เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Once – K ToKa
Letter to me at the age of 40
  • 1.

    ไม่รู้นึกครึ้มอะไร ถึงได้กลับมาในที่แห่งนี้อีกครั้ง แล้วมันก็บังเอิญมากๆที่ได้เจอจดหมายของตัวเองที่เขียนถึงตัวเองในวัย 33 ปี ซึ่งถ้าเกิดไม่ได้นึกว่าอยากจะมาที่นี่ ก็คงจะลืมไปแล้วว่าเคยเขียนถึงตัวเอง 

    เอาจริงๆ ผมเองก็ห่างหายจากการอ่านหนังสือไปนานเหมือนกัน เลยไม่รู้ว่าจะเขียนหรือเรียบเรียง สิ่งที่อยากจะบอกได้ดีเท่าเมื่อก่อนหรือเปล่า แต่คิดไปคิดมา ก็ดีไปอีกแบบ คือนึกอะไรได้ก็เขียนบอกเล่าไปเลย ไม่ต้องมานั่งนึกใช้คำให้เสียเวลา แต่ก็นะ บางคนอาจใช้ AI ในการเรียบเรียงคำ เรียบเรียงเนื้อหา ให้มันดูดียิ่งขึ้น แต่สำหรับผม ถ้าจะใช้ AI ก็อีแค่งานเขียนแบบบอกเล่ากึ่งบ่นแบบนี้ เสียของเหลือเกิน

    นอกเหนือจากที่จะเข้ามาอัพเดตชีวิต และเขียนถึงตัวเองในอนาคต ยังได้ไปอ่านงานเก่าๆที่เคยเขียนไว้ว่าเคยเขียนอะไรลงไปบ้าง บางทีก็รู้สึกว่า ตัวเราในสมัยนั้นมีความมุ่งมั่นและความขยันในการสร้างสรรค์งานอะไรแบบนี้ ผิดจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง 

    หลังจากที่จบปริญญาเอกไป ก็ได้มารับรู้ถึงความจริงอันโหดร้ายของชีวิต ว่าเราไม่มีแผนสำรองอะไรเลย สิ่งที่เราทำในตอนนี้ คืองานสอนพิเศษที่ไม่ต่างอะไรจากงานฟรีแลนซ์ และผมเองก็ไม่รู้ว่า คนที่มาเรียนนี่เขามีความตั้งใจมากน้อยแค่ไหน อยากให้ทบทวนเนื้อหาเพื่อจะได้ไปสอบเข้าในที่ที่ตั้งใจไว้ แล้วสุดท้ายก็ทิ้งมันไปซะอย่างงั้น ปัจจุบัน ทำแฟนเพจอัพเนื้อหาและโจทย์คณิตศาสตร์ แบบลองทำดู อัพลงทุกวันนี่แหละ อยากรู้เหมือนกันว่า ถ้าทำแบบนี้ไปเรื่อยๆซัก 1 ปี 2 ปี หรือ 5 ปี 10 ปี สิ่งที่ทำอยู่มันจะพาเราไปสู่จุดไหน แต่ก็นั่นแหละ งานเดียวมันไม่พอหรอก ยิ่งยุคนี้สมัยนี้ที่เศรษฐกิจซบเซาที่หลายๆคนบอกว่า "เผาจริง" อยู่ทุกปี หรือสภาวะ "กบต้ม" อะไรก็ว่าไป การกอดงานที่ทำและเพิ่มงานเพิ่มช่องทางหารายได้ กลับเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นทางเลือก 

    แต่ก็นั่นแหละ ไม่ใช่เรื่องง่าย

  • 2. 

    ตอนที่นั่งอ่านงานเก่าๆของตัวเอง ก็ไปสะดุดกับเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับห้างสรพพสินค้าใกล้บ้าน ที่สมัยมัธยมเพื่อนๆเคยล้อว่า "ร้านเจ๊งแน่" แล้วพอเวลาผ่านไป ก็มีห้างอื่นๆผุดขึ้นมาในถนนเส้นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบัน ห้างที่ตั้งอยู่ใกล้บ้านที่สุดได้ปิดสาขาเป็นที่เรียบร้อย แล้วเหมือนเห็นผ่านตามาว่าปิดสาขาอยู่หลายที่ในจังหวัดทางภาคอีสาน 

    เอาจริงๆ ภาพการปิดสาขาของห้างสรรพสินค้า มันเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าจะเกิดขึ้น แต่ต้องบอกว่าในระแวกนั้นมันเงียบจริงๆ ช่วงหลังๆที่เข้าห้างนี้ไปซื้อของ สภาพคือมีคนในห้างที่สามารถนับจำนวนคนได้เลย มันโล่งหนักเกินความเป็นห้างสรรพสินค้าไปมาก ซึ่งจำนวนคนที่เยอะแบบคึกคักนั้นมีแค่ 2-3 วัน นั่นคือวันที่ห้างลดราคาล้างสต๊อกนั่นแหละ

    ตอนนี้ ห้างก็ได้ร้างไปเป็นที่เรียบร้อย ข้างในก็ขนของออกหมด เหลือแค่ที่จอดรถกับศูนย์บริการรถยนต์ที่ยังคงเปิดอยู่ 

    จากห้างที่ผุดขึ้นมาใกล้ร้านของพ่อแม่ พอมาตอนนี้ห้างดันเป็นฝ่ายที่ไปก่อน ก็คงรู้สึกค่อนไปทางแย่มากกว่าที่จะรู้สึกดีที่ห้างนี้หายไปเพราะมันมาแย่งลูกค้า คงไม่ได้รู้สึกแบบนั้น เพราะการที่ห้างปิดสาขาไปก่อนนั่นหมายความว่า ร้านของพ่อแม่ก็ได้เริ่มนับถอยหลังแล้วเหมือนกัน  
  • 3.

    พอมานั่งอ่านจดหมายของตัวเองในนั้น ก็ได้รู้ว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงโควิด ซึ่งต้องมาทำทุกอย่างในบ้าน ออกจากบ้านไม่ได้ มันเป็นอะไรที่บั่นทอนจิตใจพอสมควร ยิ่งตอนนั้นทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ทำสัมมนา ทำงานวิจัยเพื่อใช้จบการศึกษา มันเป็นอะไรที่หนักหนาสาหัส นี่อาจเป็นส่วนสำคัญที่ตัดสินใจเบนเข็มก็ว่าได้ 

    และการต้องมานั่งเขียนบอกเล่ากึ่งบ่นในตอนนี้ เพื่อบอกเล่าส่งถึงตัวเองในวัย 40 ปีนี้ ไม่รู้ว่าเป็นความคิดที่โง่เง่าหรือเปล่า แต่อย่างน้อยที่สุด การที่ได้มีชีวิตที่นานพอจะได้อ่านจดหมายของตัวเอง ก็ถือว่าไม่เลวเหมือนกัน 

    พอถึงอายุ 40 ปีจริงๆ สภาพของตัวเองจะเป็นอย่างไร จะเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น หรือจิตใจจะแตกสลายไปก่อน ประเทศจะมีนายกที่ฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง หรือจะเป็นประเทศที่ลงเหวต่อเนื่องเพราะ GPD ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเวียดนาม ชีวิตตัวเองจะยังอยู่กับที่ หรือจะต้องเลือกไปที่อื่นอีก และจะต้องอยู่ตัวคนเดียวต่อไป หรือสุดท้ายได้ลงเอยกับใครซักคน

    ไม่อาจรู้ได้ ได้แต่รอให้ตัวเองในวัย 40 ปี เป็นคนบอก

    จากตัวเองในวัย 33 ปี 3 เดือน 
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in