เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
องศาเดียว – ราเมงหมายเลข8
ตอนที่ 4 : ครั้งแรก
  •               “เป็นไรอีก” แชงมองเพื่อนที่วันนี้ดูซึมผิดปกติ ไม่พูดไม่จา เมื่อวานยังเห็นเริงร่าอยู่เลยจนเขาแทบจะปรับตัวไม่ทันกับอารมณ์แปรปรวนของเพื่อนสาว


                   “เปล่า”


                   “เปล่าได้ไง” แชงว่าเสียงดุ “เมื่อวานยังดีๆอยู่เลย”


                   “เหนื่อยอ่ะ” บี๋พูดยานคางไม่ยอมสบตาแชงที่มองมาอย่างจับผิด


                   “รู้ใช่ไหมว่าตัวเองโกหกได้ห่วยแตกมาก” แชงเลิกสนใจ “เปล่าก็เปล่า” ถ้าเจ้าตัวอยากบอกก็คงบอกเอง


    บี๋เหลือบมองเพื่อน ด้วยความรู้สึกผิดเล็กๆที่เกิดขึ้น ไม่อยากจะโกหกหรอกนะ แต่สำหรับเธอแล้วมันไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรจนต้องเอาไปปรับทุกข์ แค่ต้องใช้เวลานิดเดียวก็เท่านั้นเอง เดี๋ยวเดียวก็หาย


                   “อ้าว ไอ้ลี” แชงพยักหน้ายกมือทักทายเมื่อเห็นลีอยู่ไม่ไกล “มาเช้าเหมือนกันนี่หว่า”


    ลีทักทายกลับ ก่อนจะเดินตรงมา “เออ วันนี้ตื่นเช้าว่ะ”


                   “ตอนเย็นมึงจะมาเล่นด้วยไหม”


                   “ดูก่อนว่ะ ไม่มั่นใจ” ลีว่า “แล้วนี่มึงมาคนเดียวหรอ” 


                   “เปล่า กับไอ้บี๋ไง”


                   “ไหนบี๋”


                   “ก็…” แชงมองขวาซ้ายสลับไปมา “อ้าวหายไปไหนของมัน” ก่อนจะมองไปรอบๆ “เมื่อกี้ก็ยังยืนตรงนี้อยู่เลย” แชงชี้ที่ข้างตัวด้วยสีหน้างงงวย


                   “ตอนมึงทักกูก็ไม่เห็นมีใครนะ” แชงมองหน้าลีเพื่อเช็คความแน่ใจว่าไม่เห็นไอ้บี๋จริงดิ


                  “ช่างมันเหอะ คงเดินไปห้องแล้วมั้ง” แชงว่าอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะคุยกับลีระหว่างทางไปตึกเรียน แต่ก็ไม่วายหันมองรอบตัวอยู่ดี

     





    บี๋นั่งลง หอบหายใจแรงด้วยความเหนื่อย นี้สินะที่เขาบอกว่าถ้าชอบใครสักคน ก็จะเห็นคนคนนั้นอยู่ในสายตาแม้จะอยู่ท่ามกลางฝูงชนต่อให้ไกลกันเป็นโยชน์ก็ตามเถอะ


                   “หนีไรมาหรอ ทำไมดูเหนื่อยแบบนี้ล่ะ” ฟางมองคนหอบแฮกๆข้างตัว


                   “ปะ ป่าว” บี๋หอบ พูดแทบไม่เป็นคำก่อนจะสะบัดมือไปมาเพราะว่าพูดไม่ไหว “นะ เหนื่อย”

    ฟางเห็นแบบนั้น จึงหยิบขวดน้ำออกจากกระเป๋าก่อนเปิดฝาและยื่นให้บี๋


                   “ขอบใจน้าฟาง” กินเกือบหมดขวดก็เอาหัวไถไหล่อีกฝ่ายด้วยความประจบ “ฟางใจดี๊ใจดี”


                   “ไม่ต้องการคำขอบคุณ แค่ซื้อคืนก็พอ”


    บี๋มองไปหาต้นเสียงในขณะที่หัวก็ยังซบอยู่ที่เดิม “ฟางยังไม่พูดไรเลย”


                  “เออ ฟางไม่กล้าไง กูเลยพูดแทน” แชงว่าพร้อมทิ้งกระเป๋าลงบนโต๊ะเสียงดังโครม “ทำไมขึ้นมาก่อน”ก่อนจะหันเก้าอี้มาทางที่บี๋นั่ง  


                   “ร้อน”


                   “หันมา”


    บี๋จำใจยกศรีษะขึ้น ก่อนจะหันหน้าไปทางแชงดูจากสีหน้าที่จริงจังแล้ว ต้องขอบอกว่าเธอก็แอบกลัวอยู่นิดๆเหมือนกัน


                   “ร้อนไง ร้อนมาก ดูเหงื่อสิ” บี๋เสยผมข้างหน้าขึ้นชี้เหงื่อที่ไหลตามไรผมให้แชงดู “หยดติ๋งๆเลย” ประโยคสุดท้ายเบาลงเรื่อยๆ ดูเหมือนเพื่อนจะไม่ตลกด้วยสักเท่าไหร่


                   “โธ่ อย่าทำหน้างั้นดิ เรากลัวนะ” บี๋หลุบตาแกล้งทำเสียงหงอย


                   “ก็บอกมาสิ ว่าเป็นไร ทำไมไม่รอ” บี๋เงยหน้าสบตาแชงแปปเดียวก็ต้องผละออก โห ทำไมตามันดุจังวะ


                   “เปล่า”


                   “เพราะไอ้ลีใช่ไหม”


                   “ไม่ใช่นะ” บี๋สั่นหัวแทบไม่ทัน เมื่อได้ยินชื่อของคนที่เป็นต้นเหตุ


                   “ใช่แน่นอน” “ชัวร์ป้าบ”


                   “ตกใจหมดสัส!” แชงหันไปด่าเมื่อจู่ๆจีและปั้นยื่นหน้าขนาบซ้ายขวาพร้อมกันแบบไม่ทันตั้งตัว


                   “ไม่ใช่ซะหน่อย” บี๋ยืนกราน


                  “ไม่ใช่ซะหน่อย” จีบีบเสียงเลียนแบบ “โด่ ใครเชื่อก็บ้า” ปั้นพยักหน้าเห็นด้วย


                   “บอกมา เกิดไรขึ้น” น้ำเสียงคาดคั้นจากแชงทำให้บี๋ไม่กล้ามองหน้า แต่จะให้บอกว่าไม่มีอะไรอีกครั้ง ก็ไม่กล้าเหมือนกันเพราะตอนนี้แชงน่ากลัวชิบ


                   “บอกมา” บี๋เหลือบมองแชงอีกครั้งก่อนหันไปหาอีกสองตัว ที่ทำหน้าอยากรู้อยากเห็นสุดๆ ฟางเห็นบรรยากาศท่าจะไม่ดีจึงลุกออกไป เพื่อให้ทั้งสี่คนได้คุยกันอย่างสะดวก


                   “บอกก็ได้” บี๋พูดเสียงอ่อยดูท่าหากไม่พูดให้พวกนี้ฟังล่ะก็ มีหวังงอนเธอยกกลุ่มแน่ๆ


                   “ถึงได้เดินหนีมัน ว่างั้น” แชงถามเมื่อฟังเรื่องทั้งหมดบี๋พยักหน้าช้าๆ


                   “แล้วตอนนี้เป็นไง” จีถามบ้าง “โอเคไหม”บี๋มองหน้าจี แม้จะไม่แสดงออกมานักแต่ก็รู้ว่ามันเป็นห่วง  


                   “จะบอกว่าโอเคดีก็...” บี๋อดยิ้มขึ้นมาไม่อย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะเม้มปากคิดหาคำตอบ “มันก็ อืมมม ก็ต้อง...ไม่โอเคอยู่แล้ว”


                   “ร้องไห้หรือเปล่า” ด้วยความเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กแชงย่อมรู้ดีอยู่แล้ว ว่าอาการแบบนี้ ไม่โอเคแบบสุดๆ ไม่โอเคแบบมากๆไม่งั้นเพื่อนเขาคงไม่พยายามฝืนยิ้มแบบนี้หรอก


    บี๋ส่ายหัวเมื่อได้ยินคำถาม “ดีแล้ว” แชงว่าขึ้น อย่างน้อยก็ไม่สาหัสมาก


                   “กลั้นไว้น่ะ”


    แชง ปั้น จี หันขวับ มองหน้ากันอย่างอัตโนมัติ 


                                      นี้มันสาหัสสุดๆเลยนี่หว่า

     

    .

    .



    เมื่อเห็นว่าในห้องตอนนี้บี๋กำลังจับกลุ่มคุยกันตามประสาผู้หญิงที่โต๊ะตัวเอง จีจึงหันมาถามปั้นทันที “มึงรู้ว่าไอ้ลีมีแฟนแล้ว แล้วทำไมมึงไม่บอกไอ้บี๋มันวะ”


                   “กูบอกแล้วเหอะ พวกมึงก็อยู่ด้วย” จีนึกตามก่อนจะโบกกบาลสักป้าบเมื่อนึกออกว่ามันพูดตอนไหน


                   “บอกด้วยมุขควายๆของมึงเนี่ยนะ” จีหัวเสีย “เหี้ยเหอะ”


                   “เออ กูผิดเองแหละ ที่ไม่รีบบอกไอ้บี๋อ่ะ” ปั้นว่าอย่างรู้สึกผิด“กูก็นึกว่ามันจะแอบชอบเฉยๆ ไม่นึกว่าจริงจังขนาดนี้ รู้งี้ไม่น่าเล่นมุขตั้งแต่แรกเลยกู”


                   “เออ เลิกเล่นไปทั้งชีวิตได้ยิ่งดี” จีเห็นด้วยพร้อมผลักหัวปั้นอีกรอบ


                   “พวกมึงไม่ต้องเถียงกันไปหรอก เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น” แชงเหลือบมองเจ้าของปัญหาที่พวกเขาพูดถึง


                  “ไอ้เดี๋ยวนี้กูก็รู้” จีมองหน้าแชง “ปัญหาคือเพื่อนพวกมึงเคยเป็นแบบนี้หรือเปล่า” จีมองหาคำตอบ“ก็ไม่ใช่ไหมล่ะ”  


    ซึ่งทั้งสามก็เห็นพ้องต้องกันว่าไม่เคยเห็นเพื่อนผู้หญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มเป็นแบบนี้ตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่ติงต๊อง บ้าๆบอๆ ก็โกรธโมโหสุดๆไปเลย ไม่มีหรอก ไอ้ท่าทางเซื่องซึมอารมณ์ครึ่งๆกลางๆแบบนี้


                   “คนพึ่งเคยอกหักก็แบบนี้แหละ พวกมึงอย่าห่วงมันมากเลย”


                   “เงียบไปเลยสัสปั้น” จีว่า “ไอ้คนมาทีหลัง”  


                   “โห เหี้ยจี” เพราะสามตัวนั้นรู้จักกันตั้งแต่เด็กด้วยความที่เขาเข้ากลุ่มเป็นคนสุดท้าย จึงโดนพวกมันว่าแบบนี้บ่อยๆซึ่งบอกตรงๆว่าเขาโคตรเกลียดคำนี้เลย ยิ่งบอกมันว่าไม่ชอบ แม่งยิ่งพูดไม่หยุด ค๊วย รู้งี้ไม่บอกดีกว่า



     .

    .

    .


    ผ่านมาจะสองอาทิตย์ บี๋พยายามเลี่ยงไม่เจอหน้าลี ทักทายบ้างเมื่อมันสุดวิสัยสุดๆ หนีไม่ทัน หลังๆได้แต่บอกตัวเองว่าเป็นเพื่อนกันก็ดีออก เพียงเพราะเขามีแฟนก็เลยจะปล่อยไปง่ายๆอย่างนี้หรอ ไม่แน่ลีอาจจะเป็นเพื่อนที่ดีในอนาคตก็ได้ 


    แต่ทำได้แค่คิด เพราะในความเป็นจริงนั้น ไม่อยากได้เพื่อนโว้ยยย อยากได้แฟนอ่ะ แฟนตัวเป็นๆ เข้าใจไหม เพื่อนมีเยอะแล้วส่วนเพื่อนสนิทก็มีตั้งสามคน ไม่อยากได้เพิ่มแล้ว พอแล้ว

     

    ส่วนไอ้การจะชอบใครสักคนมันใช่จะเกิดกับใครง่ายๆซะที่ไหนเกิดมาก็พึ่งเคยมีความรู้สึกแบบนี้ครั้งแรก พอเจอ เขาก็ดันมีแฟนซะงั้น โถชีวิตของไอ้บี๋


    พึ่งลิ้มลองรักใสๆวัยมัธยมเหมือนคนอื่นเขาได้ไม่ถึงสองเดือนก็ต้องผิดหวังซะแล้ว

     

    รู้อย่างนี้ วันแรกที่เจอ ไม่น่ามองไปทางนั้นเลย  ตรงที่ลียืนอยู่


                   “ช่างเถอะ เดี๋ยวก็ลืม”  

       

     

     

      

     

     

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in