รีวิวเว้ย (2230) "Buzzword" (ศัพท์แสงยอดฮิต) คือ คำหรือวลีที่กลายเป็นกระแสและได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ มักถูกนำมาใช้เพื่อดึงดูดความสนใจ ทำให้ผู้พูดหรือชิ้นงานดูทันสมัย ลึกซึ้ง และดูเป็นมืออาชีพ แต่ในขณะเดียวกันคำเหล่านี้ก็มักมีความหมายที่คลุมเครือหรือถูกนำมาใช้พร่ำเพรื่อจนสูญเสียแก่นแท้ดั้งเดิม สำหรับบริบทของสังคมไทย โดยเฉพาะใน วงการวิชาการและการกำหนดนโยบายภาครัฐ มักนิยมนำ Buzzword ทั้งที่เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษและคำศัพท์ที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ อาทิ Soft Power นิติรัฐ-นิติธรรม กระบวนทัศน์ นวัตกรรม วาทกรรม ธรรมาภิบาล และอื่น ๆ มาใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ในการสื่อสาร (กระทั่งสร้างความสับสน) เพื่อให้ผลงานดูสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือทิศทางความสนใจของแหล่งทุน (สำหรับโลกวิชาการ) ทว่าปัญหาที่มักเกิดขึ้นตามมาคือการนำคำเหล่านี้มาใช้เพียงเพื่อประดับความน่าเชื่อถือโดยปราศจากการทำความเข้าใจหรือการนิยามมโนทัศน์ (Concept) ที่รัดกุม นำไปสู่สภาวะ "การขยายความหมายจนไร้ขอบเขต" ซึ่งก่อให้เกิดความสับสน ทำให้ศัพท์ทางวิชาการที่ควรจะมีความหมายเฉพาะเจาะจงกลายเป็นเพียงวาทกรรมทางการตลาด (ที่ก็ไม่รู้แน่ว่าคำนี้มันหมายถึงอะไร) มากกว่าจะเป็นเครื่องมือในการอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม

หนังสือ : ศัพท์แสงรัฐศาสตร์: การเมืองของนิยามและความหมาย
โดย : พีระ เจริญวัฒนนุกูล บก.
จำนวน : หน้า
.
ในโลกที่คำศัพท์ทางการเมืองถูกนำมาใช้และตีความอย่างหลากหลาย หนังสือ "ศัพท์แสงรัฐศาสตร์: การเมืองของนิยามและความหมาย" นับเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ชวนผู้อ่านกลับมาตั้งหลักทำความเข้าใจมโนทัศน์ (Concept) ทางรัฐศาสตร์อย่างจริงจังและลึกซึ้ง หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการใช้ศัพท์แสงโดยปราศจากนิยามที่รัดกุม หรือการขยายความหมายจนไร้ขอบเขต ซึ่งมักนำไปสู่ความสับสนและการตีความปรากฏการณ์ทางสังคมที่ผิดเพี้ยน ดังนั้นการวางกรอบแนวคิดและสืบกลับไปหารากของคำศัพท์แต่ละคำจึงไม่ใช่แค่เรื่องของภาษาศาสตร์ แต่เป็นหัวใจสำคัญในการศึกษาวิเคราะห์วิชารัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์
.
"ศัพท์แสงรัฐศาสตร์: การเมืองของนิยามและความหมาย" แบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ภาคที่แต่ละภาคจะมีคำศัพท์ของสาขาวิชาต่าง ๆ ในทางรัฐศาสตร์ที่แตกต่างกัน ในส่วนของการเมืองการปกครอง คือการพาไปทำความเข้าใจมโนทัศน์ที่มักถูกใช้อย่างฉาบฉวยในสังคมให้เห็นถึงความซับซ้อนที่แท้จริง อาทิ การอธิบายคำว่า "เผด็จการอำนาจนิยม" (Authoritarianism) ว่าปัจจุบันได้กลายพันธุ์ไปสู่ระบอบลูกผสมหรือเผด็จการที่มีการเลือกตั้งบังหน้า หรือแนวคิด "ประชานิยม" (Populism) ที่ไม่ได้จำกัดแค่การแจกเงินรากหญ้า แต่เป็นอุดมการณ์ที่แบ่งแยก "ประชาชนผู้บริสุทธิ์" ออกจาก "ชนชั้นนำผู้ฉ้อฉล" เพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์สร้างความชอบธรรมให้ผู้นำ นอกจากนี้ หนังสือยังเปิดมุมมองเรื่อง "ความรุนแรง" (Violence) ผ่านกรอบคิดของ Johan Galtung ที่ขยายขอบเขตจากแค่การทำร้ายร่างกาย ไปสู่ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง ที่บ่มเพาะความเหลื่อมล้ำ และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม ที่สร้างความชอบธรรมให้ความอยุติธรรมกลายเป็นเรื่องปกติ
.
ในมิติทางนิติศาสตร์และการเมือง "ศัพท์แสงรัฐศาสตร์: การเมืองของนิยามและความหมาย" ได้นำเสนอในประเด็นที่มักสร้างความสับสนในสังคมไทย โดยเฉพาะการแยกแยะความแตกต่างระหว่าง "นิติรัฐ" (Rechtsstaat) ที่เน้นรูปแบบและกระบวนการทางกฎหมายเพื่อจำกัดอำนาจรัฐ กับ "นิติธรรม" (Rule of Law) ที่ให้ความสำคัญลงลึกถึงแก่นสาระของความยุติธรรมและความเสมอภาคในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ยิ่งไปกว่านั้น "ศัพท์แสงรัฐศาสตร์: การเมืองของนิยามและความหมาย" ยังจับกระแสการเมืองร่วมสมัยผ่านปรากฏการณ์ "ตุลาการภิวัฒน์" (Judicialization of politics) ซึ่งสะท้อนภาพที่สถาบันตุลาการขยายบทบาทเข้ามาเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดในข้อขัดแย้งทางการเมืองระดับชาติและนโยบายสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ
.
ในส่วนของสาขาบริหารรัฐกิจ "ศัพท์แสงรัฐศาสตร์: การเมืองของนิยามและความหมาย" ได้รื้อถอนและประกอบสร้างความเข้าใจใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นว่า "การอภิบาล" (Governance) ซึ่งเป็นสภาวะการขับเคลื่อนนโยบายผ่านเครือข่ายความร่วมมือของหลากหลายตัวแสดงในสังคมไร้ศูนย์กลางนั้น แตกต่างจาก "ธรรมาภิบาล" (Good Governance) ที่เป็นเพียงชุดบรรทัดฐานขององค์กรระหว่างประเทศอย่างสิ้นเชิง พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำความสำคัญของ "ความรับผิด-รับชอบ" (Accountability) ในฐานะพันธะเชิงสถาบันที่ต้องพร้อมชี้แจงและให้เหตุผลต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบทั่วไป นอกจากนี้ การนำเสนอเรื่อง "Empathy" ในการทำความเข้าใจผู้รับบริการเพื่อออกแบบนโยบาย และการอธิบายพฤติกรรมของคน "Gen Z" ผ่านบริบททางประวัติศาสตร์และเทคโนโลยีโดยปราศจากอคติ ก็ถือเป็นมุมมองที่ทันสมัยและเป็นประโยชน์ต่อการปรับตัวขององค์กรในยุคปัจจุบัน
.
อีกหนึ่งประเด็นที่ "ศัพท์แสงรัฐศาสตร์: การเมืองของนิยามและความหมาย" ทำหน้าที่เชื่อมโยงนโยบายภายในกับระดับสากล คือ การอธิบายมโนทัศน์ "การคุ้มครองทางสังคม" (Social Protection) ว่ามีรากฐานมาจากสิทธิมนุษยชนและการบริหารความเสี่ยงเพื่อเป็นหลักประกันตลอดช่วงชีวิต ไม่ใช่แค่การสงเคราะห์หรือแจกเงินบรรเทาทุกข์ระยะสั้น
.
ในส่วนของสาขาการระหว่างประเทศ "ศัพท์แสงรัฐศาสตร์: การเมืองของนิยามและความหมาย" ได้ท้าทายกรอบคิดเดิม ๆ ด้วยแนวคิด "Global IR" ที่เรียกร้องให้ลดการผูกขาดทฤษฎีจากโลกตะวันตก และเปิดพื้นที่ให้องค์ความรู้จากซีกโลกใต้ (Global South) ตลอดจนการชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของ "ภูมิรัฐศาสตร์" (Geopolitics) ที่ปัจจุบันได้ก้าวข้ามพรมแดนทางกายภาพไปสู่สงครามทรัพยากร ภูมิเศรษฐศาสตร์ และการแข่งขันช่วงชิงระเบียบโลกในมิติไซเบอร์อย่างดุเดือด
.
การทำความเข้าใจตัวแสดงและโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างแม่นยำก็เป็นสิ่งที่ "ศัพท์แสงรัฐศาสตร์: การเมืองของนิยามและความหมาย" ไม่ละทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นการนิยาม "รัฐอำนาจกลาง" (Middle Power) ในฐานะผู้เล่นหรือผู้เชื่อมโยงที่ดี การระมัดระวังการใช้คำว่า "พันธมิตร" (Alliance) ที่ควรสงวนไว้เฉพาะความร่วมมือที่มีพันธสัญญาทางการทหารรองรับ หรือการตระหนักถึง "ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน" (ASEAN Centrality) ท่ามกลางเกมการแข่งขันของมหาอำนาจ "ศัพท์แสงรัฐศาสตร์: การเมืองของนิยามและความหมาย" จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่พจนานุกรมรวมคำศัพท์ แต่เป็น "คู่มือ" สำหรับผู้มีความสนใจในศัพท์ทางวิชาการด้านรัฐศาสตร์ (สังคมศาสตร์) และเป็นภาพสะท้อนของคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ตามคำของคณบดีที่ปรากฏในคำนิยมของหนังสือว่า
.
"คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงถึงคราวผลัดรุ่นอาจารย์ขนานใหญ่ ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ศิษย์เก่าชอบทักผมเวลาเจอกันว่า ตอนนี้ไม่รู้จักอาจารย์ที่กำลังสอนอยู่ที่คณะอีกแล้ว ถือเป็นการทักที่ไม่ผิดจากข้อเท็จจริง เพราะพอเปิดตัวเลข ณ ปัจจุบัน คณะมีอาจารย์ประจำ (ไม่นับสัญญาจ้างตามภารกิจ) อยู่ 35 คน ในจำนวนนี้ มี 22 คน หรือกว่าร้อยละ 60 ที่มาเริ่มงานที่นี่ในช่วงเวลา 15 ปีย้อนหลัง ความเปลี่ยนแปลงนี้มาอย่างค่อยเป็นค่อยไปและคลี่คลายในแบบที่ยากจะสังเกตถ้าเป็นคนนอก ทว่ามีความสำคัญระดับเป็น 'defining moment' ของคณะว่า จากนี้ไปอีก 10 ปี 20 ปี 30 ปี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเคลื่อนไปทางใด ยืนอยู่ตรงไหนในโลกวิชาการ มีตัวตนอย่างไร และเป็นชุมชนแบบไหน เพราะสุดท้ายแล้ว องค์กรก็คือคน หนังสือที่ท่านกำลังถืออยู่ ในแง่หนึ่ง คือผลผลิตของการเปลี่ยนผ่านที่ผมพยายามฉายภาพข้างต้น"
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in