เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
LONDON CALLINGSALMONBOOKS
Day 1: HEATHROW AIRPORT



  • ขณะที่เดินตามฝูงชนไปยังด่านตรวจคนเข้าเมือง ผมภาวนาให้ได้ช่องที่พนักงานเป็นผู้ชาย เพราะน่าจะไม่ถามจุกจิก ดูพาสปอร์ตแค่นิดหน่อยแล้วก็ปั๊มผ่าน แต่นั่นก็เป็นแค่ทฤษฎีปัญญาอ่อนที่ผมคิดขึ้นมาเอง พอยืนต่อแถว ความตื่นเต้นก็เริ่มถาโถม ไหนจะสกิลการพูดของตัวเอง ไหนจะสำเนียงผู้ดีจ๋าที่ฟังยาก ไม่เหมือนสำเนียงอเมริกันที่ได้ยินผ่านหนังฮอลลีวูดบ่อยๆ อีก... เอาแล้วไง เขาเรียกผมแล้ว ผู้หญิงผิวดำหยิบพาสปอร์ตแล้วมองหน้านิดหน่อย พร้อมกับคำถามยอดฮิตว่า “มาทำไม”


    ก่อนมาอังกฤษได้สองสามวัน ผมเห็นสเตตัสเฟซบุ๊คของพี่ต่อ—คันฉัตร รังษีกาญจน์ส่อง (ผู้เขียนหนังสือท่องเที่ยวซีรีส์ แอดเวนเจอร์ ออฟเมอฤดี) ที่พูดถึงการคุยกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของประเทศอะไรสักแห่ง เจ้าหน้าที่ถามพี่ต่อว่ามาทำไม แต่พี่ต่อเบื่อกับการตอบแบบ Side and Seek เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป เลยบอกว่ามาดูคอนเสิร์ต เจ้าหน้าที่ตอบว่า “เจ๋ง” ผมเลยอยากลองทำบ้าง







  • หลังจากนั้นก็มีคำถามอื่นอีกเยอะแยะ แต่ก็เป็นคำถามทั่วไป เช่น นอนที่ไหน พกเงินสดมาเท่าไหร่ เข้าเมืองยังไง ไปเมืองอื่นอีกมั้ย ผมพยายามตอบเท่าที่จะตอบได้ ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษมานานมาก จะพูดอะไรทีก็คิดรูปประโยคไม่ออก ได้แต่ส่งยิ้ม แฮะๆ ไปตามเรื่อง

    กว่าป้าจะยอมปล่อยให้ผมเดินเข้าไปเที่ยวเล่นในอังกฤษได้ก็นานมากกกก (ที่จริงก็ไม่นานหรอกครับ เว่อร์ไปงั้น) ผมไม่เคยคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนานขนาดนี้มาก่อน นี่ไม่รู้เป็นเพราะไปตอบว่าดิสม่าแลนด์หรือเปล่า (ถ้าตอบว่ามาเดินชมวิวชมตึก ไปบิ๊กเบน พระราชวังบักกิ้งแฮมตั้งแต่แรกก็คงจบไปนานแล้ว ...ความผิดพี่ต่อคนเดียวเลย)
  • ไอ้จ๊อยมาสาย... ผมนั่งรอมาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ติดต่อก็ไม่ได้ ไม่รู้จะทำอะไรเลยหยิบโน้ตบุ๊คขึ้นมาหาเกมง่อยๆ แบบไม่เปลืองแบตเล่น (ป้ากับลุงที่นั่งข้างๆ นั่งดูผมเล่นอย่างเพลิดเพลิน) ระหว่างนั้นรู้สึกคันไม้คันมืออยากเล่นเฟซบุ๊คเลยลองค้นหาไวไฟดู ...อืม ที่สนามบินมีเน็ตให้เล่นฟรีด้วย เข้าไปสมัครอะไรนิดหน่อยก็เล่นได้แล้ว พอเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาก็ได้รับข้อความจากจ๊อย







  • OYSTER CARD


    ผมลงลิฟต์ไปที่ชั้นล่างสุดของสนามบิน เดินตามป้าย Underground ไปเรื่อยๆ ต่อแถวซื้อบัตร Oyster จากตู้ขายตั๋วอัตโนมัติ เสียค่าบัตรไป 5 ปอนด์ เติมเงินเพิ่มเข้าไปในบัตรแบบ Travel Card สำหรับเดินทาง 7 วัน อีก 32 ปอนด์ (Travel Card สามารถเดินทางไปไหนก็ได้ทั้ง Tube, Bus,etc. เฉพาะโซน 1 กับ 2) และเติมเข้าไปอีก 5 ปอนด์ เผื่อเดินทางไปโซนอื่นนอกเหนือจากโซน 1 กับ 2 รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นเงิน 42 ปอนด์

    ครับ เพราะว่าผมเป็นคนฉลาดและเรียนรู้ได้ไว ดังนั้นผมจึงทำทั้งหมดที่ว่านี้ได้อย่างคล่องแคล่วราวกับว่าอยู่ลอนดอนมานานทั้งที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรก (จริงๆ ก็คือจ๊อยทำให้หมด ผมไม่ได้แตะ ไม่ได้ยืนดู ไม่ได้
    สนใจอะไรทั้งนั้น ยื่นเงินให้อย่างเดียว)

    ป.ล. ตอนผมไป หนึ่งปอนด์เท่ากับห้าสิบกว่าบาท!




    บัตร Oyster ใช้แทนเงินสด คล้ายๆ บัตร Rabbit รถไฟฟ้าบ้านเรา ใช้ได้กับรถโดยสารทุกประเภททั่วลอนดอน ตั้งแต่รถบัสไปจนถึงรถไฟ
  • รถไฟฟ้าเก่าเคลื่อนที่มาจอดตรงหน้าพวกเรา พร้อมกับเสียงประกาศจากลำโพง “Please mind the gap between train and platform” พอประตูเปิดออกก็เห็นซากหนังสือพิมพ์วางเรี่ยราดตามพื้นรถและเก้าอี้
    ความประทับใจแรกในเมืองผู้ดีอุบัติขึ้นเมื่อจ๊อยเดินนำเข้าไปในรถไฟฟ้าแล้วก็เตะซากหนังสือพิมพ์บนพื้นไปอัดกับผนังด้านข้าง ก่อนจะหันมาบอกผมว่า “นั่งนี่” จากนั้นก็ล้วงป๊อกกี้รสสตรอว์เบอร์รีขึ้นมากินหน้าตาเฉย...


  • TUBE

    Tube คืออีกชื่อของ London Underground เรียกตามอุโมงค์รูปทรงกระบอกที่เหมือนหลอด (Tube) ขนาดใหญ่ รถไฟฟ้าอังกฤษจะมีอยู่สองแบบ หนึ่ง—Deep Underground จะคันเล็ก สอง—Subsurface คันใหญ่ขนาดเดียวกับที่ไทยใช้ และเนื่องจากอุโมงค์รถไฟอยู่ลึก จึงไม่สามารถใช้เน็ตได้ (ทำไม MRT บ้านเราถึงใช้ได้?) สิ่งที่มักเห็นคนเขาทำกันก็คือกิน และอ่านหนังสือพิมพ์ที่แจกฟรีหน้าสถานี (แล้วก็เอามาทิ้งเรี่ยราดให้คนเตะเล่น) ทุกเสาร์-อาทิตย์ รถไฟบางสายจะหยุดปรับปรุงสลับกันไปต้องเช็กให้ดี จะได้อ้อมไปใช้ขบวนอื่น





  • บ้านหลังนี้มีคนไทยเช่าอยู่สามคน พอจ๊อยเรียนจบจะกลับเมืองไทย อีกสองคนเลยต้องไปหาบ้านใหม่ เช่นเดียวกับผมที่ได้นอนฟรีแค่สองคืนเท่านั้น วันอื่นๆ ต้องไปหาเอาจาก airbnb แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ตอนนี้ผมควรหาตั๋วเข้าดิสม่าแลนด์ก่อน แต่ปัญหาก็คือในเน็ตบอกว่าตั๋วขายหมดแล้ว! อืม...แต่ผมคิดว่ามันอาจเป็นความกวนตีนของดิสม่าแลนด์ เพราะนี่เป็นงานแบงก์ซี ศิลปินชาวอังกฤษที่โคตรกวน ผมเลยคิดว่าจะไปลองต่อแถวหน้างานดู แม้ว่ามันจะตั้งอยู่ที่เมือง Weston-super-Mare ซึ่งต้องเสียค่าเดินทางไปกลับเกือบร้อยปอนด์ก็ตาม 

    มาถึงลอนดอนแล้วก็ควรจะกินอาหารท้องถิ่นเป็นมื้อแรก จ๊อยเป็นคนทำอาหารมื้อนี้ ผมตั้งตารอว่าจะได้กินอะไร และนี่คืออาหารมื้อแรกที่จ๊อยทำมาให้ผมกิน
  • TATE BRITIAN


    สิ่งที่ผมคิดว่าจะทำในอังกฤษคือการไปดูงานศิลปะในมิวเซียมกับอาร์ตแกลเลอรี ที่แรกที่ผมได้ไปคือ Tate Britain ทำไมถึงเลือกที่นี่เป็นที่แรก? เพราะที่นี่ตั้งอยู่ติดกับมหาวิทยาลัย Chelsea ของจ๊อย ทั้งสองแห่งเป็นพาร์ตเนอร์กัน ผมเลยคิดไปเองว่าน่าจะมีส่วนลด ส่วนจ๊อยพาผมมาที่นี่ก็เพื่อจะให้ช่วยมันขนพวกอุปกรณ์การเรียน หนังสือ งานต่างๆ จำนวนสองกล่องกลับบ้าน ผมกลายเป็นเบ๊ของจ๊อยไปโดยปริยาย

    มิวเซียมแห่งนี้ตั้งตามชื่อ Sir Henry Tate ผู้บริจาคงานศิลปะที่ตัวเองสะสมให้กับที่นี่ โดยงานข้างในจะแบ่งออกเป็นห้องตามยุคก่อนๆ ไล่เรียงมาจนถึงงานศิลปะร่วมสมัย งานหลายชิ้นผมเคยเห็นในหนังสืออ้างอิงสมัยเรียน ตอนที่เราเห็นในหนังสือว่าสวยแล้วนะ แต่ของจริงนี่คนละเรื่องเลย


  • ตอนเข้าไปขนของในมหาวิทยาลัย Chelsea (ที่นี่เคยเป็นทั้งโรงพยาบาลทหารและศูนย์บัญชาการทหารสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ภายในห้องแสดงงานยังมีเมรุเผาศพตั้งอยู่เลย) ผมมีโอกาสได้เข้าห้องทำงานห้องหนึ่งในคณะ ซึ่งเป็นห้องขนาดเล็ก มีโต๊ะใหญ่ตั้งกลางห้อง ให้บรรยากาศเหมือนโรงเรียนกวดวิชามากๆ ส่วนขากลับ กล่องของจ๊อยก็หนักจนแบกไม่ไหวเลยต้องเรียกอูเบอร์มารับ เสียเงินไป 12 ปอนด์ ระหว่างที่อยู่ในรถ ไอ้จ๊อยบอกว่า “นั่นไงบิ๊กเบน” ผมหันไปมองตามด้วยแววตาอันเป็นประกายกับสัญลักษณ์อันมีชื่อเสียงของลอนดอน “ไหนวะ มองไม่เห็น... ช่างมันเถอะ”

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in