เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
มรรคาแห่งธรรมNoi Beleza
เรามาขจัด..ตัวตนกันเถอะ

  • บทความโดย :
    สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป. อ. ปยุตฺโต )
    หนังสือ “หลักแม่บทของการพัฒนาตน”
    .
    .
    มนุษย์ที่พัฒนาตนจนถึงที่สุดแล้ว
    จะหมด(ความยึดมั่น)“ตัวตน”
    แล้วก็จะหมดความทุกข์
    พ้นจากกิเลส มีจิตใจเป็นอิสระ

    เมื่อพัฒนาตนแล้ว..พัฒนาไปๆ..
    กายก็พัฒนา ศีลก็พัฒนา จิตก็พัฒนา
    ปัญญาก็พัฒนาดีแล้ว

    ก็เกิดความรู้ความเข้าใจสิ่งทั้งหลาย
    ตามความเป็นจริง
    รู้เท่าทันคติธรรมดาของโลกและชีวิต

    รู้เข้าใจ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
    ปัญญาพัฒนาแล้ว
    ก็เลยรู้ว่า “ตัวตน” นี้ไม่มี

    ตกลงพัฒนาตน พัฒนาไปพัฒนามา
    ก็หมด“ตัวตน” เป็นสุดท้าย จบเลย

    ความจริง ไม่ใช่ว่าหมดหรอก
    โดย“สมมุติ”ก็ยังมีอยู่ เป็นเรื่องของภาษา

    ที่ว่าพัฒนาตนนั้นก็ต้องรู้เท่าทัน
    เราพูดตามภาษาสำหรับสื่อความหมายกัน
    เรียกว่า“ตัวตน”โดยสมมุติ

    เมื่อพัฒนาปัญญา ..
    ก็ทำให้รู้เข้าใจความจริงเกี่ยวกับ“ตัวตน”
    ว่ามันเป็น“อนัตตา”
    คือ ไม่ใช่ว่าหมดตัวตนหรอก
    แต่..รู้ทัน ว่า“ตัวตน”ที่ยึดถือกันนั้น
    ที่แท้..มันไม่มี
    .
    .
    เมื่อไม่มีความยึดติดถือมั่นในตัวตน
    ก็ไม่ถูกกระทบกระทั่ง
    เพราะไม่มี“ตัวตน”ที่คอยรับกระทบ
    ให้เกิดความทุกข์

    แต่ก่อนนี้ คนโน้นว่ามาก็กระทบ
    ไปมองเห็นรู้อะไรทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
    ก็กระทบเรื่อย เพราะมีตัวตนที่ยึดไว้
    พะวงปกป้องไว้คอยรับกระทบอยู่เรื่อย

    แต่พอเข้าใจ มีปัญญารู้แจ่มแจ้ง
    หมดความยึดมั่นนั้น ก็ไม่มีตัวไว้รับกระทบ
    ก็หมดทุกข์ เรียกว่าพ้นจากกิเลสและความทุกข์
    ก็ถึงจุดหมายของพระพุทธศาสนา

    ต่อแต่นั้น จะทำอะไร จะแก้อะไร
    ก็ตรงไปตรงมาตามเหตุปัจจัย
    ไม่ทำไปตามกิเลส เป็นอิสระแท้จริง
    .
    .
    ถ้าไม่พัฒนาตนก็เป็นไปในทางตรงข้าม
    คือ ไม่รู้เข้าใจ“ตัวตน”ว่าเป็นอนัตตา
    ก็ยิ่งพัฒนาความยึดมั่นในตัวตน
    ตัวตนมันก็ขยายพอกพูนออกไป พองออกไป
    อยู่นานวันเข้าตัวตนของเราก็ยิ่งพองขยายใหญ่ 
    พอขยายใหญ่ก็ยิ่งทุกข์มาก

    เพราะตัวตนแค่นี้ ..
    มันรับกระทบแค่นี้ มันก็ทุกข์แค่นี้ ..
    พอนานๆเข้ามันขยายออกไป
    ขยายออกไป อยู่กับสิ่งนั้นสิ่งนี้
    ก็มี“ตัวตน”ที่รับกระทบมากขึ้นๆ
    ก็ทุกข์หนักเข้าทุกที
    .
    .
    ถ้าเราอยู่ในโลกไม่เป็น ก็ติดโลก
    แล้วก็ยึดทุกอย่างในโลก ..
    เช่น ของที่เรามี ที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง
    เราก็ยึดทุกอย่าง ..
    เรายึดอะไร ตัวตนของเราก็ขยายไปอยู่กับมัน
    สิ่งนั้นก็ผนวกเข้าเป็น“ตัวตน”ของเรา

    เรามีแก้วใบหนึ่ง
    แก้วใบนั้นก็เป็น“ตัวตน”ของเราด้วย
    ตัวเราขยายไปอยู่กับแก้ว

    เรามีบ้านหลังหนึ่ง
    ตัวตนของเราก็แผ่ขยายไปครอบคลุมบ้าน

    เรามีอะไร..
    “ตัวตน” ของเราก็ขยายไปผนวกเข้า
    ตัวตนก็ใหญ่ออกไปๆ..
    จนในที่สุด สิ่งกระทบก็เข้ามากระทบมากมาย
    จนรับไม่ไหวเลย วันหนึ่งๆไม่รู้กระทบเท่าไร

    ยิ่ง“ตัวตน”ใหญ่..
    ก็ยิ่งมีโอกาสมีขอบเขต
    มีแดนที่จะรับกระทบมาก
    ก็เลยทุกข์มาก
    .
    .
    จะทำอะไร จะแก้ไขอะไร
    ก็ทำด้วยกิเลส ที่เห็นแก่ตน
    ทำไปตามแรงความรู้สึกที่ถูกบีบ
    ไม่ทำให้ตรงตามเหตุปัจจัย
    ก็เลยยิ่งเกิดปัญหามาก

    ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาตน
    เพื่อจะรู้เท่าทัน เข้าใจอนัตตา
    มองเห็นความไม่มี“ตัวตน”
    จะได้หมดความยึดมั่นในตัวตน
    แล้วก็จะหมดความทุกข์
    พ้นจากกิเลส มีจิตใจเป็นอิสระ”

    ???
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in