
ย้อนกลับไปในปี 2531 หรือคิดเป็นคริสตศักราช 1988
ปีนั้นมีเหตุการณ์ “เอาไมเคิลแจ๊กสันคืนไป เอาทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์คืนมา”
เรามีโอลิมปิกที่เกาหลีใต้ ที่เริ่มสร้างชาติจริงจังจนเป็นประเทศในทวีปเอเชียแถวหน้าในวันนี้ (และสร้างวัฒนธรรม K-POP และ K-Drama ที่มีแฟนคลับทั่วโลก แต่เดี๋ยวนี้ T-POP พี่ไทยกำลังมาแรงแซงทางโค้งเลย ลองย้อนไปฟังสปีซของ มร.ANTLV อย่าง AUTTA ในรางวัล TOTY ครั้งแรกสุดเท่านั้นแหละ…เอาเรื่อง)
(ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าแล้วอย่าโวยนะจ๊ะ…ที่สำคัญ ผลงานที่ดีคืองานที่มีงบมีเงินจ้า เจ้าสัวคณินเขาบอกมา)
ป๋าเปรมบอก “ผมพอแล้ว” และเริ่มต้นยุคน้าชาติที่เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ยุคสมัยประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (นิคส์ newly industrialized country, NIC ไม่ได้หยิบร็อกหยิบสิบแบบวงนิคนิรนามนะค้าบ) เริ่มผลิบานมุ่งสู่เสือตัวที่ห้าของเอเชีย (จนพี่ไทยเจอวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 ไทยก็เลยกลายเป็นแม่หมาลูกดกเลย เฮ้อ)
ปรากฏการณ์มงสองของเมืองไทย “ปุ๋ยฟีเวอร์” กลายเป็นความสุขของคนไทยตลอดปีนั้น งานโฆษณาน้ำอัดลม สบู่ แป้งเย็น ยาสระผมต่างรุมจีบกันสนุกสนาน (แม้กระทั่งเปิดตัวเครื่องเล่นสวนสนุกแห่งใหม่ด้วย)
แถมคุณปุ๋ยรักเด็กยังได้รับคำเชิญไปแข่งเกมโชว์ “พลิกล็อคเพชร” วิกสนามเป้า ที่ต้องทายขนาดเพชรเบ้อเริ่มเทิ่มยันเล็กจิ๋วบนสายพาน 20 ใบ เพื่อชิงเช็คของขวัญแจ๊กพอต 250,000 บาท อีกด้วย (เกมพลิกล็อคภาคนี้ฉากสวยจริง นึกว่าเราอยู่ร้านเพชรในห้างแถวชิดลม เพลินจิต และราชดำริ แต่ฟอร์แมทโจทย์ทายเลขตั้งตอบที่ท้าชาวบ้านทำ stunt แผลง ๆ แลกเงินเท่าไหร่นี่น่าจะมีเค้าจากเกมโชว์เมกันปีลึกอย่าง Anything for Money อยู่นะ - คุณสะพัดไหมล่ะ)
(ส่วนรถยนต์ Nissan Sunny FF ในมาตามนัด ก็ยังจอดรอเป็นโชว์รูมให้คนไทยแข่งใบ้คำและคว้าไปขับอยู่)
อีกความสุขของคนไทยก็เขาทรายและเขาค้อ ฝาแฝดนักมวยแชมป์โลกที่ทำให้เมืองไทยถนนโล่ง…รู้กัน
หนังไทย “บุญชู” ทำให้คนทั้งประเทศรู้จักพี่หนุ่มสันติสุข นับรวม “ฉลุย” หนังของคนช่างฝันที่เล่าเรื่องแบบไม่เหมือนใคร บิลลี่และเอ็มเท่มาก คุณรัชนกก็น่ารักจริง ยิ้มเป็นยิ้ม แก้มเป็นแก้มเลยทีเดียว
และลานโลกดนตรีกับลานเพลินเจ็ดสีคอนเสิร์ต (เวลานั้น) ยังคงต้อนรับแฟน ๆ รอฟังเพลงสด ๆ จากศิลปินไทยอยู่เสมอ (แม้อาเสกสรรโลกดนตรี กับคุณหนิง-ยุวดี เร้าเสถียร คนลงเสียงสปอตหวาน-ใส-เย็นตามตัวอย่างรายการของวิกหมอชิตในตำนานจะจากโลกใบนี้ไปนานแล้วก็ตาม / ด้วยความระลึกถึงเสมอ)
-
มาถึงวงการเพลงไทยบ้าง
เพลงสตริงคอมโบวัยหวานต้องออกแรงแข่งกับเพลงป๊อปร็อกแบบเข็นให้หมดหลอดพลัง เริ่มจากฝั่งโคลิเชียม ฟรุ๊ตตี้มากับคารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นรอง (ชุดนี้มีเพลง “รักนิด ๆ” ที่เป็นมรดกให้เด็กรุ่นใหม่หลงรัก ตามหลักสูตรเพลงดังที่หลับใหลมานานแล้วกลับมาตื่นเพื่อติดท็อปฮิตในวันนี้ Sleeper Hit) เรนโบว์รอบใหม่อยากให้แฟน ๆ รู้ใจทั้งประเทศ
ฝั่งชินเขตส่งเทวดาเดินดินอย่างพี่แช่ ส่งวงพลอยมาถูกใจนิด ๆ ในสมาคมคนเจ็บ ๆ (แต่ทำนองหยิบแม่ฮิโรโกะ หยิบอลันทัมบ้าง หยิบวง Free จากเพลง All Right Now หยิบ The Checkers ในคู่ปรับบ้าง ตามหลักสูตรขอยืมทำนองหน่อยนะ) ฟอร์เอฟเวอร์เรียกเสียงกรี๊ดด้วยหัวใจเธอมีหรือเปล่า วงเพื่อนมากับดนตรีที่เข้มข้นในชุดทั้งรักทั้งเกลียด พี่อู๋คนคุ้นเคยรำพันถึงอดีต ในขณะที่พัชรา แวงวรรณบอก “ไม่รักไม่เจ็บ” รวมถึงแมว 9 ชีวิตอย่างอาดอนยังรอวันเธอกลับมา และปิดม่าน 19 ปีวง Grand’EX ด้วยคำว่า “เกิดเป็นผู้ชาย…ได้ไหม”
ฝั่งปาร์คนายเลิศ-สมานมิตรยังมี สาว สาว สาว ที่ว้าว...วว กับเพลงที่สดใสขึ้น แม้ว่าจะเป็นช่วงกระแสแผ่วปลายของวงก็ตาม (แถมตลาดเทปมือสองชุดนี้ หา ยาก มาก)
ฝั่งครีเอเทียที่เป็นช่วงปลาย ๆ มีบอยด์แบนด์สายร้องเพลงอย่าง “สามหน่อ” ที่มี One Hit Wonder “รักเก่าเก่า” นี่คือการงัดของดีฝั่งค่ายเพลงมวยรอง
ส่วนค่ายที่กำลังตั้งไข่อย่างคีตา (ที่ตอนนั้นยังขึ้นตรงกับเจเอสแอล) มีเพลงฟังสบายกับเฉลียงหลังบ้าน มีเพลงสดใสจากสาวแว่นในตำนาน แอนนา ที่ได้ไปต่อพร้อมอาถรรพ์หมายเลขสองอย่าง “ขอทางหน่อย” และปล่อยตัวขายสำคัญของค่าย “พงษ์พัฒน์” ตัวสำรองที่เป็นตัวจริงสุดครบเครื่องของวงการบันเทิงไทย
“เพราะเมืองไทยไม่ใช่แค่กรุงเทพ” ประโยคนี้จึงเป็นจริงเสมอสำหรับเพลงลูกทุ่งสุดฮิตอย่าง “หนูไม่รู้” ของแม่ผึ้ง ส่วนเพลงเพื่อชีวิตเบอร์เล็ก ๆ ก็เริ่มดังจาก “คิดถึงบ้าน” ของวงประจัญบาน
เทรนด์เซตเตอร์ของเพลงป๊อปไทยร่วมสมัยอย่างแกรมมี่ มีเหรอจะไม่ปล่อยหมัดฮุค อย่างพี่เบิร์ดของน้อง ๆ ยังหวานเย็นไปกับอัลบั้มข้ามปีอย่าง “รับขวัญวันใหม่” และมาร้องเพลงครูอย่าง “พ.ศ.2501” ซึ่งงานบั้มพิเศษนี้ทำเอาค่ายข้างเคียงส่งโครงการร้องเพลงอมตะหมดทั้งอาเฮียโคลิเซียม (ในซีรีส์ “ตราบนิรันดร์ 1-2-3”) และอาเสี่ยชินเขตกับซีรีส์ 2531
พี่น้องเมืองเลยระริกระรี้กับนายบังเอิญติดดินแล้วยินยอมร่ำไร โอ้เยถึงใจ ไมโครร้อนปรอทแตกหมื่นฟาเรนไฮต์ เอาไปเลยกับพลังมือขวา พี่แหวนฐิติมาสลัดคราบสาวบูติกมาสู่สาวร็อกเข้ม ๆ กับสัญญิง สัญญา นายตั้มสยายปีกมาแหวกฟ้าคว้าดาวที่สุขุมวิท 39 (และสลัดภาพนักร้องสตริง 18 กะรัตโดยเบ็ดเสร็จที่ค่ายนี้)
ตรงนี้คือหมัดเด็ดสำคัญที่เป็นจุดหักเหของเพลงไทย “เป็นอย่างงี้ตั้งแต่เกิดเลย” นูโวเลย ป๊อปร็อกเท่ ๆ เรียกเสียงกรี๊ดสนั่นวงการในปีนั้น แกรมมี่ซาวด์ไหมคร้าบ
กระแสเพลงร็อกตีตลาดแตกโดยสมบูรณ์แล้ว จนทำให้ค่ายคู่แข่งส่งศิลปินไลน์นี้มาอย่างอิทธิ พลางกูรของอาร์เอสมาเก็บตะวันสนั่นเมือง (นับรวมวงเฟม คนไม่เคยในปีต่อมา) พี่หรั่ง ดาวสีม่วงของรถไฟดนตรี ซึ่งผลตอบรับโดนใจวัยร็อกจริง ๆ
นั่นแหละฮะ จุดขาลงของสตริงคอมโบดั้งเดิม “เริ่มทำงานแล้ว”
-
บทความก่อนหน้านี้ที่ผมทรีบิวท์เพลงสตริงลับแลปี 2529 ผมนำเสนอยังไง
บทความนี้ที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้ “ก็ จะ มา แบบ นั้น”
ใช่ครับ ผมคัดอัลบั้มเพลงสตริงไทยยุค(เริ่ม)แผ่วปลายจากปี 2531 ถึง 21 ชุด ที่มีอยู่จริง “และปราศจากการสร้างหลักฐานเทียมด้วยเอไอ” มารีวิวย้อนความหลังกัน
บางอัลบั้มในจำนวนนี้ คนรุ่นเดียวกันที่เป็น Boomer ตอนปลายจนถึง Gen X 10 ปีแรก อาจจะหลงลืมไปแล้วบ้าง บางอัลบั้มอาจจะมีสมาชิกวงที่คุ้นเคยกว่าในวงที่ดังกว่า (ก็มีนะ) ตามตลาดเพลงไทยเมื่อ 38 ปีก่อนที่ต้องลงขันโปรโมทตามสื่อกันดุเดือด แต่แข่งวาสนาแสนจะลำบากก็มี
จึงเป็นภาพสะท้อนว่าเพลงสตริงไทยแบบหวาน ๆ ลูกกวาดเริ่มเข้าสู่ซอยตันเนื่องจากตลาดเพลงป๊อปร็อกเริ่มเฟื่องฟูแล้ว
แต่เราก็ไม่อยากให้ลืมกันเลย ผมจึงเขียนบทความแกะรอยชิ้นนี้ให้ได้อ่านกันครับ
รัดเข็มขัดแน่น ๆ สถานีลานเพลินหมอชิตและลานโลกดนตรีสนามเป้า จะเริ่มให้สัญญาณปล่อยขบวนรถไฟสายดนตรีปี 2531 “เดี๋ยวนี้”
Disclaimer:
1. บทความนี้ไม่ใช่บทความวิชาการ อาจจะมีบรรณานุกรมน้อย ๆ บ้าง (มั้ง) แต่ไม่มีข้อมูลล้างลิ้นคอยเลียปะปนแน่นอน
2. ข้อเขียนรีวิวเพลงในบทความนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคลของเท่านั้น ซึ่งมีเสริมแรงจากข้อเขียนจากหนังสือเก่าในยุคนั้นเช่นกัน “นานาจิตตัง ถูกผิดคิดต่างแลกเปลี่ยนได้ไม่ว่ากัน”
3. จริง ๆ มีดีเทลเรื่องวันเดือนปีเกิดสมาชิกวงด้วย (ไม่ได้โมเม แต่ได้มาจากกองนิตยสารวัยรุ่นในหอสมุดแห่งชาติ เทเวศน์ ข้าง ๆ มรภ.สวนสุนันทา) แต่นึกได้สองอย่าง หนึ่ง “รายการ Guess My Age โดนเช็ดไปเป็นชาติแล้ว เช็ดในช่วงโควิดอาละวาดอีกต่างหาก” และสอง “เรามีกฎหมาย PDPA บัญญัติไว้ ถ้าผู้เขียนโดนข้อหานี้ทีมุกคนหัวหมอสุดซู้ดดด…ก็ไม่ช่วยอะไร” ฉะนั้นแล้ว ก็เหมือนกับวงสตริงวงหนึ่งบอกไว้ชัดเจน “สื บ เ อ า เ อ ง”...ก็นั่นแหละครับ
4. ข้อเขียนที่เกี่ยวกับเพลงไทยทำนองเทศ ไม่มีเจตนาแง่ลบและปองร้ายใด ๆ (ถึงแม้ว่าการหยิบทำนองต่างชาติจะทำได้ในเวลานั้น แต่ก็มีสิทธิ์โดนนิตยสารดนตรีเขม่นลงหน้าหนังสืออยู่นะ) หากกระทบถึงบุคคลใด เราขออภัยมา ณ ที่นี้
5. ขอยืนยันว่าบทความนี้ปราศจากการใช้ Generative AI ในการเขียนเนื้อหาและขัดเกลาภาษา เน้นถ้อยคำนายดิบดิบ แต่จริงใจซะอย่าง ประสาคนพูดไม่ค่อยเก่งแต่รักหมดใจ
6. ข้อนี้สำคัญที่สุด “จงรักและชื่นชอบอดีตอย่างมีสติ”
“น้ำซ่าขวดวันเวย์…พร้อม!!!”
Note : อัลบั้มส่วนใหญ่ในลิสต์นี้ สามารถฟังได้ที่พิพิธภัณฑ์แผ่นเสียงกรมประชาสัมพันธ์ (BTS อารีย์) นะค้าบ
-
1. แบบใหม่ ๆ - แมคอินทอซ

วงขวัญใจวัยรุ่นยุควันวานยังหวานอยู่วง ๆ นี้ แค่ฟรอนต์แมนหลักอย่างพี่ต้น-วงศกร รัศนฑัต และพี่อู๋-อรรถพล ประเสริฐยิ่ง ก็เรียกเสียงกรี๊ดให้วัยรุ่นยุคโชติช่วงชัชวาลแล้ว ใครจะไม่เคลิ้มกับงานเอกยุคนิธิทัศน์ล่ะ (ส่วนตัวชอบชุด ซึ่งกันและกัน มากที่สุดแล้ว ยิ่งปกแผ่นเสียงที่ทางวงต้องขายลูกค้าอย่างน้ำซ่าเป๊ปซี่นี่ ดูไปอมยิ้มตามเลย สมแล้วที่เขารันวงการเพลงไทยตั้งแต่รุ่นพ่อแม่เจน X จีบกันยันเจนอัลฟ่าสคิบบิดี้-หกสิบเจ็ดเลย)
แต่พอขาดเสาหลักบางส่วนของวงไปพร้อม ๆ กับการหมดสัญญาจากนิธิทัศน์ แถมด้วยกระแสของวงใหม่ ๆ ที่มาแรง ทำให้งานชุด “ตำราจีบส์” (ปกไดโนเสาร์จีบกัน) ที่วางขายเองในปี 2529 ดรอปอย่างเห็นได้ชัด เพลงไม่ค่อยติดหูทั้งม้วน (โดยเฉพาะเพลง “ก๊อง” ที่ไปยืมเค้าทำนองเพลง Rock Me Amadius ของ Falco มาพอแซม ๆ)
พอพวกเขาได้สังกัดใหม่อย่างซาวด์สเกล (ของพี่ตุ่น พนเทพ) นี่แหละ ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของวง ในอัลบั้ม “แบบใหม่ ๆ” ที่มีเพลงหัวอย่าง “ทางใคร” เพลงสไตล์จิ๊กโก๋อกหักตามกระแสนิยม (ยุคโน้น) เพลงสนุก ๆ อย่าง “อาก๋ง” เพลงรากแก้วของวงอย่าง “ลมหายใจของความคิดถึง” และเพลงปิดอัลบั้มอย่าง “ถนนที่ไม่มีชื่อ” สามเพลงหลังนี้ อ.กรวิก (สันติ เศวตวิมล) เป็นคนแต่ง ยิ่งเพลงปิดม้วนี่สิ เหมือนเป็นเค้าลางว่า…
วันวานที่เคยหวานของพวกเขาย่อมมีวันเลิกรา
แล้วมันก็เป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายของวงนี้จริง ๆ หลังจากอัลบั้มชุดนี้พวกเขาก็ปิดตำนานลงไปด้วยกงล้อของวงการเพลงนั่นแล
-
2. ไป ๆ มา ๆ - น้ำใจ

ถ้าจะเขียนสั้น ๆ นี่คือ “วงเพื่อนเวอร์ชั่นแกรมมี่” เพราะสองหน่อจากวงเพื่อนอย่างฟาโรห์ ตอยยีบี (ผู้ล่วงลับ) กับคุณหมึก-ดนัย ทวีโชค จับมือกับสายเลือดแกรนด์เอ็กซ์อย่างเต๊ะ-โชคดี พักภู่ สร้างสรรค์เพลงสนุกสไตล์ไทย ๆของตัวเอง (คือย้ายสำมะโนจากชินเขตมาอยู่สุขุมวิท 39 อะนะ)
โดยเริ่มจากเพลงหัวบั้มอย่าง “ไป ๆ มา ๆ” ที่เป็นการพัฒนาความสัมพันธ์จากเพื่อนเป็นแฟน แล้วมาหวานซึ้งกันต่อกับ “ฝัน…ฝันหา” เพลิน ๆ กับ “ขอรวยมั่งซิ” เต้นรำสนั่นฟลอร์ด้วย “จะไปโทษใคร” (เพลงนี้ไลน์ซินธ์เสียง Brass ของ Roland JX-8P ชัดเจนล้านคะแนน) แล้วเหงา ๆ ทั้งยิ้มและน้ำตาในเพลง “บ้านเกิด”
พลิกหน้าบีด้วยชีวิตจน ๆ แต่ยังขำขันได้กับ “เก่าทั้งคู่” หวานอีกทีกับ “รักที่ไม่ครอบครอง” แล้วมารำวงกันชื่นมื่นใน “พบกันวันพระ” หวาน ๆ แบบเจ็บ ๆ คูณสามด้วย “ทรมาน” และ “แกล้งรัก” พร้อมจบม้วนด้วยเพลงร็อกแอนด์โรลล์อย่าง “เพื่อนแท้” เพลงหลังสุดนี้เหมือนบอกนัย ๆ ว่า ดีเอ็นเอดนตรีวงเพื่อนยังอยู่นะ แม้จะเป็นวงน้ำใจก็ตาม

ฟังทั้งม้วนแล้วไม่แปลกใจเลย นี่คือเพลงค่ายแกรมมี่แต่ซาวด์นิธิทัศน์ชัดเจน ผลประกอบการเลยสวนทางกับวงเพื่อน(ของแท้) ที่ออกชุดทั้งรักทั้งเกลียดแบบเห็นได้ชัดเลย น่าเสียดาย
-
3. อยู่เพื่อรัก - เดอะ สไปรท์ส

หลังจากยุคทองของรอยัยสเปิ้น…รอยัลสไปรท์สจบลงหลังชุดมายาแฟนตาซีปี 29 พวกเขาก็มาเริ่มต้นใหม่ในชื่อนี้ เดอะ สไปรท์ส ในค่ายห้องอัดเสียงทอง ฟังทั้งม้วนแล้วนี่ไม่ใช่ดีเอ็นเอ แต่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของวงต้นฉบับเลย แม้พี่จี๊ดสุนทรจะไม่ได้อยู่วงนี้แล้วก็ตาม

เปิดหัวบั้มด้วยเพลงชื่อเดียวกันกับอัลบั้มในแนวคิด “ความรักไม่เคยตายจากกันไป เพราะถ้าเรามีชีวิตอยู่ ความรักจะคืนกลับมาหาเราได้เสมอ” แล้วสนุกในเรื่องขึงขังอย่าง “ขอโทษที” ที่ว่าด้วยเรื่องระบบเส้นสาย เหงา ๆ ปรับมู้ดด้วย “เช้าวันหนึ่ง” กับ “สิ่งสุดท้ายที่เหลือ” ที่เป็นเพลงเศร้าในเมืองลับแลอย่างแท้จริง (แถมทางลงดนตรีและเมโลดี้ตอนจบก็ทำได้ออกมาสวยงามมาก) ปรับอารมณ์สนุกด้วย “ชีวิตต้องสู้” เติมกำลังใจวัยสดใสกัน
พลิกหน้าบีด้วยเพลง “รู้แล้วน่ะ” ที่ว่าด้วยความรู้ของคนที่คนรู้น้อยทำเป็นรู้มากจนไม่รู้จริง (ทำนองเพลงนี้หยิบมาจากเพลง My Boyfriend’s Back ของ The Angels วงรุ่นเดียวกันกับ The Supremes) สนุกแบบไทย ๆ สไตล์พม่ารำขวานในเพลง “ลูกสาวใคร” แล้วหวานซึ้งกันต่อกับเพลงพลอดรักอย่าง “ฉันจะรอ” ที่เสียงร้องพอจะคุ้นอยู่ว่าเขาเป็นใคร เศร้า ๆ ต่อในเพลง “กลับมาซิ” แล้วปิดบั้มด้วยเพลง “ชาวแบงค์” ชีวิตของคนธนาคารก่อนจะมี Mobile Banking/Propmtpay ก็วุ่นจริง แม้เศรษฐกิจตอนนั้นเคยสดใสอะนะ

ด้วยความที่เสียงทองแรงโปรโมทน้อยและต้องสู้กับค่ายใหญ่ ๆชุดนี้จึงไม่ประสบความสำเร็จอย่างน่าเสียดาย ถึงกระไรนั้น อัลบั้มนี้คืออัลบั้มเพลงสตริงไทยยุค 80s ที่ผมชอบเบอร์ต้น ๆ เพราะความละเมียดละไมของการทำเพลงที่ออกมาดีและแหวกจากตลาดเพลงไทยตอนนั้น
และที่เปรย ๆ ว่าเจ้าของเสียงร้องเพลง “ฉันจะรอ” คุ้นหูขนาดนี้ สมาชิกที่วัยรุ่นยุค 90s คุ้นเคยคนนี้เคยอยู่วงนี้มาก่อนครับ…เขาคือพี่ดาวงอินคานั่นเอง
-
4. ทักทาย - ปาร์ค แจกัน

พล ตัณฑวุฑโฒ คือชื่อจริงที่อาจจะไม่คุ้นเท่าไหร่ แต่ถ้าพูดว่า “ปาร์ค แจกัน” คนรุ่น 80s จำได้แน่นอน เขาคือเจ้าของ One Hit Wonder อย่าง “จะเก็บไว้เพื่อเธอ” ในอัลบั้มชุดแรกของเขา “ทักทาย” ที่รั้วโคลิเซียม
งานชุดนี้จะมีเพลงดีอย่าง “รักษารัก” ที่ยืมทำนอง Grandpa (Tell Me 'Bout The Good Old Days) ของ The Judds เพลงหวานซึ้งก็มีอย่าง “เธอคงไม่รู้” และเพลงสนุก ๆ อย่าง “สบตาก็รู้” ทุกเพลงของชุดนี้ทำดนตรีและอำนวยการผลิตโดยพี่จิ๊บ-มงคลพัฒน์ ทองเรือง

ชุดแรกไปได้สวยขนาดนี้ ปีต่อมาได้ไปต่อกับชุด “ยังเป็นฉัน” ที่มีเพลงขายอย่าง “น้อยใจ (คำร้อง :วีระ เดชไกรวัลย์ ทำนอง-เรียบเรียง : มงคลพัฒน์ ทองเรือง)” และเพลงน่าฟังอย่าง “เธอคงพอใจ (คำร้อง-ทำนอง-เรียบเรียง : กริช ทอมมัส)” ปรากฏว่าโดนสื่อดนตรีหัวหนึ่งแซวว่า
“หวานชื่น…รื่นละมุน…ลื่นหลุดเลย” โดนอาถรรพ์ชุดสองซะแล้ว หลังจากชุดนี้พวกเขาก็สลายวงไป โดยพี่ปาร์คปัจจุบันไปอยู่ที่อเมริกาจนวันนี้
ว่าไปวงแจกัน วงแบคอัพพี่ปาร์คเขา มีมือเบสที่คุ้นเคยอยู่หนึ่งคนนั่นคือ ต๋อง-สมทบ สมมีชัย ซึ่งต่อมาได้อยู่วงแบล็คเฮดจนถึงวันนี้นี่เอง
-
5. รักที่ฝากไว้ - โจ้ บุนนาค

โจ้-พงษ์ศักดิ์ บุนนาค นักร้องประกวดที่ตกรอบ 50 คน ได้รับการทาบทามจากคุณเบิ้ม-เทอดพล ไคร้วานิช ให้มาเทสเสียงร้องเพลง จนได้เข้าสังกัดโปรมีเดียมาร์ทจนเกิดเป็นอัลบั้มชุดแรกในชีวิต “รักที่ฝากไว้” โดยมีเพลงขายอย่าง “ฉันยังมีหัวใจ” และ “รักที่ฝากไว้” นอกนั้นคือเพลงหวานตามหลักสูตรเบิร์ดอิสม์ (ยุคที่พี่เขาร้องเพลงช้า ๆ เพราะ ๆ หวานเย็น Adult Contemporary) ชุดนี้ดังไม่ดังผมไม่ทราบ แต่ได้เปลี่ยนปกฉลองขายดีแล้วหนึ่ง

ปีต่อมาพี่โจ้ได้ออกอัลบั้มเพลงอมตะชื่อ “โจ้ สเปเชียล” และปลายปีนั้นเองได้ออกอัลบั้มชุด 2 “ทุ่มเท” ที่มีเพลงขายอย่าง “คนละใจ” และ “มีส่วนดีบ้างไหม” ที่ถึงแม้พี่เขาจะโดนอาถรรพ์ชุดสอง แต่เพลงที่ว่ามาข้างต้น…
อาจจะยังอยู่ในซอกหลืบความทรงจำของคนยุคนั้นก็เป็นได้
-
6.มันส์หมู - ธำรง วิจิตรสาร

หมู-ธำรง วิจิตรสาร ดาราสมทบยุค 80s เคยออกอัลบั้มชุดแรกเมื่อปี 2529 “ความตั้งใจ” ค่ายมิวสิคไลน์ ตามสไตล์ Adult Contemporary และในปี 31 เขาได้ออกอัลบั้มชื่อสุดสนุก “มันส์หมู” ค่ายอุมากรุ๊ฟ ซึ่งมาในแนวเพลง “ร็อคลูกกวาด”

โดยชุดนี้มีเพลงขายอย่าง “รักไม่รู้” “ไม่มีใครสน (ทำนองเพลง Hungry Hearts ของ Bruce Springsteen มาทุกโน้ต)” และเพลงสนุกสายลูกกวาดอย่าง “กล๊วก” “เข็ดแล้ว…ไม่เอา” “หน้ากาก” “รสชาติใหม่ ๆ” ซึ่งทุกเพลงคุณหมูเขาแต่งเพลงเอง ภายใต้การทำเพลงของอิทธิ พลางกูร และคุณวันชัย ปิ่นทอง ห้องอัดแจม สตูดิโอ

ข้อมูลมีเท่านี้ และแรงโปรโมทค่อนข้างน้อย แถมตลาดเทปมือสองหายากมากเชียว
-
-
7.มีฉันมีเธอ - สองหนุ่ม

หลาย ๆ คนลืมวงนี้ไปแล้ว ถ้าจะให้นิยามสำหรับคนขี้เกียจอ่าน พวกเขาคือ “ชมพู-ปิง ฟรุ๊ตตี้…ที่บ้าน (แถมทุนจำกัดอีก)” วงนี้ประกอบด้วยสองหนุ่มสมชื่ออย่างต๋อย-อนุสรณ์ หทัยกูล และหนุ่ม-อภิรัตน์ นิลคูหา ออกอัลบั้มแรกในชื่อชุด มีฉันมีเธอ ในสังกัดเดนเวอร์ เอนเตอร์เทนเมนท์ (คุ้น ๆ นะฮะค่ายนี้) อำนวยการผลิตโดยพี่อ๊อด พิเชษฐ์ ศุขแพทย์ (อดีตรอยัลสไปรท์ส) และมี อ.ประสิทธิ์ ชำนาญไพร มาแต่งเพลงกับคุณต๋อยด้วย

เปิดอัลบั้มด้วยเพลง “รักโวโว” เพลงรักสไตล์ Puppy Love ตามสมัยนิยม ตามด้วย “มีฉันมีเธอ” เพลงหวานประจำชุด ปลุกยักษ์ในตัวเราด้วย “ขอเพียงให้ใจ” “จำเป็นบทเรียน” และปิดหน้าเอด้วย “บอกฉันทิซิเธอ”
จากนั้นเริ่มหน้าบีด้วย “รักพลิกล็อก” เพลงนี้เนื้อหาแบบนี้ถ้าเปิดใน พ.ศ.นี้คงโดนส้นเท้าทั้งประเทศแน่ ๆ หวานกันต่อด้วย “สายลมรัก” และมัน ๆ ด้วย “เธอคนใจร้าย” ที่ยกเค้า Shattered Dreams ของ Johnny Hates Jazz มาทุกโน้ต เข้าสู่โคงสุดท้ายด้วย “เจ็บนั้นฉันจำ” แล้วจบม้วนด้วย “ฉันยังมั่นรักเธอ”

นอกจากตัวเพลงที่ฟังง่ายแบบไม่ต้องคิดหลายชั้น (แถมหยิบทำนองต่างชาติแทบทั้งม้วน) ยังมีการตลาดของวงที่น่าสนใจ (ที่พอจำได้บ้าง) คือ การตอบปัญหาชิงรางวัล โดยให้คนฟังทายว่า “ระหว่างหนุ่มกับต๋อย ใครเป็นคนร้องเพลง มีฉันมีเธอ” ชิงตั๋วไปเที่ยวโตเกียวดิสนีย์แลนด์ 2 ที่นั่ง และมีฟรีคอนเสิร์ตตามโรงเรียนต่าง ๆ อีกด้วย
ผลตอบรับของวงเป็นยังไงผมไม่ค่อยทราบเท่าไหร่ แต่สองหนุ่มได้ไปต่อในชุด 2 ปีต่อมา “สี่พยางค์” โดยระดมโปรดิวเซอร์ยุคนั้นอย่างพี่ตี๋ วสันต์ อาต๋อง เทวัญ วิเชษฐ์ ห่อกาญจนา และอานุภาพ สวันตรัจฉ์ ทำให้เพลงมีความน่าสนใจมากขึ้น จนได้เสียงวิจารณ์ว่า
“ชุดสองนี่เบลอตั้วแต่ปกแล้ว สงสัยจะมีแววดังกว่าชุดก่อน ว่าแต่ชุดก่อนชื่ออะไรนะ” นี่แหละฮะ อาถรรพ์ชุดสองจากแรงโปรโมทที่น้อย ทำให้สองหนุ่มหยุดเส้นทางดนตรีไว้แค่นี้
และที่จั่วว่าค่ายเดนเวอร์ฯ นี่คุ้น ๆ ใช่ไหมครับ ต่อมาหลังหยุดทำค่ายเพลงก็ไปทำรายการทีวีอย่างเซฟมือทอง อร่อยช่อง 5 และถึงพริกถึงขิงนั่นแหละจ้า
-
8. เศษฝัน - กฤช ผ่องสุวรรณ


กฤช ผ่องสุวรรณ ศิลปินเบอร์แรกของค่ายซาวด์สเกล เคยออกผลงานมาชุดนึงชื่อชุด “ดูแลหัวใจ” สไตล์ Adult Contemporary แบบพี่ปั๋น พี่แต๋ม มาปี 31 สลัดคราบมาเป็นร็อกเกอร์ในชุด “เศษฝัน” โดยได้ทีมบัตเตอร์ฟลาย ทีมเพลงหัวก้าวหน้าที่เข้าใจความเป็นร็อกมากที่สุด (ในเวลานั้น) มาคุมงานผ่านสองโปรดิวเซอร์เอก สุรสีห์ อิทธิกุล และ โสฬส ปุณกะบุตร
อัลบั้มเพลงนี้มีเพลงดี ๆ มัน ๆ อย่าง “ไม่รักก็บอกมา (คำร้อง: มรุธา รัตนสัมพันธ์ ทำนอง/เรียบเรียง : กิติพันธ์ ปุณกะบุตร)” “ดั่งสัญญา (คำร้อง : กฤช ผ่องสุวรรณ ทำนอง : จิรพรรณ อังศวานนท์)” “เรื่องแค่นี้ (คำร้อง : กฤช ผ่องสุวรรณ ทำนอง : พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) แล้วมาเคลิ้มแบบจิ๊กโก๋อย่าง “บอกลาสักคำ (คำร้อง: โสฬส ปุณกะบุตร ทำนอง/เรียบเรียง :มรุธา รัตนสัมพันธ์)” และ “เราเพื่อนกัน (คำร้อง: มรุธา รัตนสัมพันธ์ ทำนอง/เรียบเรียง : พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา)”

ดนตรีแน่นมาก ไลน์ซินธ์และกีตาร์ดุเดือด แต่ด้วยความที่ค่ายซาวด์สเกลเป็นค่ายเล็ก ๆงบโปรโมทน้อย ผลตอบรับจึงโดนอาถรรพ์ชุดสองไปอย่างน่าเสียดาย
ร็อกก็คือร็อกอะนะ
-
9. อั้มครับผม

ศิลปินคนนี้ไม่มีข้อมูล แต่อั้มคนนี้อยู่สังกัดเมโทรแผ่นเสียงเทป กับอัลบั้มชุดเดียวของเขา บนปกสีเหลืองกับน้องหมาน่าขี้เล่นแบบนี้ ภายใต้การโปรดิวซ์ของครูเพลงผู้ล่วงลับอย่างครูน้อย-สุรพล โทณะวนิก โดยท่านใช้นามปากกาว่า อารญา คำคม

เพลงเด่นชุดนี้คือ “เป็นเพราะเลวไม่พอ” “น้ำตาแช่แข็ง” “ตามใจเธอ” และเพลงที่เสมือนคนไทยพูดไปเรื่อยยุคบุกเบิกอย่าง “กลอนพาไป” เพลงแปลกแต่ฟังเพลินดี แถมซาวด์มีความแง้ม ๆ ไปทางอาร์เอสซะเยอะด้วย

แต่ผลตอบรับเงียบสนิท แถมตลาดเทปมือสองค่อนข้างหายากมากเชียวนะ น่าเสียดาย
-
10. พอ อก พอ ใจ - อ้วน ไฟลท์ 787

วงสตริงจากค่ายเมโทรแผ่นเสียงเทป ที่มีเพลงซึ่งคนรุ่น 80s คุ้นหูอย่าง “ฝากดวงใจ” “สื่อรัก” ได้ออกอัลบั้มอีกครั้งในปีนั้น ใน tagline ที่ว่า “เพราะกำลังใจได้รับจากคุณ เราจึงก้าวต่อไปเพื่อสร้างงานชิ้นใหม่ ให้ทุกคน พอ อก พอ ใจ”

เพลงในชุดนี้เรื่มมีความป๊อปร็อกว่าทุกชุดที่ผ่านมา เปิดหัวม้วนด้วย “เพราะเราไม่ต่างกัน” ด้วยจังหวะเร่งเร้าร็อกมัน ๆ แล้วตามด้วย “ไม่เห็นเป็นไง” เสียงร้องของพี่อ้วนมีกลิ่นร็อกมือขวานิด ๆ เพลงช้าเพลงขายในชุดก็มีอย่าง “อย่าบอกลา” จากนั้นก็มากุ๊กกิ๊กกันแบบเหงา ๆ ด้วย “พรุ่งนี้ที่เดิม” (ยืมทำนอง Ryoute Ippai no Journey 両手いっぱいのジョニー ของ Kahoru Kohiruimaki คนเดียวกันที่ร้องเพลง City Hunter แหละค้าบ) สนุกกันด้วย “หลงไปเอง” และ “ลืมดีกว่า” จนจบหน้าเอ
เปิดหน้าบีด้วย “โลกสวยงาม” ตามด้วย “เสียดาย” แล้วมาเต้นกับโค้งสุดท้ายด้วย “ฉันวันนี้” แล้วจบด้วย “ไม่ดีกว่าเหรอ” เพลงหลังสุดฉีกแนวมากในชุดนี้ นี่แหละอัลบั้มที่ผมชอบสุดของวง Flight 787

หลังจากจบชุดนี้พี่อ้วนก็ออกอัลบั้มเพลงอมตะตามหลักสูตรของค่ายนี้ระบายสัญญาจนหมด แล้วก็ปิดตำนาน Flight 787 วงสตริงตัวขายของห้างแผ่นเสียงเก่าแก่แห่งนี้ไป
-
11. เสียรู้ -ไพจิตร อักษรณรงค์

จุ๋ง ไพจิตร นักร้องสายยุค 80s ที่คนรุ่น Boomers คุ้นเคยดี คราวนี้ย้ายสังกัดจากอโซน่ามาอยู่คีตาในชื่อชุด “เสียรู้” โดยมีแหม่ม-พิไลวรรณ บุญล้น เป็นโปรดิวเซอร์ชุดนี้
ชุดนี้ผมมีเพลงหวานที่ชอบเป็นการส่วนตัวอย่าง “รักดั่งสายลม (คำร้อง : ลูกชิ้นสีชมพู ทำนอง : ทรงวุฒิ จรูญเรืองฤทธิ์)” “เธอคืนมา…เขายังอยู่ (คำร้อง : รหัส 201098 ทำนอง ง : ทรงวุฒิ จรูญเรืองฤทธิ์) สองเพลงนี้เมโลดี้สวยงามมาก
ภาคดนตรีทั้งม้วนเน้นเสียงเครื่องเป่าแท้สลับกับเสียงเปียโนแก้วและหีบเพลงปากจากคีย์บอร์ดยอดฮิต Yamaha DX7 และเสียงคุณจุ๋งหวานมาก (ภาคเนื้อเพลงชวนนึกถึงวิยะดา-ผุสชา-มาลีวัลย์จริง แต่เป็นเวอร์ชั่นลูกกรุง) แต่ผลตอบรับมาแบบดังเงียบ ๆ ประสาเพลงดีสำหรับคนนอนหลับยากระดับหนึ่งเลยเชียว
12. คิดถึงวันหวาน - อ๊อด จุไรรัตน์

อ๊อด-จุไรรัตน์ รัตนวงศ์ อดีตนักร้องโครงการ 18 กะรัต ดีกรีบัณฑิตครุศาสตร์จุฬา ได้มาออกอัลบั้มเดี่ยวกับค่ายซาวด์สเกลในชื่อชุด “คิด ถึง วัน หวาน” โดยมีทีมงานของพี่ติ๊ก-เทพนม สุวรรณบุณย์ เป็นโปรดิวเซอร์ให้ เดาได้ว่างานของเธอคนนี้มีความตุ๊กวิยะดา but ทุนจำกัด
และ “เรามีนักร้องคนนี้ที่บ้านแล้วนะลูก”

แล้วมันก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ (ตุ๊ก วิยะดา at home) แค่เพลงเปิดม้วน “เป็นผู้หญิง” ก็ได้กลิ่นทีมงานพี่แต๋มพี่ตุ่นเต็ม ๆเพลงกลิ่นเอเซียก็มีให้ฟังอย่าง “สุดไขว่คว้า” เพลงจังหวะปานกลางก็มีอย่าง “ใครจะรู้” (เสียงขลุ่ยญี่ปุ่น Roland D-50 ชัดเจนมาก) แล้วมาคึกคักกับ “ฝนกับความรัก” แล้วจบหน้าเอด้วย “ยังไม่สาย” ไลน์เปียโนเศร้าซึ้งสมชื่อเพลง
พลิกหน้าบีด้วยเพลง “เข้าใจแค่นั้น” ที่ว่าด้วยความสัมพันธ์กันและกันที่เน้นความเข้าใจ ตามต่อด้วย “อย่ามาถาม” จังหวะ upbeat ขึ้น (เปลี่ยนจากชาคาโมมายล์มาเป็นไวน์คูลเลอร์แล้วสินะ) เพลงแนวเต้นรำชัดมาก “เปลี่ยนใจหรือ” เพลงสไตล์อกหักที่มีกลิ่นอายมาลีวัลย์ ดนตรีมีความร็อกอยู่นะเพลงนี้ โค้งสุดท้ายอยู่ที่ “ไม่ผิดใช่ไหม” และจบม้วนด้วยความ Nostalgia ด้วยรอยยิ้มในเพลง “คิดถึงกัน”

เป็นอัลบั้มดี ๆ ที่มีความวาไรตี้มาก ทั้ง adult contemporary ร็อก ดิสโก้ แต่ด้วยแรงโปรโมทน้อย วันหวานนี้ก็พาลหมดรสชาติลงอย่างน่าเสียดาย
-
13. กับวันที่มาถึง - บุ๋ม จุฑามาศ

บุ๋ม-จุฑามาศ อิสสรานุกฤต สมาชิกวงปุยฝ้าและศรีภรรยาของพี่ชมพูฟรุ๊ตตี้ ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกและชุดเดียวในชื่อชุด “กับ…วันที่มาถึง” ภายใต้การทำดนตรีและโปรดิวซ์โดยพี่ปุ๋ย ศาสสัณฑ์ บุญญาสัย อัดที่ห้องเอ็มเอ็มสตูดิโอ (เป็นงานชุดแรกของอาร์เอสที่ไปอัดที่ห้องอัดนี้ หลังช่วง 7 ปีแรกของค่ายไปอัดครบตั้งแต่ห้องศรีสยาม ห้องกมลสโกศล ห้องเสียงทอง ห้องซีเอ และห้องแจมห้องประจำของโคลิเซียมเลย)
เปิดหัวบั้มด้วยเพลงขายอย่าง “รอสัญญา (คำร้อง/ทำนอง : กัลยา จินดาบุรินทร์)” ที่แทนความคิดถึงวันหวานยุครวมดาวและนพเก้าได้อย่างดี และมีเพลง cover ของวงเรนโบว์อย่าง “อย่าหวั่นใจ” และ “ละครเศร้า” (เพลงหลังทำดนตรีได้เศร้า ๆ และหวานได้ที่จริง ๆ)
ชุดนี้ยังมีเพลงจังหวะกุ๊กกิ๊กอย่าง “บอกตรง ๆ (คำร้อง/ทำนอง : วิบูลย์ รุ่งเรืองรจนา)” และเพลงปิดม้วนอย่าง “จำได้ไหม (คำร้อง/ทำนอง : ครรชิต ศุภนรากุล)”
หลังจากจบชุดนี้ คุณบุ๋มก็ก้าวสู่เส้นทางนางฟ้าสายการบิน และเป็นคู่ชีวิตแห่งวงการสตริงวัยหวานเช่นนี้แล
-
14. อยากลืมรัก - สาธิยา ศิลาเกษ

“สาธิยา ศิลาเกษ” ย้ายสังกัดจากห้องอัดเสียงทอง (ที่มีเพลงคุ้นหูอย่าง “ลืมแล้วหรือสัญญา”) มาอยู่นิธิทัศน์ในปี 31 ภายใต้การควบคุมงานและมิกซ์ดาวน์โดย อ.ศรายุทธ สุปัญโญ

เปิดม้วนด้วยเพลง “อยากลืม (คำร้อง : พีรสันติ จวบสมัย ทำนอง/เรียบเรียง : เสนีย์ ฉัตรวิชัย)” เป็นเพลงเศร้าที่ควรจำเป็นสำหรับเธอคนนี้แล้ว ตามด้วย “เพียงในฝัน (คำร้อง/ทำนอง : มนตรี ผลพันธิน)” แล้วตามด้วยเพลงรักของคนมูฟออนเป็นชาติแล้วตั้งสองเพลงอย่าง “สิ่งที่เราเคยมี” และ “บ๊ายบายความรัก” จบม้วนด้วยชื่อเพลงสไตล์วิยะดา-ผุสชาอิสม์ (แต่ทำนองออกลูกกรุง) อย่าง “ใกล้คุณอุ่นใจ” สามเพลงหลังนี้เนื้อร้องโดย อ.ชาลี อินทรวิจิตร ทำนอง/เรียบเรียงโดย อ.ศรายุทธ คนเก่งนี่เอง
จากนั้นมาเปิดหน้าบีด้วย “วันนั้นคงลืมได้” และ “ทำไมต้องเป็นเรา” (คำร้อง : มือใหม่ ทำนอง: ศรายุทธ) เพลงหวานก็มีอย่าง “เพียงเธอ (คำร้อง : พีรสันติ จวบสมัย ทำนอง/เรียบเรียง : เสนีย์ ฉัตรวิชัย)” เพลงกุ๊กกิ๊กก็มีอย่าง “บอกเธอแล้วไง (ผู้แต่ง : พนัส หิรัญกสิ)” ที่ไปยืมเค้าทำนอง Himitsu no Hanazono ของแม่เซโกะมาทุกโน้ต แล้วปิดม้วนด้วย “คอยใครสักคน (คำร้อง : มือใหม่ ทำนอง: ศรายุทธ)”

อัลบั้มชุดนี้มีข้อถกเถียงว่าออกปี 31 หรือ 32 เพราะเท่าที่ทราบมาหลังปกเขียน “สงวนลิขสิทธิ์ กันยายน 2531” แต่ The Guitar ฉบับวงเฟม คนไม่เคย กลับรวมอัลบั้มนี้ไว้ในหนังสือเล่มนั้น ส่วนความหายากของเทปม้วนนี้ “หายากที่สุดแล้ว” และผลตอบรับคือดังแบบเงียบ ๆ ประสาศิลปินเพลงหวานที่เหมาะกับคนนอนหลับยาก…น่าเสียดาย
-
15. แฟนที่แสนดี - ไก่ นิภาวรรณ

ไก่-นิภาวรรณ ทวีพรสวรรค์ ที่แฟนคลับ 18 กะรัตคุ้นเคย ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกและชุดเดียวของเธอชื่อ “แฟนที่แสนดี” โดยมีพี่พีรสันต์ จวบสมัย เป็นโปรดิวเซอร์ชุดนี้
เปิดหัวอัลบั้มด้วย “ฝันดี (คำร้อง/ทำนอง : พีรสันต์, เสนีย์)” เพลงรักหวานซึ้งชวนฝัน แล้วอมยิ้มไปกับ “เพื่อนเก่า (คำร้อง/ทำนอง : พีรสันต์, ชาตรี คงสุวรรณ)” ย้อนวัยเรียนได้ชัดเจน เหมือน call attention สำหรับคนยุค 80s ได้ดี “ใครลืมใครก่อน” เพลงดีของคนเดี๋ยวรักและเดี๋ยวเลิก “ขอเป็นแค่เพื่อน” เพลงรักของคนแอบรักที่อยากคงไว้ซึ่งความ Friend Zone
พลิกหน้าบีด้วย “แฟนที่แสนดี” อมยิ้มไปกับความรัก (แม้ทำนองจะมีเค้าจาก Only Sixteen ของ Dr. Hook ก็ตาม) แล้วมาลูกทุ่งคึกคักกับ “เลิกกันดีกว่า” หวานซึ้งกับ “สัญญาด้วยใจ” (เค้าทำนองจาก Akujo ของ Miyuki Nakajima) ตามด้วย “เธอกับเขา” (เค้าทำนองจาก 月夜に気をつけて!Tsukiyo ni Ki wo Tsukete! ของ Meiko Nakahara ที่คอซิตี้ป๊อปคุ้นเคยดีจากเพลงถนนสายนี้เปรี้ยวและ Fantasy) แล้วจบม้วนด้วย “ถามใจดู”

น่าเสียดายที่ทิศทางของนิธิทัศน์น่าจะทำเพลงป๊อปวัยรุ่นได้ดีกว่านี้ แค่เบนเข็มไปทางอมตะนิรันดร์กาลและซูเปอร์ฮิตจนเสียหลัก ส่วนตลาดเทปมือสอง ม้วนนี้ “หายากมาก”
เพลงดีทั้งชุดเลย ใจเธอใจฉันไหมล่ะ
-
16. มี๋เองแหละ - วรรษมน วัฒนโรดม

ตำนานสาวน้อยแก้มป่องของวงการบันเทิงยุคโชติช่วงชัชวาลจากหนังเรื่องวัยระเริง มากับอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกและชุดเดียวของเธอในค่ายมิวสิคไลน์ โดยมีอิทธิ พลางกูร เป็นโปรดิวเซอร์ในชุดนี้
เปิดหัวอัลบั้มมาด้วยเพลงป๊อปลูกกวาดอย่าง “ไปเลย ไม่ง้อ!” ตามมาด้วย “ใครทำเธออารมณ์เสีย” เพลงดีที่ยืมทำนอง Deja Vu ของ Momoko Kikuchi แล้วเติมไฟด้วย “ฝันอีกสักครั้ง” หวานกันต่อด้วยเพลง “ใจ” (ทำนอง Crazy Me, Crazy for You ของ Seiko Matsuda) แล้วปิดหน้าเอด้วย “เธอดูแปลก ๆ” ที่ทำนองและเค้าดนตรียก Shake Your Love ของ Debbie Gibson มาทั้งยวง แต่เนื้อหาภาษาไทยก็ฟังดีนะ
พลิกมาหน้าบีด้วย “จะบอกให้รู้” ที่เป็นความสัมพันธ์เปิดอกของคน ๆ หนึ่งที่ไม่ยอมให้ใครมาล้ำเส้น แล้วตามต่อด้วย “ฉันยังไม่เคย” (ทำนอง Only In My Dreams) แล้วมากุ๊กกิ๊กกับ “จะรักหรือยอมว่างเปล่า” เพลงดี ๆ ที่ยืมทำนอง "Hanashi Kaketakatta"(話しかけたかった)ของคุณนันโนะ สิงห์สาวนักสืบรุ่นสอง แล้วมาเศร้า ๆ ต่อใน “กว่าจะรู้ว่ารัก” และจบม้วนด้วยการฉายภาพสาวสมัยใหม่ใน “อยากจะลองดู”

ถึงแม้ว่าเกือบทั้งม้วนจะยืมทำนองชาติอื่นมา แต่คุณมี๋ในบทบาทนี้หวานสดใสมาก (แถมเทปในตลาดมือสองหายากจริง)
-
17. บอกเล่าเก้าสิบ - เพาเวอร์แบนด์

วงดนตรีสไตล์สตริงลูกกรุงเจ้าของเพลงฮิต “อายฟ้าดิน” และ “เหมือนไม่รักกัน” เมื่อปี 2526 มีผลงานกับทางนิธิทัศน์ถึงสามชุด (อายฟ้าเดิน เหมือนไม่รักกัน และ Powerband ‘30) ปี 31 นี้พวกเขาได้ออกมาทำงานเป็นของตัวเองในชื่อชุด “บอกเล่าเก้าสิบ” กับแนวคิดคือ “มีอะไรก็มาเล่าสู่กันฟัง” เขียนมาแบบนี้เพลงของพวกเขามีสีสันกว่า 3 ชุดข้างต้นแน่นอน

อัดเสียงห้อง Voice Studio ของอานุภาพ สวันตรัจฉ์เปิดบั้มด้วยป๊อปร็อกเข้ม ๆ อย่าง “คนขึ้นสนิม” ร้าวลึกกับ “ส่วนเกิน” (ซึ่งเดิมชื่อเพลงนี้คือ ตัวสำรอง แต่ทางวงเกรงว่าจะไปซ้ำกับพงษ์พัฒน์เลยเปลี่ยนเป็นชื่อข้างต้นแทน) และเพลงปลุกกำลังใจอย่าง “ความหวัง” สามเพลงนี้บ่งบอกพลังเสียงของร้องคุณกำธร ศรวิจิตร (อย่าสับสนกับน้ากำธร วง Tornado ณ ผับ Metal Zone นะครับ) ที่ควรจะเป็น เสียงค่อนข้างสูงใช้ได้
จากนั้นมาปรับมูดสนุก ๆ ด้วย “วานมดเขียน” เพลงจากมือกลองของวง อำนาจ โกมลวรรธนะ และจบหน้าเอด้วย “จริงใจ” จากเสียงร้องของคุณชนบัตร (สมบัติ) วรรณสา ที่เหมาะกับเพลงสนุกโจ๊ะ ๆ ได้ดีเลย (คนนี้คือเจ้าของเสียงร้อง “ไม่มา ไม่เมา” ในชุดคนเหมือนกัน)

หวานซึ้งในหน้าบีด้วยเพลง “ห่วงใย” จากเสียงร้องของเนี้ยว-ปิยะเมธ หาริกุล (เจ้าของเสียงร้องในเพลง “สิทธิ์ทางใจ” ในชุดคนเหมือนกัน) ตามด้วย “แค่เพียงจากกัน” แล้วมาสนุกและขบคิดกับ “ไม่รู้ใครทำ” ที่ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมเมืองไทย “ผู้หญิง” เพลงเฟมินิสต์เบา ๆ แต่ฟังเพลิน เพราะผู้หญิงคือเพศเดียวกับแม่เรา และปิดม้วนด้วยเพลงเที่ยวไทย “เชียงใหม่” จบม้วนอย่างมีรสชาติ
แต่ผลตอบรับกลับเงียบสนิท
ด้วยความที่พวกเขาทำเพลงกันเอง และแรงโปรโมทน้อย อัลบั้มนี้จึงมีน้อยคนนักที่รู้จัก (แถมตลาดในเทปมือสองนี่หายากมาก) หลังจากจบชุดนี้พวกเขาก็แยกย้ายกันไป
-
18. หนุ่มขี้เมี่ยง - อัศวิน (สตริงคำเมือง)

มาถึงวงสตริง Local จากจังหวัดลำปางกันนะฮะ กับอัลบั้มชุดแรกและชุดเดียวของพวกเขาในคอสตูมสไตล์อัศวินยุคโบราณ

เปิดหัวด้วยเพลง “ซ่าจิ้น” เพลงอาหารเหนือชวนหิว ตามด้วย “ลองเต๊อะ” เพลงให้กำลังใจให้ลองรักอีกครั้งหลังผิดหวัง (เพลงดีที่ยืมทำนอง I’m Your Puppet ของ James & Bobby Purify วงรุ่นเดียวกันกับ The Supremes และ The Righteous Brothers) แล้วมาถึงแทรกเดียวกับชื่อบั้มอย่าง “คนขี้เมี่ยง” กับชีวิตสายรักสายลุยของนายกระจอก (ทำนองรู้กัน Stacy ของวง Fortune ทุกตัวโน้ต) แล้วตามต่อ “สาวสมัยใหม่” สะท้อนชีวิตแฟชั่นสาววัยรุ่นได้ชัดเจนดี แต่งตัวจิ๊ดจนหมายังต้องมอง แล้วจบหน้าเอด้วย “งานเบาเงินดี” ที่จะหัวเสียทุกครั้งเมื่อเพื่อนมาชวนทำงานลับ ๆ ล่อ ๆ
หน้าบีเริ่มด้วย “ทำเองถูกดี” ที่ว่าด้วยการทำกับข้าวกินเองที่ประหยัดกว่ากินข้างนอก (ุถึงบางครั้งต้นทุนอาจจะจมนิด ๆ) ตามด้วย “กึ๊ดกอยเต๊อะอีนาย” คิดดูก่อนน้องว่าใครมีรักให้กัน “สาวน้อย” เพลงรัก puppy love และจบม้วนด้วย “ต๊กโตตัวลาย” เพลงสตริงคำเมืองยุคแรก ๆ ของวงการที่ทำได้ค่อนข้างดี

ภายใต้การควบคุมการผลิตของพี่ตี๋ วสันต์ จากแกรนด์เอ็กซ์ งานออกมาเลยมีคุณภาพระดับนึง แม้จะสวนทางกับผลตอบรับทางการตลาดจนออกมาชุดเดียวก็ตาม
แต่มือเบสของวง เก่ง วัชระ ได้มาออกอัลบั้มเดี่ยวจนคนไทยร้อง “กลับมาเต๊อะอี่นายยยย” ทั้งประเทศในปี 2537 คือ ถ้าคุณชอบอ้ายจรัล ชุดนี้ควรหามาฟังเน้ออ้าย
-
19. สู่เส้นทาง - รันเวย์

วงป๊อปร็อกจากค่ายมิวสิคไลน์ ภายใต้การควบคุมงานของอดีตร็อกเคสตร้า เปี๊ยก-กฤษฎา ตันติเวชกุล (ในนามทีมงาน Background System) และการทำดนตรีของสุรชัย บุญแต่ง เปิดตัวด้วยเพลงเติมแรงฝันชื่อเดียวกันกับอัลบั้ม (จากเสียงร้องของนักแต่งเพลงประจำวง เป๊ก-นิสากร นภาดล) แล้วตามด้วย “ก็จำต้องบอก” เพลงสไตล์จิ๊กโก๋อกหักสไตล์ค่ายเพลงมวยรอง (และเป็น One Hit Wonder ของวงไปโดยปริยาย) จากเสียงร้องของมือกีตาร์ของวง แมน-ภาคภูมิ จงขวัญยืน
อีกเพลงอกหักที่ได้ใจก็คือ “ไม่มีทาง” ก็ทำได้เข้ม ๆ เจ็บ ๆ ดี และเพลงชิล ๆ แต่จริงจังอย่าง “ไม่มีใครไม่เคยเหงา” ก็ฟังเพลินได้ ผลตอบรับชุดนี้ผมไม่แน่ใจจริง ๆ ว่าดังพอสมควรหรือไม่

แต่ทางวงก็ได้ไปต่อกับชุดสองช่วงปลายปี 2532 ชื่อชุด “ของใกล้ตัว” มีเพลงโปรโมทอย่าง “ของใกล้ตัว” “เสียแล้วเสียไป” และเพลงที่ผมชอบแบบส่วนตัว (และไม่หวงด้วย อยากให้ฟังกัน) อย่าง “เคยตัว” เพลงรักแดนบวกที่คนที่เคยตัวกับการอยู่คนเดียวมาเจอคนที่ถูกใจแบบนี้ ใจไม่ฟูได้ไงครับ

แม้จะโดนอาถรรพ์ชุดสอง แต่เพลงของพวกเขาหนักแน่นประสา “แต่งเพลงกันเองและทำกันเอง” จึงเป็นวงสไตล์นูโวอิสม์ที่ควรหามาฟัง (แถมปกเทปชุดสอง เท่ แบบ mininal กับฟอนต์ไทยดิจิทัลรุ่นสร้างชาติอย่าง UPC Merremia ที่อ่านง่ายสไตล์จริงจัง / เจ้าของเดียวกันกับ Angsana และ Cordia)
-
20. ช่างมันเถอะ - นิด & Laser

นิด แอนด์ เลเซอร์ วงนี้คนรุ่นเก่าอาจไม่คุ้น แต่ถ้าพูดว่า “นิตยา บุญสูงเนิน” ร้องอ๋อแน่นอน พวกเขามากับอัลบั้มชุดแรกของวงในปีนี้ เปิดด้วยเพลง “ช่างมันเถอะ” เพลงเข้ม ๆ สไตล์ผู้หญิง และมาฟังก์กันกับ “บอกให้รู้” และ “ก็แค่นั้นเอง” จากเสียงร้องมือกีตาร์ของวงอย่างพี่โป๋-สุทธานิน มาลัยพงศ์ แล้วมาจิ๊กโก๋อกหักกับเพลง “ผิดอย่างไรหรือ” ที่ทำนองไปยืม Party Doll ของเชอร์มิค แจ็คเกอร์ แห่งคณะหินกลิ้งมา แล้วปิดหน้าเอด้วย “ใกล้เหมือนไกล” ทำเค้าทำนองและดนตรีมาจาก Shoujo-A ของแม่อากินะทั้งเพลง
แล้วมาสนุกสไตล์ไทย ๆ กับ “กล้า ๆ หน่อย” แล้วมาซึ้งต่อด้วย “แค่ฝัน” จากเสียงร้องของมือกลอง ไมค์-อภิชาติ มหาเจริญ (ไมค์ คอนเซปชั่น) แล้วมาต่อด้วยสตริงลูกกรุงยุคปลายอย่าง “เพื่อเธอคนเดียว” เสียงคุณนิตยา สนุกจนหยดสุดท้ายกับ “ชอบคนบ๊ะ” จากเสียงร้องของมือทรัมเป็ตอย่างหมี-รัศมี เทพกิจ แล้วจบม้วนด้วย “ฉันยังเหมือนเดิม”
สมาชิกบางส่วนของวงแยกมาจากวง President โดยมีหัวหอกอย่างแดง-ศุภกร บุญยานันท์ มือคีย์บอร์ดเป็นหัวหน้าวง งานเลยมีกลิ่นอายฟังก์กี้ชัดเจนมากตามสมัยนิยม จะเรียกว่า “วง New President” ก็ได้
นี่คือศิลปินเบอร์แรกสุดของค่ายโปรมีเดียมาร์ท ของคุณสมศักดิ์ อมรินทร์ และทีมงานที่แยกตัวจากนิธิทัศน์มาทำค่ายเองค่ายนี้ โดยปีต่อมาคุณนิตยาได้ออกบั้มพิเศษร้องเพลงลูกกรุงอมตะ “นิด สเปเชียล” (เทปม้วนนี้ปั๊มแรก ออนป้า ตลับสีเทา และสปอนเป็นแปรงสีฟันยี่ห้อหนึ่ง…หายากมาก) จากนั้นปี 33 ทางวงได้ออกชุดสอง “หนึ่งเดียวไม่มากไป” ที่เพลงมีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น แต่ว่าเสียงวิจารณ์มุมเพลงหนังสือบอกไว้…
“ไม่อาว…นิดจะเป็นใหม่” โดนอาถรรพ์ชุดสองซะแล้ว
คุณนิดก็ออกเพลงตระกูลสเปเชียลเรื่อย ๆ จนมาแจ๊กพอตแตกเมื่อปี 2536 ในชุด “ก้าวใหม่” ที่มีเพลงข้ามเวลาอย่าง “เจ็บนิดเดียว” และ “ช้ำคือเรา” ยังฮิตจนถึงวันนี้
-
21. อ๋อเหรอ - ธงชัย ประสงค์สันติ

มาถึงอัลบั้มชุดสุดท้ายของบทความนี้แล้วนะครับ นี่คืออัลบั้มแรกในชีวิตของสมาชิกวงสามโทน และบุคลากรสายบันเทิงที่ครบเครื่องของไทย ธงชัย ประสงค์สันติ “อ๋อเหรอ” มาในลุคที่น่ารัก ชวนขำ และครีเอทีฟมาก ๆ จากการออกแบบของทีมงาน Omnivisions (สายอาร์ตรุ่นเดอะเขารู้กัน)
เปิดอัลบั้มด้วยเพลงกวน ๆ อย่าง “กระแดะ” เนื้อหาแรงมาก แต่มันจริงที่ว่า สภาพชีวิตของคนทั่วไป เป็นยังไงก็อย่างนั้น จนก็จน จะให้แกล้งรวยก็ชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่ดี ตามต่อด้วย “อยาก” กับความอยากของคนที่ต้องตะกายหาเอาเอง เพราะมันไม่สิ้นสุด “น้ำเน่า” เพลงกวน ๆ ดักโคกระบือที่ล้อวงดังยุคนั้นเต็ม ๆ แล้วมาหลงตัวเองกันต่อกับ “ไม่รู้จะหล่อยังไง” ล้อดาราดัง ๆ หลานคนเลย (หนึ่งในนั้นมีบอสแซมด้วยนะ) ก่อนจบหน้าเอด้วย “อยากให้เป็นเธอ” เพลงสไตล์จิ๊กโก๋ขี้เหงา ที่โหยหาใครสักคนที่เข้าใจในสิ่งที่เราเป็น

พลิกด้านหน้าบีด้วยเพลงชื่อเดียวกันกับอัลบั้ม “อ๋อเหรอ” ที่รู้อะไรไม่สู้รู้งี้ หรือไม่ก็ทั้ง ๆ ที่รู้ก็…ครับ ตามด้วย “ป่ากับเมือง” ชีวิตของคนชนบทที่ปรับตัวไม่ถูกเมื่อมาเจอสังคมเมืองใหญ่ “ชีวิต” ชีวิตของคนจนที่ไม่หวังอะไร มีแค่ข้าวกินกันตายก็พอแล้วเกินพอแล้ว “ตัวประกอบอดทน” ชีวิตของนักแสดงที่ไม่ได้ง่าย ๆ และจบม้วนด้วยเพลงกวน ๆ อย่าง “บ้า”

ผมยกอัลบั้มนี้ปิดบทความเพราะว่า “นี่คืออัลบั้มชุดสุดท้ายของค่ายไนต์สปอต” ค่ายเพลงที่เคยเป็นหัวหอกหัวก้าวหน้าของวงการเพลงยุค 80s หลังจากนั้นไม่นานค่ายนี้ก็ปิดตัวลง (จริง ๆ จะมีอัลบั้มของคุณตุ๊ก ญาณี จงวิสุทธิ์มาต่อคิวด้วย แต่ไม่ได้ออกวางแผง และกลายเป็น Lost Media โดยปริยาย)
ง่าย ๆ คนจะจำพี่ธงในฐานะสมาชิกวงสามโทน พิธีกรรายการทีวี และคนทำละคร มากกว่าอัลบั้มเดี่ยวชุดนี้ที่เงียบสนิท
หากเปรียบอัลบั้มชุดนี้เป็นอาหาร ธงชัยในชุดอ๋อเหรอก็เหมือนคนกินส้มตำกับข้าวเกรียบกุ้งแผ่นชมพู (สมมุติว่าเป็นยี่ห้อท้าวสุรนารี ที่คนโคราชเข้ารู้กัน) คนเดียวในมุมตึกหลังเลิกงาน
แต่พอพี่ธงชัยมาอยู่สามโทนที่คีตา อาถนอม (ที่เด็กยุค 2000s จะจำแกในฐานะพิธีกรมาสเตอร์คีย์) ก็เหมือนกับเสบียงเครื่องดื่มทั้งน้ำซ่า น้ำจันฑ์ โซดา-น้ำแข็งให้คล่องคอ
และพี่บุ๋มบิ๋ม (ที่ไปทำค่ายทีวีในเวลาต่อมา ที่มีรายการตั้งแต่เกมโชว์ความลับดาราที่ติดกล้องถ่าย เกมตอบคำถามที่เลือกข้อที่คิดว่าตอบไม่ได้ และร้องเพลงลูกทุ่ง 10 เพลงชิงเงินล้าน) ก็เหมือนกับสเบียงของอร่อยอย่างมันทอด ลูกชิ้นทอด ไก่ย่าง ล้อมวงกันกินสนุกสนานไม่มีคำว่าเหงาอีกต่อไป
ขอให้เจ้าภาพจงเจริญ!!!
-
บทส่งท้าย
เพลงที่เราได้ยินนั้น ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน ถ้าตัดเรื่องแรงโปรโมทและความแข่งวาสนาลำบากออกไป เพลงหนึ่งเพลงนั้นอาจจะแทรกซึมในซอกหลืบความทรงจำ ที่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตา หลอมเป็นหนึ่งเดียวกัน
เช่นเดียวกับ 21 อัลบั้มสตริงไทยลับแลของปี 2531 แม้จะเป็นยุคปลายเพลงสตริงบูติกเข้าสู่เพลงร็อกเข้ม ๆ ก็ตาม
แต่สีสันของปีนั้น (และตลอดยุค 80s) ยังคงชัดเจนเสมอมา ประหนึ่งว่าเป็นงานเลี้ยงที่ไม่มีวันเลิกราในหัวใจวัยหวานของเรา…ตลอดกาล

หวังว่าคงจะไม่โดนกระถางดอกไม้นะ…สวัสดี
นายต๊ก
9 เมษายน, 9-22 พฤษภาคม 2569
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in