เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Sleeveless Loverainbowflick17☂️
Alan Hart ลูกสาว เด็กชาย นายแพทย์
  • บอกก่อนว่าตอนนี้ไม่ใช่ตอนที่หวือหวาอะไร ไม่โลดโผนเหมือนตอนก่อน ๆ อาจจะเรื่อยๆ เนือยๆ อยากเล่าไว้ให้คนที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับเรื่องผู้ชายข้ามเพศ เพราะอาจจะยังไม่ค่อยมีคนพูดถึงเป็นภาษาไทยมากเท่าไหร่  เราคิดว่ามันทำให้เห็นถึงความคิดและสถานการณ์บางอย่างที่น่าสนใจ รวมถึงได้เห็นประเด็นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาชีวประวัติเควียร์ด้วย 

    ในโอกาสต่อๆไปก็จะนำเรื่องที่หลากหลายมากขึ้นมาเล่าบ้าง อย่างตอนนี้พูดถึงผู้ชายข้ามเพศที่เป็นheterosexual ในตอนหน้า ๆ จะเล่าเรื่องผู้ชายข้ามเพศที่เป็นเกย์ด้วยค่ะ

    ตอนนี้เป็นเรื่องของอลัน ฮาร์ต (Alan L. Hart) ซึ่งเป็นทั้งแพทย์ นักรังสีวิทยา นักวิจัยวัณโรค นักเขียนและนักประพันธ์ ฮาร์ตเป็นหนึ่งในผู้ชายข้ามเพศคนแรก ๆ ของอเมริกาที่ได้รับการผ่าตัดแปลงเพศและใช้ชีวิตในฐานะผู้ชายไปจนกระทั่งเสียชีวิต นอกจากจะเป็นที่สนใจในเรื่องความหลากหลายทางเพศแล้วก็ยังเป็นแพทย์ที่อุทิศตัวด้วย 


    ภูมิหลัง



    ฮาร์ตเกิดที่คันซัสในปี 1890 และรู้ตัวตั้งแต่อายุยังน้อยว่าไม่ได้รู้สึกสบายใจกับเพศกำเนิดของตนเอง เขาเคยพูดกับพ่อแม่ว่าถ้าพ่อแม่ยอมให้เขาตัดผมสั้นเสีย เขาก็จะได้เป็นผู้ชายเต็มตัว คุณพ่อของฮาร์ตเสียชีวิตเมื่อเขาอายุได้เพียงสามปี เขาจึงบอกกับแม่ว่าหลังจากนั้นเขาจะเป็น "ผู้ชายของบ้าน" ให้กับเธอเอง (''man of the house'') ถึงแม้คุณแม่จะมองว่าสิ่งที่ลูกสาวพูดนั้นเหลวไหล แต่ในครอบครัวก็ไม่ได้มีการต่อต้านอะไรมากมายนัก

    คุณแม่ของฮาร์ตแต่งงานใหม่และย้ายไปอยู่กับคุณตาคุณยายที่โอเรกอน แม่ พ่อเลี้ยง และตายายช่วยกันเลี้ยงดูเขา เขาผูกพันกับตายายมาก ตายายเองก็ค่อนข้างจะเคารพอัตลักษณ์ทางเพศของเขาโดยที่ไม่ได้ถามคำถามอะไรมากมายนัก ไม่ได้ว่าเรื่องที่เขาใส่เสื้อผ้าผู้ชายหรือทำงานผู้ชาย คุณตาผู้เป็นเหมือนบุคคลต้นแบบของฮาร์ตก็ยอมให้เขาตามไปที่ทำงาน แล้วก็ทำของเล่นให้เล่นด้วย ตายายเรียกเขาว่า หลานชาย (แทนที่จะเป็นหลานสาวตามเพศกำเนิดตอนนั้น) ในคำจารึกบนหลุมศพ

    ฮาร์ตอยู่ทางขวาค่ะ (public domain)

    จนกระทั่งเขาย้ายไปที่อัลบานีในนิวยอร์ก เหตุการณ์จึงเปลี่ยนผัน

    เมื่อเขาย้ายไปโรงเรียนในอัลบานี เขาก็ต้องเครื่องแบบนักเรียนผู้หญิง ซึ่งข้อนี้ทำให้ฮาร์ตขุ่นเคืองอยู่พอควร อย่างไรก็ตาม เป็นช่วงที่อยู่ในโรงเรียนนี่เองที่เขาคนพบว่าตัวเองชอบผู้หญิง แม้ว่าเขาจะไม่ได้สร้างความสัมพันธ์กับใครมากกว่ามิตรภาพเลยก็ตาม ฮาร์ตใช้ชื่อผู้ชาย ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดในสมัยนั้นเลย 
     
    ตอนที่อยู่มัธยมเขามักจะถูกล้อเลียนเรื่องลักษณะท่าทางอยู่เสมอ ซึ่งกลายเป็นทำให้เขาทบทวนเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองมากขึ้นไปอีก และหลักเลี่ยงการเข้าสังคม หันไปสนใจการเรียนแทน 

     หลังจากจบโรงเรียนมัธยมแล้วก็เข้าศึกษาต่อวิทยาลัย เขาเป็นนักศึกษาที่มุ่งมั่นกับการเรียนและเข้าร่วมกิจกรรมหลายอย่าง ที่วิทยาลัยเขาได้พบกับเอวา คุชแมน (Eva Cushman) ผู้หญิงที่เขาตกหลุมรัก


    เอวา คุชแมน (public domain)

    คนส่วนใหญ่มองว่าฮาร์ตเป็นหญิงสาว ดังนั้นความสัมพันธ์ของเขากับคุชแมนถูกมองว่าเป็นความสัมพันธ์แบบเลสเบี้ยน ช่วงนี้เพื่อนนักเรียนของเขาก็ดูรับได้นะ ในสิ่งพิมพ์ต่างๆของวิทยาลัยก็พูดถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในลักษณะสนับสนุน ฮาร์ตเคยกระทั่งได้ตีพิมพ์บทกวีเกี่ยวกับคุชแมนในหนังสือพิมพ์วิทยาลัย โดยเขียนจากมุมมองของชายคนหนึ่งที่ตกหลุมรักเธอ


    เมื่อคนรอบตัวดูจะรับได้ ฮาร์ทจึงเริ่มยอมรับตัวเองมากขึ้นและเขาก็เริ่มกลับมาสวมใส่เสื้อผ้าผู้ชายบ้างในบางโอกาส อย่างไรก็ตาม เสื้อผ้าผู้ชายน้กลับสร้างความร้าวฉานให้ความสัมพันธ์ของเขากับคุชแมน เนื่องจากเธออยากให้เขาใส่กระโปรงมากกว่า ฮาร์ตเริ่มมีเพื่อนหญิงมากขึ้น ทั้งในแบบเป็นเพื่อนจริงๆบ้าง เพื่อนที่ดูไม่จริง (เอนๆไปทางชู้สาว)บ้าง เขาเริ่มรู้สึกว่าความสัมพันธ์กับผู้ชายยากที่จะรักษา และมีปัญหากับนักเรียนชายบางคนที่เขาไม่รับรัก ฮาร์ทเป็นเลิศทั้งในด้านสังคมและด้านวิชาการ แต่สถานการณ์ทางการเงินของเขากลับตรงกันข้าม

    เงินที่เขาได้มาจากมรดกพ่อส่วนใหญ่เอาไปใช้กับเอวา โดยที่เขาก็ปกปิดเรื่องหนี้จากเธอไว้เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แม้ในที่สุดทั้งคู่ก็เลิกกันก็ตาม หลังจากที่จบความสัมพันธ์กับเอวาแล้ว ฮาร์ตก็ไปคบกับผู้หญิงที่อายุมากกว่าคนหนึ่งและได้รับการสนับสนุนจากเธอ จากนั้นเป็นต้นมาเขาก็มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงมาเรื่อยๆโดยไม่ได้ถูกสังคมตีตราอะไรมากมายนัก จนกระทั่งเขาบรรลุนิติภาวะเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่เขาถึงจะได้รู้ว่าลักษณะความสัมพันธ์และรูปแบบความรักของเขาไม่ไเป็นที่ยอมรับในสังคม

    ปี 1910 เขาเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด


    แพทย์พบจิตแพทย์

    ฮาร์ตไปหาจิตแพทย์ด้วยอาการกลัวเสียงปืน ทว่าไม่นานนักก็ได้ค้นพบสิ่งอื่นที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปโดยสิ้ยเชิง จิตแพทย์ เจ อัลเลน กิลเบิร์ต ได้ให้คำปรึกษาเรื่องที่ฮาร์ตชอบผู้หญิง และฮาร์ตผู้ซึ้งรู็แล้วว่าสังคมไม่ได้ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นก็ได้ขอให้จิตแพทย์ช่วยรักษาเขา แต่การบำบัดโรค*ไม่ประสบผลสำเร็จ และยังทำให้เขาหงุดหงิดอีกด้วย

    *สมัยนั้นใช้วิธีการบำบัดที่เรียกว่า conversion therapy ซึ่งค่อนข้างสุดโต่งและรุนแรง มีกระทั่งการช็อตไฟฟ้า  

    หลังจากที่ไม่สามารถบำบัดได้สำเร็จฮาร์ตก็ขอให้หมอผ่าตัดแปลงเพศให้เขา โดยเขายกเคสต่างๆมาโน้มน้าวจิตแพทย์ด้วย เขารู้ว่าเขาไม่สามารถที่จะหยุดชอบผู้หญิงได้ และอยากจะอยู่ในสังคมแบบผู้ชายมากกว่า หนึ่งในเหตุผลที่คนให้ความสนใจคือเขาพูดว่า ถ้าผ่าตัดแปลงเพศให้เขาเสียก็เท่ากับการทำให้เขาเป็นหมัน เขาจะได้ไม่ส่งต่อยีนส์ของเพศตัวเอง (ซึ่ง ณ ขณะนั้นถูกมองว่าผิดเพศนั่นแหละ) ต่อไปให้ลูกหลานรุ่นถัดไป

    หลังจากพิจารณาแล้ว จิตแพทย์ก็ยอมรับคำขอของฮาร์ต ฮาร์ตกลายเป็นเคสแรกในอเมริกาที่จิตแพทย์เสนอให้ผ่าตัดเอาอวัยวะที่ยังแข็งแรงออกด้วยเหตุผลเรื่องอัตลกษณ์ทางเพศ  
    การผ่าตัดแปลงเพศเกิดขึ้นในปี 1918 


    "...I came home to show my friends that I am ashamed of nothing."
    "...ผมกลับบ้านมาเพื่อแสดงให้มิตรสหายของผมเห็นว่า ผมไม่ละอายใจต่อเรื่องใดทั้งนั้น"

    – Alan L. Hart

  • ในฐานะแพทย์



    ตลอดช่วงชีวิตการทำงานของฮาร์ตเขาใช้ชีวิตในฐานะผู้ชาย ส่วนใหญ่มักจะราบรื่นจนกระทั่งพบกับคนรู้จักช่วงก่อนที่เขาจะแปลงเพศ ช่วงนั้นก็จะต้องย้ายหนีไปที่อื่น เขาประสบกับความกังวลจากการถูกเปิดเผยเพศกำเนิดด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาอาชีพแพทย์เอาไว้ ความกังวลและการต้องย้ายถิ่นฐานบ่อย ๆ เป็นสาเหตุให้เขาแยกทางกับภรรยาคนแรก แต่เขาก็แต่งงานครั้งที่สองในปีเดียวกันนั้นกับ เอ็ดนา รูดดิก (Edna Ruddick) ผู้หญิงซึ่งใช้ชีวิตอยู่กับเขาไปจนบั้นปลายชีวิต

    หลังจากแต่งงานครั้งนี้ ฮาร์ตได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมและเริ่มงานวิจัยวัณโรคซึ่งเป็นโรคที่มีการตีตราอยู่ในเวลานั้น

    ฮาร์ตพยายามตรวจหาโรคให้เจอตั้งแต่เแรกเริ่มด้วยการใช้รังสีเอกซ์ เขาใช้วิธีนี้ในการตรวจสุขภาพให้กับผู้คนในอเมริกา โดยเดินทางไปยังชุมชนในชนบทหลายแห่งเพื่อช่วยตรวจโรค โดยหวังว่ายิ่งรู้เร็วก็จะยิ่งรักษาได้ทันท่วงทีและช่วยให้พวกเขามีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น คาดว่าสิ่งที่เขาทำช่วยชีวิตคนในอเมริกาได้นับพัน

    ในด้านงานเขียนเขามีนิยายเกี่ยวกับการแพทย์ที่มีตัวละครเควียร์อยู่ด้วย ตัวละครในหนังสือถ่ายทอดการรับมือกับการถูกเลือกปฎิบัติในสถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาได้พบเจอในชีวิตจริง การเขียนของฮาร์ตเป็นกิจกรรมที่ทำเพื่อบำบัดสภาพจิตใจของตนเอง

    นอกจากนั้นเขายังศึกษาทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเพศ เขียนออกมาเป็นหนังสือให้คนได้ศึกษาต่อ

    หลังจากที่เสียชีวิตก็ได้ขอให้ภรรยาบริจาคเงินให้เพื่อทำวิจัยรักษาโรคลูคีเมียด้วย
  • ความซับซ้อนของการศึกษาผ่านแว่นของต่างยุค

    เรื่องฮาร์ตศึกษายากเพราะไม่ค่อยมีเอกสารเป็นหลักฐานมากเท่าไหร่ ด้วยตัวเขาเองก็เป็นคนขอให้เผาจดหมายและรูปภาพของตนทิ้งหลังจากที่ตัวเขาเองเสียชีวิต ที่นี้ เรื่องที่ว่าเขารู้สึกตัวว่าเป็นผู้ชายมาตั้งแต่เด็กนั้นเอามาจากบันทึกของฮาร์ตเอง เหล่านักวิชาการบางส่วนก็เสนอข้อสันนิษฐานที่ว่าบันทึกนั้นอาจจะมีความลำเอียงอยู่บ้าง เพราะถ้าพิจารณาบริบทสังคมแล้วก็พูดยาก มีหลายคนที่พยายามจะปกปิดความชอบของตัวเองที่มีต่อเพศเดียวกัน(ในเชิงเพศกำเนิด)โดยการแปลงเพศ หรือแปลงเพศเพื่อที่จะได้แต่งงานถูกต้องตามกฎหมายได้ก็มี เนื่องจากในกรณีของฮาร์ตก็มีการพูดเรื่องแต่งงานก่อนที่จะมีการแปลงเพศ 

    อย่างไรก็ตาม จะฟันธงไปเลยก็ไม่ได้ ง่าย ๆ คือเราไม่สามารถรู้ได้เลย เป็นสาเหตุให้สรรพนามในแต่ละแหล่งข้อมูลก็ต่างกันไป บางที่ก็ใช้ she เพราะมองว่าเป็นเลสเบี้ยน บางที่ก็ใช้ he เพราะมองว่าเป็นผู้ชายข้ามเพศ บางที่ใช้ he/she หรือไม่ใช้สรรพนามเลยก็มี (ส่วนตัวก็ยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับที่ใช้ she นะ) 

    การศึกษาเรื่องเพศที่มีมาทีหลังมันยากที่จะเอาป้ายเพศของสมัยเราไปติดให้กับสมัยเขา* ฐานความคิดมันต่างกันมาก แล้วก็ไม่ยุติธรรมที่เราจะไปตัดสินว่าเขาเป็นใครด้วย เพราะเจ้าตัวไม่ได้อยู่เถียงได้ (ในกรณีนี้เขาสั่งให้เผาเพื่อคนจะได้ไม่เอาชีวิตเขาไปตั้งข้อสัณนิษฐานแต่เราก็เอามาเล่าอยู่ดีค่ะ ก็ ;-;)  ต่าง ๆ นาๆ คิดว่าข้อนี้ก็เป็นความซับซ้อนอีกเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องเพศค่ะ 


    *ถ้าพูดเรื่องการติดป้ายเพศ เราอยากยกเรื่องของ Sylvia Rivera กับ Marsha P. Johnson คือโดยภาพรวมคนก็จะมองว่าเป็นผู้หญิงข้ามเพศ แต่จริงๆ แล้วเจ้าตัวก็ไม่ได้ให้คำจัดกัดความกับอัตลักษณ์ทางเพศตัวเองแบบนั้นตรงตัว หาอ่านได้ในตอนก่อนหน้านี้เลยค่ะ เคยเขียนไว้แล้ว

    ความซับซ้อนยังมีอีกหลายมุมค่ะ ซึ่งเราจะขอยังไม่พิมพ์อธิบายตอนนี้เพราะอาจจะยังเรียบเรียงไม่รู้เรื่อง 555555 แต่ว่าถ้าใครสนใจจริงๆก็ส่งข้อความมาแลกเปลี่ยนกันได้ตามคอนแทกข้างล่างนะคะ จะพยายามเหมือนกันค่ะ

  • References / bibliography 

    Alan Hart (1890-1962). (n.d.). https://oregonencyclopedia.org/articles/hart_alan_1890_1962_/#.XiBTQMgzaUk

    Alan L. Hart · Challenging Gender Boundaries: A Trans Biography Project · OutHistory: It's About Time. (n.d.). https://outhistory.org/exhibits/show/tgi-bios/alan-l-hart

    Alan L. Hart, Part 1 — Making Queer History. (n.d.). https://www.makingqueerhistory.com/articles/2017/5/21/alan-l-hart-part-1

    Alan L. Hart. (2008, October 29). https://en.wikipedia.org/wiki/Alan_L._Hart

    Dr. Alan L. Hart. (n.d.). https://www.glapn.org/6310hartequi.html

    สำหรับคำผิดและคำถามค่า
    Contact
    twt : @rainbowflick17
    email : rainbowflick37@gmail.com
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in