มันเหมือนเช้าที่ดั้งเดิมและสามัญ สภาพห้องที่เหมือนเก็บเอาบรรยากาศไม้ไม้น้ำตาลแก่ของห้องที่บ้านต่างจังหวัด และความกว้างขวางฝุ่นฝุ่นของห้องพักที่กรุงเทพ แต่ก็ไม่รู้ว่าฉันมาอยู่ในห้องนี้ได้อย่างไร แสงส่องผ่านบอกเวลาว่ายังเช้าอยู่ ฉันนั่งพิงตู้เสื้อผ้า จ้องเรื่องราวในโทรทัศน์ที่กำลังถ่ายทอดสดท่านผู้นำกำลังกล่าวปราศรัย ภาพตัดเปนหน้าผู้ฟังกำลังซาบซึ้งกับสิ่งที่พูด แล้วก็เกิดเสียงปืนนัดหนึ่งดังขึ้นมาข้างหูของฉัน มันผ่านเส้นผมของฉันไปเหมือนแมลงวันที่บินผ่าน เจาะเข้าไปกลางจอโทรทัศน์ในทันที หัวของท่านผู้นำกระจายออกมาเหมือนพลุงานฉลอง ผู้คนแตกตื่น สับสน แต่บางสายตาเริ่มหันกลับมามองต้นทางของเสียง หามือยิงท่านผู้นำ จากนั้นบางสายตาเริ่มจะจ้องตรงมาที่ฉัน ผ่านจอโทรทัศน์ จากสามคน เปนห้า สิบ แล้วจากนั้น ทุกทุกสายตา ตอนนั้นฉันรู้ตัวว่าฉันได้แต่คิดว่านี่ฉันเปนสักขีพยานในการเหนท่านผู้นำหัวกระจาย หรือเปนฆาตกรที่สังหารกันแน่ ที่แน่ใจคือ ฉันได้กลายเปนแพะไปแล้ว ฉันทำอะไรไม่ถูก จึงปิดโทรทัศน์ เปิดประตูห้องจะลงมาชั้นล่าง แต่ก็ชะงักกับสิ่งที่วางอยู่หน้า มันคือศพท่านผู้นำ ที่ถูกหั่นมาแล้วสำเร็จรูป พอดีคำ เครื่องแบบที่ใส่ยังเปื้อนเลือดอยู่ แล้วก็ตกใจยิ่งกว่าเก่าที่มารู้ว่าฉันกลับมาอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด ฉันสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ล่ะ นอกจากจะเก็บถุงนั้นใส่ในช่องแช่เย็น สามวันผ่านไป ทางการเริ่มตามหาตัว ครอบครัวฉันบอกให้ฉันหลบตัวอยู่ในบ้าน ห้ามออกไปไหน แต่สิ่งที่เริ่มรบกวนความอึมครึมที่ไม่น่าไว้ใจของบ้านคือกลิ่นอันเหม็นเน่าของเนื้อท่านผู้นำที่ความมิดชิดของตู้เย็นเริ่มที่จะกลบกลิ่นไม่อยู่ ซึ่งเมื่อเปิดตู้เย็นออกมา หลิ่นความเน่าเหม็นโสมมทั้งปวงก็ทะลักออกมาจากตู้แช่ พร้อมกับที่ฉันสำรอกเอาความไม่มีอะไรออกมาจากท้องตัวเองด้วย ฉันกลั้นใจ เอาเนื้อของท่านผู้นำไปทิ้ง หรือฝังไว้ก็ดี ทำอย่างไรก็ได้ ขอแค่เอาชิ้นเนื้อนั้นไปทิ้งให้ไกลก่อนที่ทางบ้านจะลงมาจากห้องนอน ฉันลากถุงขยะไปหน้าบ้าน สิ่งที่ฉันเจอคือเด็กที่ไม่รู้จักคนหนึ่งยืนอยู่หน้าบ้าน ในมือถือวิทยุสื่อสาร มันกรอกเสียงลงไปว่า 'ลุง ผมเจอมันแล้ว'
///
เขาใฝ่ฝันการนั่งแช่อยู่ในนั้นตลอดไป นั่งจ้องมองภาพที่ไม่รู้เมื่อไรจะจบเสียที หรือมันจะดำเนินไปอย่างไรดี อย่างเรียบเชียบ ไม่วู่วาม นั่งเฉยเฉย แค่นั่งนิ่งงันเท่านั้น ภาพยนตร์หลายเรื่องทำให้เขาผิดหวัง เพราะมันชอบอย่างรวดเร็ว รุนแรง มีอะไรให้กลับไปนั่งคิดที่บ้าน เขาประสบเคราะห์กรรมทั้งตกท่อโดนไม่ได้ตั้งใจหลายต่อหลายครั้งเพราะเขาพยายามโยงหนังที่เขาเพิ่งดูจบเข้ากับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเสมอ เขาบอกกับตัวเองว่าจะไม่เข้าไปในโรงภาพยนตร์ที่ไหนอีกเลย เพราะมันทำให้เขาบาดเจ็บตลอดมา แต่คำว่า 'ไม่มีสูตรสำเร็จเหมือนในหนัง, ไร้จุดไคลแมกซ์' ชักชวนให้เขาเข้าไปในโรงภาพยนตร์อีกครั้ง ตัวเรื่องที่เล่าแล้วหยุด เล่าแล้วข้าม เล่าแบบไม่มีที่มา ประทับใจเขาอย่างยิ่ง เขารู้สึกถึงความ ตลอดไป ที่เปนจริง จับต้องได้ตรงหน้า มันได้เกิดขึ้นกับเขาแล้ว จนกระทั่งมีอยู่ฉากหนึ่งที่มันปรากฏตัวหญิงสาวที่เขารู้จักขึ้นมา เขาประทับใจในตัวเธอนานมากแล้ว แน่นอนเขาไม่ได้บอกเธอ เขาปล่อยให้มันผ่านไปเช่นนั้น การพบปะพูดคุยไม่กี่ครั้งทำให้เขายิ่งประทับใจ จนวันหนึ่งเธอได้หายไป ขาดการติดต่อ ไม่พบเจอในที่ไหน เขาปล่อยให้อาการนั้นจมดิ่งจนเริ่มกลับมาปกติ เธอปรากฏตัวเพียงไม่กี่วินาที แล้วหายไป ตอนแรกเขาคงคิดว่าแค่ใครคนหนึ่งซึ่งท่าทางคล้ายคลึงกัน แต่มันไม่ได้เปนไปแบบนั้น แต่เมื่อเธอกลับมาใหม่ในอีกฉาก เขาแน่ใจแล้วว่านั่นเธอแน่นอน อาการของเขาเริ่มดิ่งลงอีกครั้ง เมื่อถึงฉากที่ตัวละครหยิบกระดาษที่เธอเขียนขึ้นมา ข้อความนั้นอาจแค่การแสดงการสื่อสารระหว่างตัวละคร แต่เขาแน่ใจว่าเธอกำลังเขียนถึงเขา ฉับพลันเขาก็เกิดความคิดบางอย่าง บางอย่างที่เขาอยากทำมาแล้วตั้งนาน แต่ทำไม่ได้ นั่นคือเขาจะไปกระซิบความในใจผ่านซอกผาของปราสาทพระวิหาร เพราะเขาเชื่อว่าข้อความที่เขากระซิบไปนั้นจะลอยไปถึงหน้าประตูห้องเธอได้ เขาจึงลืมภาพยนตร์ที่อยู่ตรงหน้า ลืมความใฝ่ฝันที่จะนั่งแช่ชั่วนิรันดร์ แล้วลุกออกจากโรงเตรียมตีตั๋วไปยังประเทศกัมพูชา
ความฝันนี้ดับลงเมื่อเขาตกท่อระบายน้ำอีกครั้ง
///
ลองรู้สึกให้ตัวเองฝันว่ากำลังตื่นอยู่สิ
แล้วความฝัน ความสงบ หรือรอยจ้ำของทางช้างเผือก
จะไม่มีความหมายเท่าความสงัดดำของแรงปรารถนาในการหลับตา
อย่างสงบ
เขียนเรื่อยมาจากต้นร่างของวันที่
19 ธันวาคม 2556 เวลา 12:51
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in