนายพลด้วยตัวเองเลยสินะ
“พี่จอมมีอะไรหรือครับ อ๊ะ-” ตัวต้นเรื่องเดินออกมาด้วยท่าทีเร่งรีบก่อนเกือบสะดุดเท้าตัวเองหน้าคะมำไปกับพื้น ถ้าไม่มีภัทรจับแขนอีกฝ่ายไว้
ท่าทางซุ่มซ่ามและอุปนิสัยขี้หลงขี้ลืมน่าเอ็นดูไม่น้อยในสายตาของภัทร แต่คนแบบนี้เนี่ยนะเป็นล่ามประจำกระทรวงกลาโหม
จะรอดไหมนะ…ภัทรได้แต่คิดในใจ
“โอ๊ะ…ขอบคุณครับ” จันทกรยกมือไหว้อีกฝ่ายอัตโนมัติจนภัทรรับไหว้แทบไม่ทัน
“ไปทำอะไรไว้ รู้ตัวไหม หา?” จอมที่ยืนกอดอกมองอยู่ต่อว่าอย่างไม่จริงจังนัก
เจ้าหัวขโมยตาใสกระพริบตาปริบ ๆ อย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
“ไปรับเครื่องแบบมาแล้วจ่ายเงินเขาไปหรือยัง น้องเดือน” จนจอมทนไม่ไหวต้องเตือนความจำให้
ใบหน้าใสแปรเปลี่ยนจากยิ้มแย้มมาเป็นตกใจระคนรู้สึกผิดทันที มือเล็กรีบล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงสีกรมท่าของตัวเอง และหยิบธนบัตรจำนวนหนึ่งออกมา
“เดือนขอโทษครับ! ขอโทษนะครับ เดือนลืมไปเลย” ร่างเล็กเอ่ยขอโทษจนลิ้นแทบพันกัน เดือนเอื้อมมือสั่น ๆ ที่ถือธนบัตรไว้ให้อีกฝ่ายด้วยความรู้สึกผิด ยิ่งเห็นเสื้อเชิ้ตชื้นเหงื่อและใบหน้าดุ ๆ ของอีกฝ่ายยิ่งรู้สึกผิดเข้าไปใหญ่
“ไม่เป็นไรครับ” คำตอบสั้น ๆ ของภัทรยิ่งทำให้เดือนเกร็งจนแทบจะร้องไห้ออกมา
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมขอตัวกลับเข้าไปทำงานก่อนนะครับคุณภัทร พาเจ้าตัวดีออกมาให้แล้ว” จอมกล่าวลาอีกฝ่ายก่อนจะชี้หน้าคาดโทษร่างบางที่ยืนก้มหน้าสำนึกผิดอยู่
“ขอบคุณมากครับคุณจอม” ภัทรเอ่ยสั้น ๆ ก่อนจะค้อมหัวเป็นการบอกลา
“เดือนต้องขอโทษคุณภัทรอีกครั้งนะครับ” มือสองข้างพนมขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ครับคุณเดือน” ภัทรมองอีกฝ่ายด้วยความเอ็นดู ใจจริงก็โกรธอยู่หน่อย ๆ ที่อีกฝ่ายเป็นต้นเหตุให้ต้องเดินทางมาไกลและทิ้งร้านไว้ แต่พอเห็นดวงตาหวานรื้นน้ำตาก็โกรธไม่ลง
“เดือนพอจะทำอะไรเป็นการไถ่โทษได้ไหมครับ” ร่างบางเงยหน้าขึ้นสบตาก่อนจะยื่นข้อเสนอเพื่อไถ่โทษ
มือขาวถือวิสาสะเอื้อมไปจับแขนเสื้อเชิ้ตของอีกฝ่ายจนภัทรเองก็ไม่ทันตั้งตัว
“เอ่อ..”
“...”
ภัทรไล่สายตามองชุดสูทและกางเกงหลวมโคร่งที่อยู่บนตัวอีกฝ่ายก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกไป
“ถ้าอย่างนั้นแวะมาตัดเสื้อกับผมสักชุดสิครับ แล้วผมจะยกโทษให้” พูดจบใบหน้าคมคายก็ยกยิ้มน้อย ๆ พร้อมกับยื่นนามบัตรของที่ร้านไปให้คนตรงหน้า
“ผมขอลานะครับ” ไม่อยู่รอให้ได้คำตอบ ภัทรหมุนตัวเดินออกมาพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม
คาดว่าอย่างไรทั้งสองก็น่าจะได้เจอกันอีกไม่เร็วก็ช้า
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in