เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
รีวิวเว้ย (3)Chaitawat Marc Seephongsai
ปรัชญาการเมืองอริสโตเติล By พิศาล มุกดารัศมี
  • รีวิวเว้ย (2223) คำโปรยปกหลังของหนังสือเขียนเอาไว้ว่า "หนังสือเล่มนี้เป็นการสำรวจถึงแนวคิดและความรู้ทางปรัชญาการเมืองที่สำคัญของอริสโตเติล ประกอบด้วยพื้นฐานความคิดทางปรัชญาการเมือง ความเป็นสัตว์การเมือง (political animal) เป้าหมายของรัฐ (telos) องค์ประกอบและรูปแบบความเป็นพลเมือง (citizenship) การจัดแบ่งประเภทของรูปแบบการปกครอง (political regime/constitution) การศึกษาวิเคราะห์ลงไปยัง ‘ระบอบประชาธิปไตยในแบบไม่สุดโต่ง’ (polity) ที่มาของการปฏิวัติล้มล้างระบอบการปกครอง (revolution)"
    หนังสือ : ปรัชญาการเมืองอริสโตเติล: ความเป็นสัตว์การเมืองและระบอบการปกครอง
    โดย : พิศาล มุกดารัศมี
    จำนวน : 365 หน้า 
    .
    "ปรัชญาการเมืองอริสโตเติล: ความเป็นสัตว์การเมืองและระบอบการปกครอง" พาผู้อ่านเจาะลึกถึงมรดกทางความคิดของอริสโตเติลอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นใน บทที่ 1 ซึ่งปูพื้นฐานทางปรัชญาและบริบททางประวัติศาสตร์ในยุคที่นครรัฐกรีกโบราณกำลังเข้าสู่สภาวะเสื่อมสลาย ก่อนจะเชื่อมโยงไปสู่ บทที่ 2 ที่ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างอริสโตเติลกับเพลโต ผู้เป็นอาจารย์ ซึ่งเปรียบเสมือนสองด้านของเหรียญเดียวกันทางความรู้ แต่อริสโตเติลได้พยายามก้าวออกจากร่มเงาอุดมคติของเพลโต หันมาให้ความสำคัญกับการอธิบายโลกแห่งความเป็นจริงและระเบียบวิธีวิทยาเชิงประจักษ์นิยม 
    .
    ในบทที่ 3 ได้ชี้ให้เห็นว่าอริสโตเติลยกย่องให้รัฐศาสตร์เป็น "ศาสตร์แห่งศาสตร์" (master science) ที่มีเป้าหมายเพื่อกำหนดและสร้างชีวิตที่ดีให้กับชุมชนการเมือง จากนั้นใน บทที่ 4 ได้อธิบายวาทกรรมสำคัญที่ว่ามนุษย์ คือ "สัตว์การเมือง" (zoon politikon) ที่ธรรมชาติต้องการให้อยู่ร่วมกันในนครรัฐเพื่อบรรลุชีวิตที่ดีสูงสุด ไม่ใช่เพียงเพื่อเอาชีวิตรอด ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดใน บทที่ 5 ที่แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของการปกครองที่ค่อย ๆ ขยายตัวจากหน่วยพื้นฐานที่สุดอย่าง "ครัวเรือน" ไปสู่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้นจนกลายเป็นชุมชนและ "นครรัฐ" ในท้ายที่สุด 
    .
    เมื่อรัฐก่อตัวขึ้น โครงสร้างทางสังคมย่อมมีความแตกต่างและหลากหลาย ดังที่ปรากฏใน บทที่ 6 ซึ่งวิเคราะห์องค์ประกอบทางชนชั้น ทั้งคนดี คนเก่ง คนรวย และคนจน ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ล้วนเป็นเงื่อนไขที่ส่งผลต่อรูปแบบของระบอบการปกครอง นำไปสู่การจัดแบ่งประเภทระบอบการปกครองใน บทที่ 7 ที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการปกครองในระบอบ "ราชาธิปไตย" "อภิชนาธิปไตย" และ "คณาธิปไตย" ซึ่งอาศัยเกณฑ์ด้านปริมาณและคุณภาพในการพิจารณา และใน บทที่ 8 ผู้เขียนได้เจาะลึกถึง "ระบอบประชาธิปไตย" ว่าแม้ในสายตาของอริสโตเติลจะเป็นระบอบที่มีความผิดเพี้ยนไปจากระบอบที่ดี แต่ก็นับว่าเป็นระบอบที่มีความชั่วร้ายน้อยที่สุดในบรรดาระบอบการปกครองที่เลวร้ายด้วยกัน
    .
    เพื่อหาทางออกให้กับความขัดแย้งและสร้างเสถียรภาพทางการเมือง บทที่ 9 จึงได้นำเสนอ "ระบอบประชาธิปไตยแบบไม่สุดโต่ง" ซึ่งเป็นระบอบผสมที่ตั้งอยู่บนการเมืองทางสายกลาง โดยอาศัยพลังของ "ชนชั้นกลาง" ผู้มีคุณธรรมด้านความพอประมาณมาเป็นกลไกสร้างความสมดุล อย่างไรก็ตาม หากรัฐปราศจากความยุติธรรม ก็จะนำไปสู่สิ่งที่อธิบายใน บทที่ 10 คือทฤษฎีว่าด้วยการปฏิวัติล้มล้างระบอบการปกครองเก่า ซึ่งอริสโตเติลได้เตือนผู้ปกครองไว้อย่างเฉียบขาดว่า "ความไม่เท่าเทียมคือต้นตอหลักและเป็นมารดาแห่งการปฏิวัติ"
    .
    ในส่วนท้ายของหนังสือได้ขมวดปมแนวคิดไว้อย่างน่าสนใจใน บทที่ 11 ว่าด้วยองค์ประกอบของความเป็นรัฐที่ดี ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยทั้งด้านขนาดประชากร พื้นที่ที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการให้การศึกษาที่ดีเพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณธรรม ก่อนจะปิดท้ายด้วย บทที่ 12 ที่สรุปถึงมรดกความรู้ทางปรัชญาการเมืองของอริสโตเติล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่านไปนับพันปี แต่กรอบการวิเคราะห์เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ รัฐ สังคม และระบอบการปกครองของอริสโตเติล ล้วนแต่ยังคงได้รับการสืบทอดและทรงอิทธิพลอย่างยิ่งยวดต่อการทำความเข้าใจโลกการเมืองในปัจจุบัน

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in