เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
รีวิวเว้ย (3)Chaitawat Marc Seephongsai
พระทรงเสกพรไหว้วอนทุกวัน By วิศรุต บวงสรวง
  • รีวิวเว้ย (2173) ตั้งแต่ลองเข้ามาคลุกคลีในวงการพระเครื่องได้สักพัก ก็ทำให้ได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ หลายอย่างที่ก้าวข้ามไปไกลกว่าแค่เรื่องพุทธคุณหรือราคาเช่าหา เพราะเอาเข้าจริงพระเครื่องถูกจับไปอยู่ในสมการอื่น ๆ อีกเยอะมาก ทั้งเรื่องการเมืองอย่างการซื้อเสียง วิ่งเต้นตำแหน่ง หรือแม้แต่การฟอกเงินเทาให้กลายเป็นเงินขาว แต่ประเด็นที่น่าสนใจและชวนให้ค้นหาที่สุด คงหนีไม่พ้นเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างพระเครื่องกับ "อุดมการณ์กษัตริย์นิยม" ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเหรียญทรงผนวช พระสมเด็จจิตรลดา หรือการอัญเชิญตราสัญลักษณ์ส่วนพระองค์มาประทับไว้ด้านหลังวัตถุมงคลรุ่นต่าง ๆ ปรากฏการณ์เหล่านี้ชวนให้ตั้งคำถามต่อจริง ๆ ว่า การนำสัญลักษณ์ของสถาบันฯ มาผสานเข้ากับศาสนวัตถุนั้นมีจุดเริ่มต้นมาได้อย่างไร และเกิดขึ้นเพื่อจุดประสงค์อะไรกันแน่
    หนังสือ : พระทรงเสกพรไหว้วอนทุกวัน: ศาสนวัตถุกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ทศวรรษ 2410–2540
    โดย : วิศรุต บวงสรวง
    จำนวน : 512 หน้า 
    .
    หนังสือ "พระทรงเสกพรไหว้วอนทุกวัน : ศาสนวัตถุกับอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ทศวรรษ 2410–2540" ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน และเขียนโดย วิศรุต บวงสรวง ถือเป็นผลงานวิชาการชิ้นสำคัญที่เปิดมุมมองใหม่ในการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยผ่านเลนส์ของ "วัตถุทางศาสนา" หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ชวนผู้อ่านมาส่องพระเครื่องเพื่อแสวงหาความแท้หรือพุทธคุณความศักดิ์สิทธิ์ แต่ชวนส่องให้ลึกลงไปถึงแก่นของอุดมการณ์ทางการเมืองที่ถูกประกอบสร้างและแฝงฝังอยู่ในวัตถุขนาดเล็กเหล่านี้ โดยครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์จนถึงยุคพระราชอำนาจนำ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความศรัทธาของมวลชนนั้นแยกไม่ออกจากการเมืองและการสร้างอุดมการณ์ของรัฐ
    .
    ​ในส่วนแรกของหนังสือ ผู้เขียนได้พาย้อนกลับไปสำรวจรากฐานและการก่อตัวของวัฒนธรรมพระเครื่องในสังคมไทย โดยเริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่พุทธศาสนาและศาสนวัตถุเริ่มถูกนำมาจัดระเบียบใหม่เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการรวมศูนย์อำนาจ ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ที่ "ของวิเศษคู่บารมี" ถูกนำมาผูกโยงเข้ากับอุดมการณ์ชาตินิยมอย่างแนบเนียน ผู้อ่านจะได้เห็นกระบวนการที่สถาบันผู้นำใช้ศาสนวัตถุเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมและดึงเอาความศักดิ์สิทธิ์มาเป็นสัญลักษณ์ที่ราษฎรสามารถจับต้องและพกพาติดตัวได้ โดยเนื้อหาของหนังสือแบ่งเป็น 7 บท ดังนี้
    .
    บทที่ 1 บทนำ
    .
    บทที่ 2 การก่อตัวของวัฒนธรรมพระเครื่องในสมัยรัชกาลที่ 5
    .
    บทที่ 3 ของวิเศษคู่บารมีกับอุดมการณ์ชาตินิยมในสมัยรัชกาลที่ 6
    .
    บทที่ 4 ศาสนวัตถุกับการเมืองในช่วงการปฏิวัติสยาม 2475
    .
    บทที่ 5 จากพระเครื่องจอมพลสร้าง ถึงพระเครื่องในหลวงสร้าง
    .
    บทที่ 6 จากราชาชาตินิยมเพื่อการสู้รบ สู่พระเครื่องของพระบรมโพธิสัตว์
    .
    บทที่ 7 บทสรุป
    .
    ​จุดที่เข้มข้นที่สุดของหนังสือคือการวิเคราะห์พลวัตทางการเมืองหลังการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ไปจนถึงยุคสงครามเย็น ผู้เขียนนำเสนอภาพการต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ทางอุดมการณ์ผ่านศาสนวัตถุได้อย่างเฉียบคม โดยเฉพาะการเปรียบเทียบระหว่าง "พระเครื่องจอมพลสร้าง" ในยุคที่ผู้นำทหารเรืองอำนาจ กับ "พระเครื่องในหลวงสร้าง" ที่สะท้อนให้เห็นถึงการกลับมาทวงคืนและสถาปนาพระราชอำนาจนำในเวลาต่อมา การเปลี่ยนผ่านจากราชาชาตินิยมเพื่อการสู้รบปราบคอมมิวนิสต์ ไปสู่ภาพลักษณ์ของการเป็นพระบรมโพธิสัตว์ ทำให้เห็นว่าพระเครื่องได้กลายเป็นสมรภูมิทางอุดมการณ์ที่ทรงพลังและแนบเนียนที่สุด
    .
    ​ความโดดเด่นของงานเขียนชิ้นนี้คือการนำกระแสความสนใจเรื่อง "วัตถุศึกษา" (Material turn) มาประยุกต์ใช้กับบริบทสังคมไทยได้อย่างแยบคาย วิศรุต บวงสรวง ประสบความสำเร็จในการหยิบยกสิ่งที่เราคุ้นชินในชีวิตประจำวันมาถอดรหัส ข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ถูกนำมารวบรวมและสังเคราะห์นั้นมีความหนักแน่น ทั้งยังมีการนำเสนอด้วยภาษาที่อ่านง่าย ไม่ซับซ้อนจนเกินไป การอธิบายว่าเครื่องรางของขลังกลายเป็นกลไกที่ผลิตซ้ำอุดมการณ์กษัตริย์นิยมได้อย่างไร ถือเป็นการเติมเต็มช่องว่างในการศึกษาประวัติศาสตร์และสังคมวิทยาของไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ
    .
    ​"พระทรงเสกพรไหว้วอนทุกวัน" ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือสำหรับนักสะสมพระเครื่อง แต่เป็นหนังสือที่คนรักประวัติศาสตร์ การเมือง และสังคมไทยไม่ควรพลาด ผลงานชิ้นนี้ท้าทายให้เราตั้งคำถามกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์รอบตัว และทำให้เราตระหนักว่าอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นไม่ได้ดำรงอยู่แค่ในรัฐธรรมนูญ อนุสาวรีย์ หรือแบบเรียนเท่านั้น แต่มันยังแขวนอยู่บนคอและอยู่ในมือของผู้คนมากมายที่สวดมนต์ไหว้วอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน หากคุณต้องการเข้าใจโครงสร้างอำนาจที่ซ่อนเร้นในสังคมไทย หนังสือเล่มนี้คือแว่นขยายชั้นดีที่คุณต้องลองนำมาส่องดู



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in