เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
A Little Me Timeชุติมา
นักเรียนนอก
  • สองปีแล้ว ที่ไม่ได้อัพเดทความเป็นไปในชีวิต


    จากที่ผิดหวังในความรักตอนสามสิบเมื่อสองปีที่แล้ว และต้องวางแผนชีวิตใหม่ทั้งหมด ตอนนั้นเสียใจมาก ชนิดที่ว่า ไม่รู้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะผ่านมันไปได้ และไม่รู้ว่าจะผ่านมันไปได้ไหมด้วยซ้ำ จนมาถึงตอนนี้และมองย้อนกลับไป เราก็เเน่เหมือนกันนะ ผ่านมันมาได้ยังไม่พอ ผ่านมาแบบสวยงามด้วย 

    หลังจากที่โฟกัสแต่คนอื่นมาตลอด พอต้องใช้ชีวิตลำพัง กลับมาโฟกัสที่ตัวเอง คือเราไปได้ไวและไกลอยากที่ใจอยากให้เป็น จำได้ว่าเสียใจแบบจริงจัง ประมาณสามเดือนกว่า พอหลังจากนั้นบอกตัวเอง ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างแล้ว รู้ว่าเสียใจ แต่มันเกิดขี้นแล้ว เราก็ต้องใช้ชีวิตต่อไป และจากวันนั้นสัญญากับตัวเองว่าจะใช้ชีวิตให้ดีกว่าเดิม ให้เกียรติตัวเองมากขึ้น และคิดถึงตัวเองก่อนผู้อื่นเสมอ มันไม่ใช่การเห็นแก่ตัว แต่มันคือการเคารพความรู้สึกของตัวเอง 


    หลังจากสามเดือนแห่งการไว้อาลัยให้กับความรักที่คิดว่ามันจะหยั่งลึก เราก็เริ่มมีสติ แล้วหลายๆเรื่องที่เราต้องวางแผน แผนชีวิตที่เคยมี มันเหมือนเค้าเป็นตัวแสดงหลัก แล้วเราคือบทสมทบ พอวันนี้ต้องสร้างแผนใหม่แรกๆทำตัวไม่ถูก ความคิดมันไม่กล้าออกมาแสดงตัว เพราะไม่เคยนึกถึงตัวเองก่อนเลย เป็นช่วงเวลาที่คุยกับตัวเองเยอะสุด ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น ได้ถามตัวเองว่าจริงๆแล้วอยากทำอะไร อยากใช้ชีวิตไปในทางไหน


     สิ่งแรกที่เราคิดได้คือ อยากเรียนต่อ อยากเรียนเฉพาะทาง เพราะไม่อยากทำงานใช้แรงงานมากกว่าความสามารถอีกต่อไปแล้ว ใบปริญญาจากไทยมันใช้เป็นใบเปิดทางอะไรไม่ได้เลย อาจเพราะสายที่เราเรียนมาด้วยแหละ และถ้าอยากมีงานที่รายได้โอเคทำคือต้องมีใบจบที่ประเทศเค้ายอมรับ 

    ตัวเราเองรู้ว่าชอบทำงานเจอคน ให้บริการ เพราะตอนอยู่ไทยก็อยู่สายงานนั้นมาตลอด จนมาเจอสายบริการแต่เป็นการบริการที่ได้ช่วยเหลือคนที่เค้าต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ไม่ได้บริการแค่เพื่อความสะดวกสบายของผู้ได้รับ เรารู้สึกว่าทางนั้นมันใช่ทางเรา เราทำได้และอยากทำ เอาจริงมันก็มีปัจจัยอื่นเข้ามาพ่วงด้วย นั้นก็คือ Visa  มันก็เหมือนเป็นตัวช่วยทำให้ตัวเลือกเราน้อยลง จะได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ตัวเลือกที่เข้าตาเราคือ คุณครูเด็กเล็ก สำหรับเด็กก่อนวัยเข้าอนุบาล และ support worker จะแปลเป็นไทยยังไงดี ถ้าเอาจากอินเตอร์เน็ตคือ "ผู้ช่วยดูแล", "เจ้าหน้าที่สนับสนุน" หรือ “ผู้ดูแลคนพิการ/ผู้สูงอายุ" 


    พอเหลือตัวเลือกแค่สองทาง เราก็ต้องมีดูคุณสมบัติที่ต้องมี จุดที่แตกต่างกันชัดเจนเลยคือ ข้อแรก คุณครูเด็กน้อย ต้องมีคะแนนภาษาอังกฤษ หรือที่เรียกว่า ielts ทุกแบรนด์ต้องไม่ต่ำกว่า 7 คะแนนเต็มมันคือ 9 แล้วก็เป็นที่รู้ๆกันคือ 7ขึ้นไปจัดว่าสูง แต่ก็เข้าใจได้นะ จะเป็นครู มันก็ต้องภาษาเป๊ะในระยะนึง เพราะไม่งั้นเด็กก็จะเรียนรู้แบบผิดๆเพี้ยนๆ พอเห็นว่าเอาคะแนนเจ็ดขึ้นไป เรารู้ตัวเลยว่าไม่น่าได้ เราเป็นคนรู้ตัวเอง ว่าภาษาเราได้ระดับไหน แล้วเอาจริงถ้าบังเอิญหรือโชคดีสอบได้เจ็ด ในใจลึกๆมันก็จะกังวลว่าถ้าลงเรียนแล้วมันยากละ เพราะภาษาเรามันไม่ถึงขั้นนั้น คือมันเป็นความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง รู้ว่าตัวเองไหวแค่ไหน ข้อที่สองคือ ค่าเรียนแพงมาก ถ้าจำไม่ผิด มันเกือบสามเท่า ถ้าเทียบกับ เรียน “ผู้ดูแลคนพิการ/ผู้สูงอายุ"  จังหวะนั้นตัดสินใจได้แบบไม่ลังเลเลยว่าจะเรียนอะไร และเราก็ได้อ่านข้อมูลอีกทีว่ามันเรียนอะไรประมาณไหน จบแล้ว สายงานประมาณไหน แล้วต่อยอดไปทางไหนได้อีกบ้าง พอได้ข้อมูลและรู้ว่ามันสามารถต่อยอดไปในสายงานอะไรได้บ้าง รู้ว่าเอาคะแนน ภาษาอังกฤษเท่าไร ก็ไม่รอช้า ขั้นตอนต่อไป แล้วไอเอลที่ว่า เค้าสอบกันยังไง ชีวิตนี้เคยสอบแค่ Toeic โทอิค  ประเมิณแค่สองทักษะฟังและอ่าน แล้ว ielts ที่เค้าสอบกันทั้งสี่ทักษะเลยเนี้ย เค้าทำกันยังไง แล้วเราเตรียมตัวยังไงบ้างให้สอบครั้งแรกครั้งเดียวแล้วได้ตามเป้าที่ตั้งใจไว้ อะไรคือแรงบรรดาลใจ และอะไรคือแรงกดดัน 

    ตามต่ออีพีหน้านะคะ

Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in