Coming-of-Age หรือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน ช่วงเวลาแห่งการเติบโตจากเราเดิมไปสู่เราคนใหม่ ซึ่งในหลายครั้งอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องของวัยหรืออายุเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเป็นเรื่องของจิตใจได้เช่นกัน Coming-of-Age จึงกลายเป็นเรื่องราวที่ใครหลายคนสามารถมีความรู้สึกร่วมด้วยได้อย่างง่ายดายเลย เพราะการเติบโตและก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องเผชิญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากช่วงวัยมัธยมไปสู่วัยมหาลัย การต้องย้ายออกจากบ้านไปอยู่เพียงคนเดียวเป็นครั้งแรกในชีวิต การได้เริ่มมีความสัมพันธ์ที่เราสามารถเรียกได้ว่ารักครั้งแรก หรือแม้แต่การที่เรากล้าทำในสิ่งที่ตัวเองเคยกลัวมาโดยตลอด

ไม่เป็นที่น่าแปลกใจมากนักที่เนื้อหาแนว Coming-of-Age จะมีผู้ติดตามและให้ความสนใจมากมายไม่ว่าเรื่องราวเหล่านั้นจะออกมาในรูปแบบของภาพยนตร์ หรือหนังสือ อย่างเช่น Dìdi (2024) ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กวัยรุ่นผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังก้าวข้ามผ่านจากวัยมัธยมต้นไปสู่วัยมัธยมปลาย เขาต้องเผชิญทั้งเรื่องราวมิตรภาพระหว่างเพื่อน และการค้นหาตัวตนของตัวเองท่ามกลางแรงกดดันจากสังคมรอบข้าง Eighth Grade (2018) เรื่องเล่าของเด็กผู้หญิงขี้อายคนหนึ่งที่กำลังจะข้ามผ่านช่วงวัยมัธยมต้นสู่วัยมัธยมปลาย ซึ่งเธอต้องพยายามอย่างให้หนักเพื่อที่จะเข้าสังคมและกลายเป็นที่ยอมรับในโลกโซเชียลมีเดียร์ด้วยความอึดอัดภายในใจทั้งหมดที่เธอมีอยู่ Monster (2023) เรื่องราวของความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้นระหว่างเด็กผู้ชายสองคน โดยที่เรื่องจะถูกเล่าผ่าน 3 มุมมองของบุคคลที่มีความสำคัญในการประกอบร่างของความจริง Mysterious Skin (2004) เรื่องราวของบาดแผลและความเจ็บปวดภายในใจของเด็กหนุ่มสองคน ซึ่งคนหนึ่งจดจำความทรงอันแสนเลวร้ายมิได้แต่อีกคนหนึ่งกลับจำทุกอย่างได้อย่างดี จนเป็นเหตุให้ทั้งคู่ต้องทำการค้นหาคำตอบและเผชิญกับความจริงนั้นอีกครั้ง Booksmart (2019) เรื่องราวของสองสาวที่เป็นเพื่อนสนิทกันในวัยมัธยมปลายที่เรียนดีมาโดยตลอด กลับต้องพบว่าเพื่อนคนอื่นที่ใช้ชีวิตเที่ยวเล่นก็สามารถเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้ จนทำให้ทั้งคู่ต้องตัดสินทำสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำทั้งหมดในระยะของการเรียนมัธยมปลายภายในคืนเดียว Lady Bird (2017) เรื่องราวของเด็กสาววัยมัธยมปลายนิยามตนเองว่า เลดี้เบิร์ด ผู้มีความฝันอยากโบยบินไปให้ไกลโพ้นจากบ้านเกิดของตนเองท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างเธอและผู้เป็นแม่ The Worst Person in the World (2021) เรื่องราวของหญิงสาวที่ชีวิตเรียกได้ว่ายังไม่มีความลงตัวมากนัก มีเปลี่ยนสายการเรียนอยู่บ่อยครั้งรวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่เธอเผชิญ จนกลายเป็นการค้นหาตัวตนท่ามกลางความยุ่งเหยิงในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต หรืออนิเมะอย่าง Only Yesterday (1991) ผลงานจาก Studio Ghibli ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาวที่ตัดสินใจเดินทางไปพักร้อนในชนบทเนื่องจากเบื่อหน่ายชีวิตภายในเมืองใหญ่ ทำให้เกิดเป็นภาพซ้อนระหว่างตัวตนในอดีตและปัจจุบัน จนเกิดเป็นคำถามว่าแท้จริงแล้วเธอจริงใจกับความฝันตัวเองในวัยเด็กหรือเปล่า

แน่นอนว่าเรื่องราวเกี่ยวแห่งการเติบโตจากเราคนเดิมไปสู่เราคนใหม่ไม่ได้มีเพียงแค่ในภาพยนตร์หรือหนังสือเพียงเท่านั้น เพราะในบทความนี้เราจะมาแนะนำ 5 อัลบั้มจากศิลปิน 5 คนที่ขนเรื่องราวของการหลอมหลวมประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของตัวเองย้ายเข้าไปอยู่ในรูปแบบของอัลบั้มเพลง ซึ่งสำหรับบางอัลบั้มฟังครั้งแรกแล้วสามารถเกิดความรู้สึกร่วมหรือรู้สึกถูกใจได้ง่าย ๆ เลย แต่สำหรับบางอัลบั้มก็อาจจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจสักหน่อย

แท้จริงแล้วเราเคยเรียนรู้รึเปล่า — Sucker Punch ผลงานอัลบั้มเดบิวต์ของ Sigrid นักร้องนักแต่งเพลงสัญชาตินอร์เวย์ ซึ่ง Sigrid เล่าผ่าน Notion ว่า “ฉันมีส่วนร่วมในการทำอัลบั้มนี้แทบจะทุกขั้นตอนเลย ตั้งเขียนเพลงไปจนถึงร่วมเรียบเรียงดนตรี หลายเพลงในอัลบั้มนี้ถูกจัดทำขึ้นที่บ้านเกิดของฉันเนี่ยแหละ และถึงแม้จะเป็นอัลบั้มแนวเพลง Pop แต่ไปไปมามา ฉันเริ่มเห็นแนวเพลงย่อยซ้อนกันไปมาในแนวหลักอย่าง Pop น่ะ แต่ในทางโปรดักชั่นแล้วมีก็จะออกไปในแนว Electric นะ ง่าย ๆ คืออัลบั้มนี้มันเป็นบทสรุปของช่วงหลายปีที่ผ่านมาเลย” ดังนั้น อัลบั้มนี้จะเป็นการพาเราสำรวจเรื่องราวของ Sigrid ที่คล้ายกับหนังแนว coming-of-age ผ่านแนวดนตรี Electro-pop โดยอัลบั้มนี้เริ่มต้นด้วยไตเติ้ลแทร็กอย่าง “Sucker Punch” ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนหมัดต่อยเข้าอย่างจังตั้งแต่แรกเริ่ม “sucker punch, but I still come back for that” แสดงให้เห็นถึงการอยู่ในความสัมพันธ์นึงที่กำลังพลากตัวตนของเธอไป แต่ไม่ว่าจะเจ็บแค่ไหนก็ยังจะเลือกที่จะอยู่ที่เดิมเสมอ

เราเชื่อว่าในชีวิตคนเราอีกหนึ่งเรื่องที่มีความยากคือเรื่องการก้าวข้ามผ่านความสัมพันธ์และการรักษาตัวตนของตนเองระหว่างนั้นไว้ ดั่งใจความหลักของอัลบั้มนี้ที่เน้นไปในเรื่องของ self-recognition/self-respect หรือก็คือการรู้และเคารพตัวตนของตนเอง เพราะการต้องอยู่ในความสัมพันธ์ที่ทำให้เราต้องหดตัวจนตัวตนของเราหายไปก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไร (ใช่มั้ย?)
นอกจากนี้ Sigrid ยังเคยเล่าผ่าน MTV ว่า “ทุกเพลงในอัลบั้มเนี่ย มีความพูดน้อยต่อยหนักและความดุดันหมดเลย มันแบบว่าตรงไปตรงมาสุด ๆ ไม่ว่าเพลงจะออกแนว ballad หรือแนว up-tempo คือต้องฟังแบบเปิดเสียงดังดังเท่านั้นนะ ถึงจะได้อารมณ์ เพราะมันโคตรจะ unapologetic” ซึ่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เราชอบอัลบั้มนี้มากกก เพราะว่ามันเร้าใจสุดสุด

ตัวตน พันธะ เชื้อสาย — Sawayama ผลงานอัลบั้มเดบิวต์ของ Rina Sawayama นักร้องนักแต่งเพลงชาวญี่ปุ่นจากเกาะอังกฤษ ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัย ที่จริงแล้วรินะเกิดที่จังหวัดนีงาตะ ประเทศญี่ปุ่นแต่ได้ทำการย้ายไปอยู่ที่ลอนดอน สหราชอาณาจักรในภายหลัง และแน่นอนว่าการย้ายจากอีกซีกโลกหนึ่งไปอีกซีกโลกหนึ่งที่มีวัฒนธรรมและการใช้ภาษาที่แตกต่างกันอย่างมากนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับรินะเลย รินะต้องเผชิญกับความรู้สึกแปลกแยก ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับสภาพแวดล้อมใหม่ มิหน่ำซ้ำแม่และพ่อของเธอยังได้แยกทางกันเนื่องจากปัญหาภายในครอบครัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้รินะพยายามอย่างหนักที่ประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ในชีวิต ซึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของรินะคือการที่เธอได้เริ่มคลุกคลีอยู่ในคอมมูนิตี้เกี่ยวกับดนตรี ทำให้รินะค้นพบความรักที่ตัวเองมีให้ดนตรีขึ้นมา
Sawayama จะนำพาเราไปสำรวจเรื่องราวของรินะผ่านแนวดนตรีผสมผสานระหว่างองค์ประกอบของ Pop, Nu-metal, และ Rock เป็นหลัก โดยมี Dynasty เป็นเพลงเปิดอัลบั้ม “I'm a dynasty
the pain in my vein is hereditary…running in my bloodstream, my bloodstream…and if that's all that I'm gonna be, won't you break the chain with me? พูดถึงเรื่องราวความเจ็บปวดกับปัญหาครอบครัวที่รินะได้เผชิญมาในวัยเด็กของเธอเอง ในหลายครั้งที่ปัญหาที่เกิดจากตัวผู้ใหญ่สองคนก็เลี่ยงไม่ได้เลยที่จะส่งผลกระทบต่อตัวเด็ก แต่แล้วรินะก็เลือกที่จะตั้งคำถามว่าเธอควรที่จะให้สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตหรือเป็นอิสระจากมันดี

หลายคนอาจจะเคยรู้สึกท่วมท้นเหมือนน้ำที่กำลังเอ่อล้นจากบ่อเนื่องจากปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในชีวิต จนในบางครั้งอาจจะละเลยเรื่องราวของคนรอบข้างไปโดยไม่รู้ตัว Bad Friend เพลงลำดับที่ 8 ในอัลบั้ม Sawayama “god, it's insane how things can change like that…don't even know where you are…what you do and who you do it with” รินะแต่งเพลงนี้ขึ้นมาหลังจากที่ได้รับรู้เรื่องราวอดีตเพื่อนสนิทของเธอว่าเพิ่งจะมีลูกไป มากไปกว่านั้น รินะยังเคยให้สัมภาษณ์ผ่าน Apple Music ว่า “คิดว่ายังไงสักจุดหนึ่งของชีวิต ทุกคนก็ต้องเคยเป็นเพื่อนที่แย่มาบ้างแหละ” อืม แต่หลังจากที่รินะแต่งเพลงนี้เสร็จ รินะก็ได้ส่งไปให้เพื่อนคนนั้นฟังและก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้วละ

ปิดท้ายอัลบั้ม Sawayama ด้วยเพลง Snakeskin “buy my expensive, exclusive, pain wear…my fine couture is your branded repayment…I tear my soul into two so that you can pretend despair…like a snakeskin” เป็นการเปรียบเปรยระหว่างการที่รินะได้ลอกคราบความเจ็บปวด ประสบการณ์ชีวิต และบาดแผลของเธอออกมาเป็นหนึ่งอัลบั้มให้คนได้ฟังเหมือนกับที่งูต้องลอกคราบเพื่อที่จะได้เติบโตขึ้น เพลงนี้มีแซมเปิ้ล Piano Sonata No. 8 in C Minor, Op. 13 ‘Pathétique’ ของ Beethoven ด้วยนะ เข้าถึงอารมณ์สุด ๆ
จะเห็นว่าอัลบั้ม Sawayama นั่นไม่ต่างจากหนังแนว coming-of-age เรื่องหนึ่งมากนัก ด้วยการเรียงแทร็กในอัลบั้มอย่างดี การทดลองแนวดนตรีใหม่ที่รินะไม่เคยทำมาก่อน รวมถึงการเล่าเรื่องราวบาดแผลความเจ็บปวดในอดีตของเธอ รินะทำให้อัลบั้มนี้ออกมากลมกล่อมไม่ต่างกันจาก Rina (EP) ก่อนหน้าเลย

บุตร สาว – Preacher’s Daughter ผลงานอัลบั้มเดบิวต์ของ Ethel Cain หรือชื่อจริงในนาม Hayden Silas Anhedönia (เฮเดนย์ ไซลัส แอนฮีโดเนีย) นักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน จากเมืองเพอร์รี่ รัฐฟลอริด้า เอเธลเกิดและโตมากับครอบครัวคริสเตียนตามขนบธรรมเนียมอเมริกันดั้งเดิม พ่อของเอเธลเป็นบาทหลวงนิกายแบปทิสต์ และแม่ของเธอเปรียบเสมือนพระคริสต์ผู้บังเกิดใหม่ (a born-again christian บุคคลที่กลับมานับถือศาสนาคริสต์อย่างเคร่งครัดอีกครั้งหลังจากที่ได้ผ่านประสบการณ์ทางด้านจิตวิญญาณอันลึกซึ้ง) เอเธลจึงใช้ช่วงเวลาวัยเด็กและวัยรุ่นในการเป็นร่วมเป็นนักร้องประสานเสียงในโบสถ์ ทั้งยังใช้ชีวิตในช่วงซัมเมอร์ส่วนใหญ่ไปกับการทำความเข้าใจพระคัมภีร์
และเมื่อต้องเติบโตมากับสภาพแวดล้อมที่เคร่งครัดทางศาสนา ทำให้การเป็นเด็กที่หลงใหลในด้านศิลปะและความรู้สึกอยากเดินทางทำตามฝันในด้านดนตรีของเอเธลนั่นไม่ง่ายเลย เอเธลเปิดตัวกับที่บ้านว่าตัวเองนั่นเป็นเกย์เมื่ออายุได้ประมาณ 12 ปี และเปิดตัวว่าตนเองเป็นทรานส์วูแมน (Transwoman) อีกครั้งเมื่ออายุได้ 20 ปีบริบูรณ์ ซึ่งก่อนหน้าที่จะออกจากโบสถ์ เอเธลโดนแบปทิสต์ไปถึง 3 ครั้งด้วยกัน (Baptise คือวิธีการล้างบาป ศีลล้างบาป เป็นการรับบุคคลหนึ่งเข้าคริสต์ศาสนิกชน)
เธอได้นาม Ethel Cain มาจากปกรณัมของคริสต์ศาสนา “คาอินและอาเบล (Cain and Abel)” บุตรชายสองคนแรกของอดัมและอีฟบนสรวงสวรรค์ ซึ่งตามเรื่องราวนี้นั่น คาอินได้ลงมือปิดชีพพี่ชายของตน นับว่าเป็นการฆาตกรรมครั้งแรกที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตย์ของมนุษย์ชาติเลย และจากนั้นคาอินได้ถูกเนรเทศจากพระเจ้าให้เข้าไปเร่ร่อนในป่าลึกชั่วนิรันดร์ มากไปกว่านั้น เชื้อสายทั้งหมดของคาอินจะมีตราบาปนี้อยู่ด้วย เสมือนจะต้องได้รับโทษตลอดไป เอเธลบอกว่า “ลองคิดดูสิ ปู่ของปู่ของปู่ของปู่ทวดได้ทำบาปไป แต่เราที่เกิดมาทีหลังต้องมารับผิดชอบกับสิ่งนี้ และจะต้องเผชิญกับความวุ่นวายไปตลอดเพราะเรื่องที่เราไม่ได้ทำไปเนี่ยนะ อืม รู้สึกว่ามันสะท้อนบาดแผลทางใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ดีมาก”

อัลบั้ม Preacher’s Daughter จะพาเราไปสำรวจเบื้องลึกเบื้องหลังอันแสนซับซ้อนกับศาสนาของเอเธล การเขย่าฐานความฝันความเป็นอเมริกันแบบเก่าและการวิพากษ์การเมืองด้วยความเป็นเธอ ผ่านแนวดนตรี Alternative/Alternative-Rock/Folk-pop ที่ผสมผสานสไตล์คริสเตียนจากภูมิหลังของเธอ โดยมี Family Tree (Intro) เป็นแทร็กเล่าประวัติของตัวละครเอเธล “Jesus can always reject his father but he cannot escape his mother's blood” เป็นเพลงที่เปิดและเซตโทนอัลบั้มได้ดีมาก ทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เอเธลต้องการจะสื่อสารกับคนฟังนั่นเกี่ยวกับอะไร แน่นอนว่าต้องเป็นการต่อต้านวิถีการเลี้ยงดูที่กดทับเธอแต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถหนีมันได้ และยังได้ย้ำถึงคอนเซ็ปต์ของบาดแผลทางใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น (Generational Trauma) เนื้อเพลงที่ลึกซึ้งบวกกับเสียงร้องหลอน ๆ เอเธลนะ สุดจริงจริง
ช่วงชีวิตที่แสนจะธรรมดาสุดพิเศษ American Teenager ซิงเกิ้ลที่สามของอัลบั้มกับแนวเพลง Alternative-rock ที่รับไม้ต่อ Family Tree (Intro) ได้อย่างดี “I do what I want, crying in the bleachers…and I said it was fun…I don't need anything from anyone…It's just not my year but I'm all good out here” เอเธลเล่าผ่าน Pitchfork ว่าเธอแต่งเพลงนี้ขึ้นมาเพื่อระบายความรู้สึกอันคับแค้นใจเกี่ยวกับ “‘ความเป็นวัยรุ่นอเมริกัน’ ว่าเนี่ย มันควรจะเป็นแบบเพลงที่เธอแต่งสิ การได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นมันควรที่จะเรียบง่าย มีอิสระ และก็มีความสุขแบบนี้” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เลย กลับกลายเป็นสิ่งตรงกันข้าม ช่วงวัยที่ควรจะมีอิสระกลับต้องถูกตีกรอบจากบรรทัดฐานของสังคมไปเสียงั้น
ช่วงเวลาที่ยากลำบาก อีกด้านของชีวิต Hard times ผลงานเพลงลำดับที่ 6 ของอัลบั้ม ที่จะพาเราไปพบกับอีกเรื่องราวหนึ่งของเอเธล “I thought good guys get to be happy…I'm not happy…I am poison in the water and unhappy…Little girl who needs her daddy real bad” เนื้อเพลงของเพลงนี้ระบายถึงความรู้สึกอันแสนอึดอัดซับซ้อนที่เอเธลมีต่อพ่อ เพราะว่ามันยังมีส่วนหนึ่งของเธอที่ยังชื่นชมและอยากเป็นแบบพ่ออยู่ ซึ่งแน่นอนว่าในความรู้สึกเหล่านั้น มันแฝงไปด้วยความกลัวและสับสน เอเธลเล่าว่า “Hard times เป็นเพลงสุดท้ายที่แต่งเลย เพราะมันยากมากกับการที่ต้องพยายามดึงอารมณ์ทั้งหมดที่ฉันรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องราวนี้แปลงออกมาเป็นเนื้อเพลงน่ะ”

สาวในอุดมคติ Gibson Girl ผลงานเพลง Ballad ลำดับที่ 8 ของอัลบั้ม ซึ่งชื่อเพลงได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Charles Dana Gibson นักวาดภาพประกอบชาวอเมริกันชื่อดังที่ได้สร้าง Gibson Girl ขึ้นมา เป็นตัวแทนภาพลักษณ์สาวอเมริกันยุคใหม่ในช่วงปลายยุค 1890s ที่มีความสง่า ฉลาดหลักแหลม สนใจในศิลปะ มีการศึกษาและเป็นตัวของตัวเอง เพลงนี้เปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนสำคัญของความเป็นเอเธล “You came alone to me from however far away…asking me to know how I know…you're all the same… ‘Baby, if it feels good then it can't be bad’...Where I can be immoral in a stranger's lap” เอเธลเล่าผ่าน The Fader ว่า “หนึ่งในแง่มุมที่เธอพูดถึงบ่อยที่สุดเกี่ยวกับความเป็นตัวละครนี้คือ ความบริสุทธิ์ เป็นความบริสุทธิ์ที่เหมือนถูกยัดเยียดเพราะแค่ว่าเธอเป็นลูกบาทหลวงเท่านั้น ซึ่งเธอก็ไม่สามารถทำตามได้ มันแบบเหมือนอาการ Madonna-Whore Complex (อาการที่แบ่งขั้วผู้หญิงออกเป็น 2 ด้านแบบสุดโต่ง คือด้านหนึ่งเหมือนแม่พระ บริสุทธิ์ มีคุณธรรม แต่อีกด้านคือมีความส่อไปในทางเพศสูง บุคคลประเภทนี้จะมองไม่เห็นสองสิ่งในคนเดียวกันและประนีประนอมไม่ได้) มันเป็นแง่มุมที่สะท้อนเวลาเธอถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ชาย” เพลงนี้จึงเปรียบเสมือนการปลดแอกตัวเธอเองออกจากประสบการณ์ดังกล่าวนั่นเอง
Ptolemaea ผลงานเพลงสุดสะเทือนอารมณ์ลำดับที่ 9 ของอัลบั้ม Preacher’s Daughter ที่จะทำให้เรารู้สึกอึดอัดใจตั้งแต่ต้นยันจบด้วยสกิลการแต่งเพลงของเธอ เอเธลให้สัมภาษณ์ผ่าน Billboard ว่าชื่อเพลง Ptolemaea ได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนึ่งในวงแหวนซ้อนกันทั้งสี่ (นรกขุมนี้เป็นเหมือนแม่น้ำแห่งยมโลกที่จะถูกแบ่งแยกเป็นสัดส่วน) ของนรกขุมที่ 9 ขุมของการทรยศ นั่นคือ 1. Caina ถูกตั้งชื่อตาม Cain ผู้ฆ่าพี่น้องตนเอง ไว้สำหรับบุคคลที่ทรยศสมาชิกในครอบครัว 2. Antenora ไว้สำหรับบุคคลที่ทรยศประเทศชาติ 3. Ptolomea ไว้สำหรับบุคคลที่แขกของตนเอง และ 4. Judecca ถูกตั้งชื่อตาม Judas Iscariot ไว้สำหรับบุคคลที่ทรยศต่อพระเจ้า จากบทประพันธ์ Dante's Inferno (สู่นรก 9 ขุม) ซึ่งเอเธลประทับใจคอนเซ็ปต์ตรงนี้มาก เพราะเธอบอกว่าเออเนี่ยแหละ มันเป็นความรู้สึกนี้นี่เอง มันแบบเวลาใครสักคนพาเราเข้าไปในชีวิตเขา แต่สุดท้ายก็ดันโดนทำร้ายกลับมา
“I am no good nor evil, simply I am, and I have come to take what is mine…I was there in the dark when you spilled your first blood…I am here now as you run from me still…Run then, child…You can't hide from me forever” เป็น outro เพลงที่ทำเราตะลึงมากในตอนที่ฟังครั้งแรก จากเนื้อเพลงตีความได้ว่าเอเธลไม่สามารถหลีกเลี่ยงจุดจบนี้ได้ หรือก็คือความตาย เพราะความตายไม่ใช่ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดี เพียงแต่มันมีเวลาและวิธีการทำงานของมันก็เท่านั้น และหลังจากที่ฟังจบ เราสามารถตัดสินใจได้ในทันทีเลยว่าชอบเพลงนี้ที่สุดในอัลบั้ม เป็นเพลงที่มีรายละเอียดเยอะจนสามารถแกะ แยกและเขียนออกเป็นอีกหนึ่งบทความได้เลย มากไปกว่านั้น เอเธลเล่าผ่าน Interview Magazine ว่าเธอได้รับแรงบันดาลใจหลักของเพลงนี้มาจากหนังสยองขวัญค่าย A24 เรื่อง The Blackcoat’s Daughter หรือในชื่อไทย “เดือนสอง ต้องตาย” ด้วยนะ หนังมีเรื่องราวเกี่ยวกับสองนักเรียนหญิงที่ติดอยู่ในโรงเรียนประจำช่วงวันหยุดฤดูหนาว และเธอทั้งสองต้องเผชิญกับสิ่งลี้ลับที่คาดไม่ถึง สามารถไปดูกันได้ แต่ก็ยังไม่เคยดูเหมือนกัน เอ้า

ปิดจบอัลบั้มนี้ด้วยเพลง Strangers ซึ่งเอเธลเล่าผ่าน Stereogum ว่าที่จริงแล้วเธอแต่งเพลงนี้เป็นที่สองด้วยซ้ำ โดยที่ไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นเพลงปิดท้ายอัลบั้มเลย แต่ไป ๆ มา ๆ ก็คิดว่าคงไม่มีเพลงไหนเหมาะที่จะปิดจบเรื่องราวในครั้งนี้ได้เท่ากับเพลงนี้ซะงั้น แต่ถ้าให้คิดดีดีแล้วก็เป็นเพลงนี้เสมอมาแหละ เหมือนกับเราก็คิดได้ว่าเราหลีกเลี่ยงบางอย่างตลอดไปไม่ได้หรอกนะ มีแต่จะต้องเผชิญหน้าและยอมรับเท่านั้น มันแบบถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นจุดจบอย่างดีที่ใจหวัง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นจุดจบที่แย่สักหน่อย ทุกการเริ่มต้นใหม่มักมีจุดจบแฝงอยู่เสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมวนกลับมาในจุดที่มันพอดีกัน และเราไม่สามารถเปลี่ยนอดีตของตัวเองหรือคนอื่นได้ เพราะการให้อภัยนี่คือที่สุดแล้วนะ “Found you just to tell you that I made it real far…and that I never blamed you for loving me the way that you did…While you were torn apart…I would still wait with you there” ตัวอย่างจาก outro จะเห็นได้เลยว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่เศร้ามาก ตั้งแต่ตอนต้นจนจบเพลงมันเหมือนกับการที่เธอกำลังยอมรับความจริงกับสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ขึ้นไปในชีวิตเธอ ซึ่งก็อย่างที่เอเธลได้พูดไปเลย เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงบางสิ่งบางอย่างไปได้ตลอดจริง ๆ เอเธลเรียนรู้ที่จะยอมรับและให้อภัยแม่ของเธอในท้ายที่สุด และตระหนักได้ว่าในขณะเดียวกันแม่ก็ต้องเผชิญในเรื่องที่ยากลำบากไม่ต่างอะไรจากเธอ
กว่าจะกลายมาเป็นศิลปินอย่าง Ethel Cain และได้ทำอัลบั้ม Preacher’s Daughter ออกมา จะเห็นว่าเรื่องราวของชีวิตเอเธลนั่นไม่ง่ายเลย เอเธลต้องเผชิญทั้งการค้นหาความเป็นตัวเองภายในกรอบที่ถูกครอบครัวตีเอาไว้ให้ การปลดแอกตัวเองออกจากมาตรฐานของสังคมและการหลอมหลวมกับความเชื่อที่ตนเองถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังเด็ก

ชีวิตมีลงก็ต้องมีขึ้น — The Rise and Fall of a Midwest Princess ผลงานอัลบั้มเดบิวต์ของ Chappell Roan หรือจริงในนาม Kayleigh Rose Amstutz (เคย์ลี โรส แอมสตัดซ์) นักร้องนักแต่งเพลงชาวอเมริกัน จากเมืองวิลลาร์ด รัฐมิสซูรี เธอได้แรงบันดาลใจของชื่อ Chappell Roan มาจากการผสมกันระหว่างชื่อปู่ของเธอ Dennis Chappell และเพลง The Strawberry Roan ของ Marty Robbins ซึ่งเป็นเพลงโปรดของเขา
แชปเพลเกิดและโตมากับครอบครัวคริสเตียนหัวขนบธรรมเนียมเก่าตามสไตล์อเมริกัน เป็นอันแน่นอนว่าแชปเพลนั่นต้องเข้าไปโบสถ์สัปดาห์ละอย่างน้อย 3 ครั้ง และยังโดนสอนว่าการเป็นเกย์หรือเควียร์เป็นเรื่องที่ผิดบาปอย่างมาก ด้วยความแตกต่างของแชปเพลเอง เธอจึงมีช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างมากในการเป็นตัวเองในวัยเด็ก เพราะแชปเพลรู้สึกว่าตัวเองนั่นก็อยากที่จะเป็นคนดีตามศีลธรรมแบบขนบธรรมเนียมเดิมนะ แต่แล้วยังไง มันก็ยังมีอีกด้านของเธอที่อยากหนีจากสิ่งเหล่านี้อยู่ดี

อะไรมันจะเลิศเลอหลุดโลกได้เท่ากับความเฟมินีนต์ล่ะ Super Graphic Ultra Modern Girl เพลงสไตล์ electro-pop ลำดับที่ 6 ของอัลบั้ม จะพาเรารับรู้ถึงความหงุดหงิดของแชปเพลไปพร้อมกัน “Not overdramatic, I know what I want…we're leaving the planet, and you can't come… I'm through with all these hyper mega-bummer boys like you…oh, yeah, I need a super graphic ultra-modern girl like me” แชปเพลเล่าว่าเธอได้คอนเซ็ปต์ของเพลงนี้มาจากวิดีโอบน Youtube ช่องหนึ่งที่เจ้าของช่องที่เป็นหญิงกำลังเล่าอธิบายเกี่ยวกับบ้าน “ตรงนี้มัน Super modern มาก ส่วนตรงนี้เต็มไปด้วยสีสันที่มัน Ultra graphic สุด ๆ” ซึ่งที่จริงเธอก็ไม่รู้ความหมายรวมของคำมากหรอก แต่อยากให้คนฟังไปตัดสินใจกันเอาเอง (...)
รักแท้ รักที่อะไร ตับไตไส้พุง หรือรักกางเกงที่นุ่ง ว่าดูสวยดี Kaleidoscope เพลงลำดับที่ 10 ของอัลบั้ม “Whatever you decide, I will understand and it'll all be fine and just go back to being friends…and love is a kaleidoscope; how it works, I'll never know…and even all the change, it's somehow all the same” เพลงนี้เป็นการพาเราไปทำความเข้าใจกับมุมมองต่อความรักของแชปเพล ที่ไม่ว่าจะมีหน้าตาเป็นยังไง กี่เฉดสี เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วความรักมันก็เหมือนกันหมดไหมนะ


นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย — What A Devastating Turn of Events ผลงานอัลบั้มเดบิวต์ของ Rachel Chinouriri นักร้องนักแต่งเพลงจากเมืองครอยดอน สหราชอาณาจักร เรเชลเป็นศิลปินอีกหนึ่งคนที่ภูมิหลังมีพ่อแม่เป็นผู้อพยพ ซึ่งพ่อแม่ของเรเชลนั่นอพยพมาจากประเทศซิมบับเว หนึ่งในประเทศจากทวีปแอฟริกา ทำให้ตัวเรเชลได้รับอิทธิพลจากดนตรีแนว acapella สไตล์แอฟริกันไม่ต่างจากแนวดนตรี indie เลย
เรเชลให้สัมภาษณ์กับ Rolling Stone ว่า “อยากมีผลงานและชื่อเสียงที่ยาวนานไปจนถึงอนาคตข้างหน้าเลย และก็รู้ด้วยว่าอยากเป็นตัวแทนของสิ่งใด นั่นก็คือฉันอยากที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กผู้หญิงผิวดำที่สับสนในอัตลักษณ์ของตนเอง ฉันอยากให้พวกเธอฟังเพลงของฉันแล้วรู้สึกว่าเออเนี่ย สิ่งที่เราฝัน มันเป็นไปได้นะ ผู้หญิงผิวดำกับแนวดนตรีเพลง Rock และ Indie น่ะ” ซึ่งก่อนหน้านี้เรเชลถูกเข้าใจผิดว่าแนวเพลงของเธอเป็นเพลงแนว R&B เพราะเพลง So My Darling และสีผิวของเธอ ที่หลายคนมักจะมองว่าพอเป็นคนผิวดำ ก็จะถูกตีตราว่าเหมาะกับเพลง R&B มากกว่า จนกระทั่งในปี 2022 เรเชลเขียนบน Instagram ว่า “ศิลปินคนดำทำเพลงแนว Indie มันไม่ใช่เรื่องที่น่าสับสนอะไรเลยนะ คือจะตัดสินกันจากสีผิวก่อนที่จะฟังเพลงอีกหรอ”
What A Devastating Turns of Events จะพาเราไปสำรวจเรื่องราวความสัมพันธ์ การถูกกลั่นแกล้ง ความแปลกแยกและการเหยียดเชื้อชาติที่เรเชลเคยเผชิญผ่านแนวดนตรี Alternative-Rock/Indie-Rock เสียงตัวละครหลักอย่างกีต้าร์ และแนวการร้องของเรเชลในอัลบั้มนี้จะเป็นเหมือนการค่อย ๆ เล่าเรื่องด้วยความละเมียดละไมผ่านเสียงอ่อนนุ่ม ทำให้เรารู้สึกมีอารมณ์คล้อยตามไปด้วยไม่ยากเลย โดยมี Garden of Eden เป็นเพลงเปิดอัลบั้ม “No point in trying to prove yourself to them…Why question who you are from deep within?” อันเป็นเล่าถึงเรื่องราวในช่วงของการเปลี่ยนผ่านและการตั้งคำถามเกี่ยวกับด้านต่าง ๆ ในชีวิตของเรเชลเอง


ดำเนินมาถึงไตเติ้ลแทร็ก What A Devastating Turn Of Events ซึ่งเป็นเพลงที่ค่อนข้างมีเนื้อหาที่หนักมากประมาณหนึ่งเลย เพราะเกี่ยวข้องกับคนใกล้ตัวของเรเชลโดยตรงเองด้วย “Still hope was in the air in her desperation…Life's unfair for women where she lives…What a disappointing world she didn't choose, with a man's ego to bruise” เรเชลเล่าผ่าน Apple Music ว่า “พี่น้องของฉันเกิดที่แอฟริกาทั้งหมดเลย ยกเว้นตัวเราเองที่เกิดที่อังกฤษ ซึ่งญาติส่วนใหญ่ก็จะรู้จักฉันแหละ แต่บางคนก็ไม่เคยเจอนะ แทบไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ ยกเว้นพวกพี่ ๆ น้องของฉันที่โตที่นั่น จนมันเกิดเหตุการณ์นี้ ญาติคนหนึ่งเสีย พอหลังจากนั้นพี่น้องทุกคนของฉันก็เศร้าโศกกันหมดเลย และฉันก็รู้สึกแบบนั้นไปด้วยทั้งที่เราไม่ได้รู้จักกัน แล้วฉันก็คิดเกี่ยวกับสิ่งนี้มาโดยตลอดเลย สงสัยด้วยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่นะ บางทีฉันอาจจะเคยเผชิญกับเหตุการณ์คล้ายกันมาก็ได้ ซึ่งการที่สามารถเขียนเพลงนี้ออกมาได้มันช่วยทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้มากทีเดียว” ในส่วนของด้านดนตรี เพลงนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ได้รับอิทธิพลจากความเป็นแอฟริกาค่อนข้างสูงมาก ทั้งการร้องคำหรือวลีซ้ำ ๆ ด้วยประโยคเดียวกับชื่อเพลงในลักษณะของการประสานเสียงและจังหวะกลอง เป็นเพลงที่อธิบายความเป็นอัลบั้มนี้ได้อย่างดีเลย

มาถึงเพลงจังหวะเบา ๆ น่ารัก ๆ อย่าง Pocket กันบ้าง เป็นเพลงเกือบสุดท้ายของอัลบั้มนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการปิดท้ายและบรรเทามวลอารมณ์หนัก ๆ ก่อนหน้านี้ได้อย่างดีเลย “I know you’ve gone through hell…I’ve pulled you through somehow but you don’t know that I can’t do a thing without your help…I’d like you for myself, I’d like you for myself…I wish that I could keep you in my pocket for myself” เรเชลเล่าผ่าน Apple Music ว่า “ฉันแต่งเพลงนี้ขึ้นมาในตอนที่ผ่านช่วงเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้ชายแย่ ๆ มาหมดละ จนมันรู้สึกว่าแบบ ไร้สาระเป็นบ้า เราก็แค่เลือกคนแย่ ๆ มาเท่านั้นเอง เพราะมันยังมีคนดีอยู่อีกมากมายนะ ถ้าเราเปิดใจน่ะ ฉันก็เลยแบบ งั้นเขียนเพลงนี้เพื่อแทนว่าฉันอยากถูกรักแบบไหน เพราะว่าถ้าวันใดวันหนึ่ง เจอคนนั้นขึ้นมา ก็อยากจะมอบเพลงนี้ให้เขา” และหลังจากนั้นเรเชลเองก็ได้เริ่มเดทกับแฟนหนุ่ม และพูดว่า “นี่ เอาเพลงนี้ไปฟัง” น่ารักมากกกกกกก ต้องทำตามและ
จบกันไปแล้วกับอัลบั้ม What A Devastating Turn Of Events เป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่เปรียบเสมือนหนังแนว coming-of-age ได้อย่างดีเลย เพราะจะเห็นว่ากว่าที่กลายมาเป็นอัลบั้มนี้ เรเชลต้องเผชิญและก้าวข้ามผ่านความรู้สึกแปลกแยก เรื่องราวความสัมพันธ์ที่ไม่ดี การเหยียดเชื้อชาติ การถูกกลั่นแกล้งและการถูกเลือกปฏิบัติเพียงเพราะเป็นผู้หญิงผิวดำแต่ทำเพลงแนว Alternative/Indie เอง

และสำหรับการแนะนำ 5 อัลบั้มจากที่ทำให้นึกถึงหนังแนว Coming-of-Age ก็ได้จบลงไปเป็นที่เรียบร้อย เราขอขอบคุณทุกคนที่อ่านกันจนจบ อาจจะโดยบังเอิญหรืออะไรก็ตามแต่ เพราะสิ่งนี้เป็นการกลับมาเขียนและก็ลงในแพลตฟอร์มออนไลน์อีกครั้งในรอบ 5 ปี อยากจะบอกว่าเราได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจาก 5 อัลบั้มที่แนะนำมาค่อนข้างเยอะเลย เพราะไม่ว่าจะ Sigrid, Rina Sawayama, Ethel Cain, Chappell Roan และก็ Rachel Chinouriri ก็ต่างใส่ทุกอย่างแบบจัดเต็มลงไปในอัลบั้มตัวเอง ประทับใจมาก ๆ
หวังว่าการอ่านในครั้งนี้จะช่วยให้ใครก็ตามที่กำลังสนใจอัลบั้มใดสักอัลบั้มหนึ่งจากในห้าอัลบั้มนี้อยู่ได้เข้าใจกับมันได้ดีมากยิ่งขึ้น หรือใครที่กำลังรู้สึกเบื่อและไม่มีอะไรฟังก็ได้สักอัลบั้มไปฟังกันแก้เบื่อ และไหน ๆ บทความก็มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวเกี่ยวกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านแล้ว ใครที่กำลังเผชิญกับช่วงเวลาเหล่านี้อยู่ เราก็ขอให้ผ่านมันไปได้ด้วยดี เพราะวันข้างหน้ามันจะดีกว่าแน่นอน!!! (And please feel free to recommend your favorite albums that might be related to this content na)
References
https://www.mindymcginnis.com/blog/whats-your-coming-of-age-story
https://nofilmschool.com/what-is-coming-of-age-movie
https://www.yprl.vic.gov.au/articles/coming-of-age-stories/
https://genius.com/albums/Sigrid/Sucker-punch
https://genius.com/albums/Rina-sawayama/Sawayama
https://pitchfork.com/news/rina-sawayama-announces-tour-and-debut-album-shares-new-song-listen/
https://www.bbc.com/news/entertainment-arts-52380231
https://wvau.org/blogs/ethel-cain-the-dark-spirit-of-southern-america/
https://i-d.co/article/ethel-cain-interview/
https://genius.com/albums/Ethel-cain/Preachers-daughter
https://study.com/academy/lesson/dantes-inferno-ninth-circle-of-hell-punishments-description.html
https://www.bbc.com/news/entertainment-arts-68759436
https://genius.com/albums/Chappell-roan/The-rise-and-fall-of-a-midwest-princess
https://wfuogb.com/24576/opinion/its-a-femininomenon-phenomenon/
https://diymag.com/cover-feature/rachel-chinouriri-what-a-devastating-turn-of-events-may-2024
https://www.rollingstone.co.uk/music/rachel-chinouriri-interview-adele-future-of-music-38080/
https://www.bbc.com/news/articles/cdxgvpp8n9ro
https://genius.com/albums/Rachel-chinouriri/What-a-devastating-turn-of-events
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in