“ร้องเพลงเถิดเทวี กล้ำกลืนเพลงไพเราะนั้นให้กลบเสียงโทสะแห่งวาเรนทราเสีย
โทสะที่จะทำลายล้างอุษาทวีปทั้งมวล”
เบื้องนอกเคหาสน์โอ่งโถงกลางคุ้มเจ้าเมืองนั้น แว่วเสียงกลองศึกย่ำเขย่าขวัญคละเคล้าเสียงอึงอลกระทบกันของศราตราวุธนานาชนิด เปลวไฟแผดลามเลียแผ่นฟ้าสว่างจ้าราวกับกลางวัน เสียงโห่ร้องและกรีดร้องทรมานระคนกันกระชั้นใกล้ยิ่งนัก เหล่าข้ารับใช้วิ่งสาละวนอยู่บนเรือนสภาพจิตใจย่ำแย่จากสถานการณ์ข้างนอกยิ่งนัก
“จบสิ้นแล้วหรือ เมืองศรีสุวรรณ หน้าด่านตะวันตกของอาณาจักรวาเรนทราที่ยิ่งใหญ่”
แม้ภายนอกย่ำแย่เพียงใด ภายในเรือนนั้นใจระส่ำยิ่งกว่า เมื่อสตรีสูงศักดิ์ท้องแก่นางหนึ่งที่เกาะสายผ้าที่โยงขื่อเรือนไว้นอนพังพาบหมดสิ้นเรี่ยวแรงคลอดบุตรแล้ว
“อดทนเบ่งอีกสักครั้งเถิดเจ้าค่ะ เห็นหัวของเด็กออกมาแล้ว พระนางอย่าเพิ่งถอดใจเลย” ข้ารับใช้นางหนึ่งข่มเสียงให้ราบเรียบที่สุดทั้งที่จิตใจว้าวุ่น
ร่างสตรีสูงศักดิ์พยุงตัวเองขึ้นเพื่อจะนั่งยองเกาะสายผ้าที่โยงกับขื่อเรือนในท่าที่นางเคยเห็นแม่ของนางคลอดน้องสาวของนาง นางบิดเกร็งร่างกายและบีบเค้นเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย เฮือก!ก่อนทิ้งตัวล้มลงกับพื้น พลันปรากฏสีหน้าลิงโลดของเหล่านางรับใช้ที่รายล้อมอยู่ ทารกกำเนิดแล้ว..ท่ามกลางเสียงอึงอลของสงคราม
ทันใดนั้นทุกสายตาในเมืองต่างเห็นศราตราวุธต่าง ๆ เปล่งเสียงกลบเสียงทั้งมวลและเปล่งประกายแสงด้วยตัวมันเอง ราวกับว่ามันขานรับการถือกำเนิดของเด็กทารกนี้ การตัดสายรกยังไม่ทันจบสิ้นดี เสียงประตูเคหาสน์นั้นเปิดผางด้วยแรงถีบของชายสูงใหญ่กำยำในชุดเกราะโชกเลือด ร่างนั้นย่ำพรวดๆ เข้าไปที่ทารกท่ามกลางเสียงหวีดวายของเหล่านางรับใช้ สตรีที่หายใจรวยรินที่พื้นนั้นจ้องเขม็งมาที่เขาอย่างมาดร้าย
“สอตูรา สิ่งที่ท่านทำนั้น โหดร้ายผิดวิสัยผู้เคร่งศีลที่ท่านเป็นยิ่งนัก” นางเพ้อรำพึงพร้อมเสียงหายใจถี่กระชั้น ทันใดนั้นก่อนสิ้นลมนางก็แผดเสียงดังลั่น
“ขอสาปส่งท่านและลูกของท่าน ให้เขาเข่นฆ่าอย่างทรมาน ให้ท่านได้เห็นพวกเขาสิ้นลมไปทีละคน”
เมื่อแผดเสียงสาปแช่งแล้ว นางเบือนหน้ามองไปยังเปลนอนที่ว่างเปล่าของเด็กทารกอีกคนตรงมุมของเรือน และสิ้นลมสุดท้ายลงด้วยแววตาหวาดกังวลที่เปิดกว้างไปยังเปลนั้น
------
ภารกิจของโกสิธู
สอตูรา นักรบหนุ่มอุ้มเด็กทารกขึ้นนั่งบัลลังก์ในศาลาว่าการของเมือง ท่ามกลางนายกองที่เข้าร่วมประชุมที่เต็มไปด้วยสีหน้าปรีดากับชัยชนะครั้งสำคัญของตน การศึกเสร็จสิ้นแล้วสถานการณ์สงบลง นายกองผู้หนึ่งรายงานสถานการณ์แก่สอตูราว่า
“นายท่าน เหล่าภราดาของเราได้ควบคุมเมืองศรีสุวรรณนี้ไว้แล้ว คนที่ยอมจำนนเราจับไว้ที่ลานกลางเมือง ส่วนที่เหลือละทิ้งเมืองหนีไปพร้อมกับเจ้าองค์เอกผู้ปกครองเมืองนี้”
“เจ้าองค์เอกหนีไปได้หรือ? มีผู้ใดตามไปจับมันหรือไม่” สอตูรา ถามด้วยสีหน้ากังวล
“ภราดากลุ่มหนึ่งของเราติดตามไปแล้ว คาดว่าเจ้าองค์เอกหนีไปทางพระนครหลวงวาเรนทรา” นายกองผู้นั้นกล่าวต่อ สอตูราค้อมหัวลงอย่างเข้าใจพลางก้มลงมองทารกชายในอ้อมแขนของตน
“ทารกนี้จะเป็นบุตรชายคนแรกของข้า ไม่ใช่เชลยสงคราม แต่น่าขันสิ้นดีข้าใช้ชีวิตเช่นนักบวชมาตลอด ข้าไม่รู้เลยว่าจะเลี้ยงดูเขาอย่างไร” นายกองเห็นดังนั้นจึงถามสอตูราผู้นำของเขาว่า
“หากทารกนี้ไม่ใช่เชลยสงคราม ท่านก็เป็นผู้อารักขาเขาในฐานะบุตรของศัตรูเป็นการให้ความเคารพต่อศัตรูที่น่านับถือยิ่งนัก ท่านควรมอบชื่อให้เป็นคนแรก”
“จริงสินะ มารดาของเจ้ายังไม่ทันได้มอบชื่อแรกเลย”
“ธรรมเนียมของเราชื่อแรกของทารกเกิดขึ้นเพื่อปกป้องเด็กจากผีป่าผีเขาหรือมารร้าย เมื่อเขาเติบโตขึ้นวีรกรรมของเขาจะสร้างชื่อที่เป็นของเขาเองและผู้คนจะจดจำไปตลอดกาล ทารกนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสงครามและศราตราวุธต่าง ๆ ในสมรภูมินี้เปล่งเสียงต้อนรับเขาสู่โลก เขาควรที่จะนำกองทัพแห่งภราดรภาพของเราไปสู่ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต ควรชื่อ ออง ดีหรือไม่ขอรับ” นายกองผู้นั้นกล่าวแนะนำ
“ถ้าเช่นนั้นพี่น้องของข้าทุกคนจงฟังเถิด ทารกนี้คือ อูอองจี บุตรคนแรกของข้า สอตูราผู้รั้งดินแดนคนเถื่อนโปวา ผู้นำของพี่น้องภราดรภาพแห่งผลึกทั้งมวล”
“มหาบุรุษอวยพระพร” เหล่านายกองในท้องพระโรงนั้นค้อมหัวแล้วเปล่งเสียงอวยพรพร้อมกัน
----
หลังจากสอตูรามอบหมายภารกิจการดูแลประชาชนและตระเตรียมกองกำลังให้พร้อมสำหรับศึกต่อไปเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็เรียกนายกองคนสนิทที่ช่วยมอบชื่อให้กับบุตรของเขามาพบเป็นการส่วนตัว
“โกสิธู ข้านั้นรักท่านดั่งพี่น้องท้องเดียวกัน และเชื่อมั่นว่าท่านจะไม่มีวันหักหลังข้าแน่นอน ข้ามีภารกิจลับอีกอย่างที่อยากให้ท่านทำ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่คำสั่งกษัตริย์ท่านจะช่วยข้าได้หรือไม่” สอตูรา กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของเขาและคนใต้บังคับบัญชาทำให้โกสิธูไม่อาจปฏิเสธได้
“น้องท่านเอย นอกจากเราสองคนจะสาบานเป็นพี่น้องร่วมกันกับเหล่าภราดาอื่น ๆ ในสำนักแล้ว ท่านกับข้าก็เติบโตมาด้วยกัน ฝากชีวิตไว้ให้กันและกันก็มากครั้งจนนับไม่ได้ ท่านฝากชีวิตไว้ที่ข้าได้เสมอ เช่นที่ข้าเชื่อว่าข้าก็ฝากชีวิตไว้ที่ท่านได้ ดังนั้นบอกสิ่งที่ท่านต้องการเถิด”
สอตูรา ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มกว้างแล้วเดินเข้ามาแตะบ่าโกสิธู แล้วกล่าวว่า
“เจ้านางโสวตีกับเจ้าองค์เอกยังมีบุตรสาวอีกหนึ่งคน ผู้เป็นพี่ของอูอองจี ก่อนนางตายข้าเห็นเปลนอนของลูกนาง ข้าสอบถามคนรับใช้แล้วทารกหญิงไม่ได้ออกจากเมืองไปพร้อมเจ้าองค์เอก โสวตีสั่งให้ข้รับใช้พาทารกหญิงขึ้นไปทางเหนือ ข้าเดาว่าน่าจะไปที่เวียงอิงเพื่อพึ่งใบบุญของเจ้าแสนไชยบิดาของนาง”
“นั่นก็สมควรแล้วมิใช่หรือท่าน เจ้านางโสวตีตัดสินใจได้ดียิ่งนัก การขึ้นเหนือจะปลอดภัยที่สุดเพราะเจ้าแสยไชยไม่ต้องการสู้รบกับกษัตริย์ของเรา เขายอมแพ้เพื่อให้ดินแดนสงบ และเราก็ไม่ได้ต้องการอะไรจากดินแดนหุบเขาเวียงอิงนอกเสียจากขอเป็นทางผ่านเพื่อล่องแม่น้ำลงมาตีเมืองกำแพงหน้าด่านทิศเหนือของวาเรนทรา และหากทารกหนีเข้าวาเรนทราไปก็ย่อมเสี่ยงภัยกว่าเดิม เพราะที่นั่นจะถูกโจมตีทั้งกองทัพเราและกองทัพของกษัตริย์ หรือว่าท่านต้องการให้ข้าจับทารกนั้นไว้แล้วเพื่อใช้ต่อรองหรือ?” โกสิธูกล่าว
“ข้าไม่ต้องการให้จับทารกดอกท่าน ข้าต้องการให้ท่านตามหาทารกแล้วอารักขาส่งแก่เจ้าแสนไชยโดยปลอดภัย เพราะเหล่าขุนนางวาเรนทราเองต่างหากที่เป็นตัวอันตรายต่อเจ้านางน้อย ขุนนางในราชสำนักวาเรนทราต้องการผลักดันให้เจ้าองค์ยี่บุตรคนรองของกษัตริย์จักราทิพย์เป็นรัชทายาท และพวกเขาครอบครองที่ดินตอนบนของลุ่มน้ำห้าสายไว้ทั้งสิ้น เมืองกำแพงซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของเจ้าองค์ยี่ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับทายาทของเจ้าองค์เอก ไม่ว่าทารกนั้นจะเป็นชายหรือหญิง ทารกจะกลายเป็นเครื่องมือต่อรองหรือไม่ก็เป็นศพ” สอตูรากล่าวด้วยสีหน้ากังวล
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะรีบติดตามทารกไปและนำส่งให้ปลอดภัย ข้าให้สัจจาว่าจะดูแลทายาทคนโตของเจ้าองค์เอก ให้เหมือนที่ท่านอารักขาดูแลทารกชายคนรองของเขา” โกสิธู ค้อมหัวรับคำสั่งแล้วกำลังถอยฉากไป
“พี่ท่าน แท้จริงแล้วทารกน้อย อูอองจี นี้ไม่ใช่บุตรของเจ้าองค์เอกดังที่ท่านและนายกองอื่น ๆ เข้าใจ” สอตูรากล่าว ขณะที่โกสิธูจ้องหน้าผู้พูดอย่างฉงนสนเท่ห์
“เขาคือลูกของข้าเอง กับ โสวิตา!” สอตูรากล่าวหนักแน่นและบริสุทธิ์ใจ
“โอ.. สอตูรา ท่านทำอะไรลงไป”
'ใช่ ข้าทำอะไรลงไป นางถึงได้สาปส่งข้าและลูกของนางถึงเพียงนี้'
เขาได้แต่คิดในใจ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
มาเถิดท่านผู้อ่าน โปรดลืมเลือนพรมแดนในความรับรู้เดิมของท่าน แว่วเสียงควบกลึงจากม้าของโกสิธู ผ่านท้องทุ่งที่ราบกว้างใหญ่ใจกลางอุษาทวีป ขีดเส้นเขตแดนแผ่นดินใหม่จากอีกโลกหนึ่งที่ฉายสะท้อนประวัติศาสตร์ของท่าน
"มาเถิด ภราดา......โปรดอ่านบทต่อไปเพื่อรู้จักอุษาทวีปให้ลุ่มลึกและกว้างยิ่งขึ้น"
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in