โดยองไม่ได้บอกใครว่าเขากลับมาติดต่อกับแฟนเก่า
ยิ่งแฟนเก่าคนนี้ เป็นคนเดียวกับเตนล์ อดีตคนรักที่คบ ๆ เลิก ๆ มาตั้งแต่ชั้นมัธยมปลายจนถึงช่วงมหาวิทยาลัย ยิ่งไม่ใช่เหตุผลที่ควรกระโตกกระตากให้คนรอบข้างยื่นมือ (บางครั้งก็ยื่นปาก) รวมทั้งหยิบยื่นความเห็นซึ่งไม่เคยสักครั้งที่มันจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตและความสัมพันธ์ใดใดของเขากับใครก็ตามแต่...เข้ามายุ่ง
ด้วยความหวังดีที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เขาและแฟนคนก่อน ๆ เคยได้รับมันมาแล้วทั้งสิ้น บทสรุปสุดท้ายก็อยู่ที่คนเพียงสองคนอยู่ดี หาใช่ใครอื่นซึ่งไม่แม้แต่จะเข้ามาร่วมทุกข์ร่วมสุข ถึงเวลาเจ็บช้ำก็มีแค่น้ำหนักกดตรงบ่า ปลอบใจกันด้วยวลี ‘ความรักมันก็อย่างนี้แหละน่า’ เสร็จแล้วก็เดินแยกไปตัวใครตัวมันอย่างที่เป็นมาตลอด
ยิ่งในสถานการณ์ที่ชายหนุ่มก็ยังไม่แน่ใจนัก ว่ารักครั้งนี้จะยืดยาวไปอีกหนึ่งสัปดาห์ สองเดือน หรือสี่ปีอย่างที่มันเคยเกิดขึ้นหรือไม่ ยิ่งเก็บไว้เงียบ ๆ ดีที่สุด
เขาขี้เกียจตอบคำถาม ขี้เกียจโดนปลอบ
มันน่ารำคาญ
“เผลอแป๊บเดียวสองปีแล้วเนอะที่ไม่เจอกันเลย ที่จริงนึกว่าโดยองย้ายไปอยู่คอนโดแล้วซะอีก ก่อนเรียนจบเห็นว่าซื้อไว้ ตอนเห็นโดยองที่ตลาดนัดเตนล์เลยตกใจเพราะไม่คิดว่าจะเจอ”
“เคยไปอยู่มาพักนึงแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ มันอึดอัดแปลก ๆ ก็เลยปล่อยให้เช่า ว่าแต่ ไปไงมาไงถึงมาเดินตลาดนัดแถวนี้”
“อยากกินเป็ดพะโล้น่ะสิ ไม่น่าเชื่ออะว่าจะยังขายอยู่จริง ๆ ด้วย” เตนล์พูดถึงเป็ดพะโล้ร้านโปรดที่โดยองต้องซื้อไว้ให้ทุกครั้งตอนที่ยังรักกัน
“แล้วไม่บอกแต่แรก” คราวนี้เจ้าของบ้านหัวเราะ “อุตส่าห์มาเพราะเป็ด แต่ก็ไม่ได้ซื้อเนี่ยนะ”
“ก็ตอนนั้นมันตื่นเต้น” เถียงเสียงดังด้วยกิริยาน่าเอ็นดู
ชายหนุ่มส่งเสียงอืมในลำคอ เข้าใจได้ว่าความตื่นเต้นนั้นมันเกิดเพราะตนเอง
“ไว้วันหลังค่อยกินก็ได้” เตนล์มองหน้าเขา “เนอะ”
โดยองทอดมองดวงตาสวยคู่นั้น เนิ่นนานก่อนจะพยักหน้าอย่างเชื่องช้า
“เพิ่งเชื่อที่เขาบอกว่าการจะคบกันให้ยืด แค่รักอย่างเดียวมันไม่พอก็ตอนที่เลิกกันครั้งก่อน”
พอหมดเรื่องคุยครู่หนึ่ง เตนล์ก็ชวนคุยเรื่องอื่นต่อ ตามสไตล์คนคุยเก่ง แต่เรื่องนี้มันไม่ใช่อะไรที่พูดถึงได้ง่าย ๆ อย่างที่คิด บริเวณหน้าบ้านสองชั้นหลังเก่าที่ได้รับตกทอดมาจากพ่อและแม่ผู้ล่วงลับจึงมีเพียงสองลมหายใจที่ดังชัดที่สุดในวินาทีต่อมา นอกเหนือไปจากนั้นคือเสียงหึ่งของยุงที่บินกันให้ว่อน โดยองยกมือปัดไล่พวกมันให้พ้นจากศีรษะ เอนหลังพิงพนักม้าไม้ยาว เงยหน้ามองท้องฟ้าผ่านปลายกิ่งมะม่วงที่ออกช่อสะพรั่ง ลูบสัมผัสเย็นเฉียบของกระป๋องเบียร์ที่เหลือเพียงครึ่งในมือเล่น สบตาคนพูดยิ้ม ๆ โดยไม่ออกความเห็น
เขาบังเอิญเจอเตนล์เมื่อหลายชั่วโมงก่อน พิกัดตลาดนัดแถวบ้าน ตอนนั้นในมือมีกับข้าวหนึ่งอย่างที่ตอนนี้ถูกยัดทิ้งไว้ในตู้เย็น ตลกตรงที่เตนล์ออกอาการว่าตกใจกับการเห็นหน้าเขาจนน่าฉงน แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ตัวโดยองเอง ก็ตกใจกับการเจออีกฝ่ายเช่นกัน นอกเหนือไปจากความคาดไม่ถึง อีกความรู้สึกที่เคลื่อนไหวอยู่ในอกคือความยินดี
“ถ้าตอนนั้นเตนล์ไม่บอกเลิก ป่านนี้เราอาจจะเกลียดกันไปแล้วก็ได้เนอะ จำได้มั้ยที่เคยทะเลาะกันเรื่องไม่เก็บที่นอน เกี่ยงกันล้างจานอีก ไหนจะเรื่องอ่านไลน์แล้วไม่ตอบ ตลกดี เหมือนเด็กเลย ดีหน่อยที่อีกคนเป็นโดยอง เตนล์เลยไม่ลังเลเลยตอนนั้น”
“มันยังไงกันนะ ไอ้คำที่ว่าไม่ลังเลเลยนั่นน่ะ”
ภาพความทรงจำครั้งเก่า ประโยคบอกลาง่ายๆดังขึ้นในความทรงจำ น่าแปลกที่เขาไม่เจ็บปวด คำเดียวที่ดังชัดคือคำว่าเสียดาย
คนถูกคาดคั้นหัวเราะจนตาหยี
“เหอะน่า ยังไงก็ขอบใจที่ชวนมาบ้านนะ”
“จะกลับแล้วเหรอ” เอ่ยถามเรียบ ๆ เมื่อเห็นอีกฝ่ายขยับลุกขึ้น
“อือ มืดแล้ว” เตนล์พยักหน้า ทำท่าจะหยิบกระป๋องเบียร์หลายกระป๋องตรงหน้าไปทิ้งถังขยะที่ตั้งอยู่ข้างประตู
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวทิ้งเอง”
คนฟังส่ายหน้าหวือ “ไม่เป็นไร แค่นี้เอง ช่วยกัน”
คืนนั้นจบลงตรงที่เตนล์กลับไปโดยที่เขาไม่ได้รั้งไว้ โดยองเฝ้ามองแผ่นหลังบอบบางก้าวห่างจนลับสายตาจากรั้วหน้าบ้าน เพิ่งรู้ว่ายังไม่เคยสลัดหัวทุยสวยกับทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ ลำคอระหง รวมทั้งร่างเล็กในชุดลำลองสบายๆออกไปจากหัวใจได้ก็ตอนก้าวเข้าบ้าน แล้วพบว่ายังมีภาพ เสียงและกลิ่นหอมอ่อนๆปรากฏอยู่ในทุกที่ที่เตนล์เคยอยู่
หลังปิดไฟเขานอนมองเพดาน ครุ่นคิดซ้ำ ๆ ถึงการตัดสินใจที่ผุดเข้ามาในหัว
การเริ่มต้นใหม่...
“ตอนนี้เหรอ ไม่มีคนคุยหรอก ไม่รู้สิ ไม่มีเวลาด้วยมั้ง ก็คือไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับการอยู่คนเดียว แค่งานก็เหนื่อยละ”
สามวันหลังจากนั้นโดยองมีโอกาสได้ต้อนรับเจ้าของรอยยิ้มที่กำลังส่งมันมาให้กับเขาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่โต๊ะไม้หน้าบ้าน แต่เป็นโซฟายาวหน้าโทรทัศน์
ในมือเขาทั้งคู่คือเครื่องดื่มที่คุ้นเคย เบียร์กระป๋องและขนมอบกรอบที่หาได้ในร้านสะดวกซื้อทั่วไป ของพวกนี้เตนล์หิ้วมา
“แล้วโดยองล่ะ”
ชายหนุ่มละสายตาจากการถ่ายทอดกีฬา สบตาคนข้างๆ “ไม่มีหรอก รำคาญ”
“นึกแล้วเชียวว่าต้องเหตุผลนี้” เตนล์พึมพำพลางยิ้มขำ
ทุกคนที่อยู่รอบตัวโดยองล้วนสัมผัสได้ว่าคนคนนี้ขี้รำคาญขนาดหนัก ตอนคบกัน สารพัดสิ่งที่ถูกจดรายชื่อเข้าสิ่งของต้องห้ามสำหรับคิมโดยอง เด็กเล็ก ผู้หญิงงี่เง่า การถูกรบกวนด้วยเรื่องไร้สาระ เตนล์จำมันได้ดีพอๆกับที่โดยองก็จำได้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร
จำได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายาม จำได้โดยใช้เพียงความเคยชิน
“คุยเรื่องอื่นกันดีกว่า คุยเรื่องพวกนี้แล้วรู้สึกแปลก ๆ ยังไงไม่รู้”
“แปลกยังไง” ชายหนุ่มเหลียวมองคนข้างๆ เห็นใบหน้าหวานนิ่งไปโดยไม่หลบสายตา ยังไม่ทันได้คำตอบโดยองกลับแทรกประโยคเข้าไปอีก “เหมือนจะขอให้กลับมาคบอย่างนี้มั้ย?”
จากที่เห็น ดวงตาเรียวหลุบลงในวินาทีสั้นๆ ก่อนจะช้อนขึ้นประสาน
“ก็แล้วมันใช่มั้ยล่ะ”
ความเงียบงันโอบกอดเขาทั้งคู่ไว้ โดยองไม่ได้ตอบคำถาม พอๆกับที่เตนล์ไม่ได้คาดคั้นอะไรเพิ่ม ทุกคำพูดถูกกักไว้ภายใต้เสียงลมหายใจหนักหน่วงของแต่ละคน ที่เคลื่อนเข้าใกล้กันโดยไม่ต้องเอ่ยปากให้มากความ
พวกเขาแลกจูบ บดเบียดความรุ่มร้อน ถ่ายเททุกความรู้สึกที่ปะทุอย่างรุนแรงภายในใส่กันและกัน
คืนนั้นจบลงที่ชั้นสองของบ้าน บนเตียงหลังใหญ่ ในห้องนอนที่เคยเป็นของเขาทั้งคู่ ทุกอย่างไม่ได้ยากเย็น ทว่าไม่ถึงกับเรียกว่าง่ายดาย สองปีที่ผ่านไปกับคนตัวเล็กในอ้อมแขนที่เคยกลายเป็นอดีต บางอย่างที่ห่างหายทำให้ ‘อะไร ๆ’ ไม่พร้อมเท่าที่ควร พวกเขาหลุดขำใส่กันในช่วงเวลาสำคัญอันแสนขลุกขลักซ้ำยังน่าขัดเขินอย่างเหลือเชื่อ แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยความร่วมมือของอดีตคนรัก โดยองและเตนล์จึงจูงมือกันไปพบกับห้วงอารมณ์ที่เคยห่างหายในที่สุด
“คนที่มึงเดินด้วยวันก่อนที่ซูเปอร์มาร์เก็ตน่ะ เตนล์ไม่ใช่เหรอวะ?”
มือที่กำลังง่วนกับการทำงานไม่ได้ชะงักไปสักวินาที สิ่งที่ยองโฮได้รับกลับมามีเพียงบรรยากาศเคร่งเครียดจากงานที่เจ้าตัวกำลังโดนเร่งมายิกๆ จนเป็นสาเหตุให้เกิดเสียงแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ดังรัว
จนคนที่ยืนพิงโต๊ะด้วยความตั้งใจจะมาแซวให้หนัก แซวให้เสียอาการลอบถอนหายใจ เห็นทีว่าจะมาผิดจังหวะ ตัดใจคิดว่ายังไงคงไม่ได้คำตอบนั่นแหละ โดยองถึงได้เงยหน้าขึ้นมาตอบสั้นๆหลังจากกดบันทึกงานเพียงว่า
“อือ”
คราวนี้ซอยองโฮถึงกับแอบผิวปากหวือ รู้สึกถึงบางอย่างน่าลุ้นอย่างที่นึกเอาไว้ “กลับมาคบกันแล้วดิ?”
สีหน้าคนถูกคาดคั้นไม่เปลี่ยน โดยองกลอกตานิ่งคล้ายคิดตาม แต่ทว่า… “ไม่รู้ว่ะ”
“อ้าว” ยองโฮร้องอย่างไม่เข้าใจ “แล้วทำไมถึงไปช็อปปิ้งของเข้าบ้านด้วยกันได้”
“เตนล์ว่าง”
“หา?”
โดยองยกริมฝีปากขึ้นเหมือนจะยิ้ม แต่ยองโฮไม่แน่ใจนักว่ามันใช่
“เตนล์ว่างเลยมาหา แล้วก็เลยช่วยซื้อของ”
เสร็จแล้วก็โบกมือไล่กันเสียอย่างนั้น ยองโฮเลยได้แค่หลบฉากจากมามึนๆ โดยไม่ได้คำตอบอย่างที่เพื่อนร่วมงาน รวมทั้งตัวเขาเองคาดหวังว่าจะได้แต่อย่างใด
พักหลังๆโดยองไม่ได้ปิดบังเรื่องความสัมพันธ์ของเขาและเตนล์กับคนอื่น
จากที่เคยคิดว่าคงโดนคาดคั้นจนน่ารำคาญ พอเอาเข้าจริง…มันก็ไม่ต่างจากที่คิดสักเท่าไหร่
นับตั้งแต่ซอยองโฮอาสาเป็นทัพหน้าเข้ามาเลียบๆเคียงๆถามตั้งแต่ตอนนั้น จนสองเดือนต่อมาก็ยังมีคำถามแกมอยากรู้อยากเห็นลอยเข้าหูไม่ขาดสาย
ทว่าเขาไม่ได้ตอบไปอย่างชัดเจน
โดยองก็แค่ตอบ
เขาก็แค่ตอบไปตามความเป็นจริง ว่าใช่ เตนล์มาหา ใช่ เราไปไหนด้วยกันมาบ้าง แต่ก็แค่นั้น โดยองไม่ได้ฟันธงว่าเตนล์กับเขาเป็นอะไรกันอย่างที่หลายคนต้องการจะรู้ให้ได้
หลายครั้งที่เขากลับมานั่งถามตัวเองว่ามันเพราะอะไร รำคาญคนหวังดีที่จะยื่นมือเข้ามาแค่นั้นหรือ?
ทว่าในที่สุดก็ได้คำตอบกลับมาอย่างจริงจังว่า มันเป็นเพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าสิ่งที่ร้อยรัดเราไว้ด้วยกันมันเรียกว่าความสัมพันธ์อะไรกันแน่
ฟังดูน่าตลกที่เขาก็ไม่มีคำตอบในเรื่องนี้
แต่มันคือเรื่องจริง ตั้งแต่กลับมาติดต่อ ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ คุยกัน จนกระทั่งมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งที่เพื่อนธรรมดาไม่น่าจะทำกันหลายครั้งหลายหนโดยที่เราก็เต็มใจกันทั้งคู่ โดยองยังไม่เคยเอ่ยปากตกลงกับเตนล์เลยว่าระหว่างเรามันคืออะไร
แต่อย่างหนึ่งที่มารู้ตอนหลังคือ คำถามของคนอื่น มันก็ไม่ได้น่ารำคาญอะไรขนาดนั้น
และอีกสิ่งหนึ่งที่เขาคิดว่าเข้าใจและรู้ซึ้งเลยก็คือ… เตนล์ก็โอเคกับทุกสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่เช่นกัน
โดยองไม่เคยได้ยินถ้อยคำในทำนองน้อยอกน้อยใจ แม้กระทั่งการกระทำประชดประชันก็ไม่เคยได้เห็นตั้งแต่เราก้าวมาถึงจุดนี้ตั้งแต่วันนั้นเมื่อสองเดือนก่อน
โดยองก็ยังคงเป็นโดยองที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในออฟฟิศมากกว่าบ้าน สนุกกับการพยายามก้าวข้ามจุดที่เป็นที่สุดของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ได้สนใจอะไรมากไปกว่าความสำเร็จในอาชีพ
ในขณะที่เตนล์ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคิมโดยองอย่างเงียบเชียบและแสนเป็นธรรมชาติ โดยไม่เรียกร้องอะไรมากกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน กว่าจะรู้ตัวโดยองก็อดยิ้มไม่ได้เวลามองใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายเสียแล้ว เขาแทบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าความรู้สึกรำคาญมันเป็นยังไงตั้งแต่ได้ใช้เวลาอยู่กับคนคนนั้นในทุกๆครั้งที่มีโอกาส
โดยองเดาว่าวัยที่มากขึ้นของเขาและเตนล์ก็เป็นส่วนสำคัญ
ตอนนี้ คล้ายว่าระหว่างเรามีเพียงแค่การเปิดหูรับฟัง เปิดใจเข้าใจ และยอมรับกันและกันโดยไม่ต้องมีกรอบอะไรมาตีรอบๆให้อึดอัดทรมาน
มันเป็นเรื่องง่ายๆที่แสนยาก และไม่คิดว่าจะทำได้เลยจริงๆ
โดยองไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเขากับเตนล์จะเป็นแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ วันหนึ่งมันอาจจะจบลงอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว หรือมันอาจจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่เห็นจุดสิ้นสุด
แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไง เขาสามารถตอบได้ว่าไม่เห็นจะกังวลเลยสักนิด เพราะตอนนี้มันดีแล้ว ปัจจุบันดีขนาดนี้คงไม่มีเหตุผลอะไรต้องไปกังวลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ไม่ใช่หรือ?
Fin.
คิดถึง
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in