เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
Europe Chapter 2KanSiri
บทที่ 8 เปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าเหว่
  •            หลังจากทริปเอดินจบลง ผมมีเวลา 1-2 อาทิตย์ก่อนเปิดเรียน นอกจากงานพิเศษที่ทำแล้วบอกเลยว่า ผมไม่มีอะไรทำเลย ไปมหาลัยหรอ ฝันไปเถอะ สถานะการณ์แบบนี้ Online ไปครึ่งเทอมแล้ว มีเรียนแค่อาทิตย์ละ 2 คาบ 6 ชั่วโมงเอง เพื่อนในห้องนี่แทบจะไม่เจอหน้าคาดตาเป็นการเรียนที่บอกได้ว่าเหงามาก การบ้านก็ไม่มี มีแต่ไปอ่านหนังสือเพื่อทำรายงานพันคำบ้าง สองพันคำบ้าง นี่มันเป็นการเรียนที่เหี่ยวเฉาชัดๆ

                แต่เอาเป็นว่าแม้สถานการณ์จะเป็นแบบนี้ทางมหาลัยเค้าก็มีให้เรียน In Campus บ้าง ซึ่งก็แลกมาด้วยมาตรการที่เข้มงวดนิดหน่อย เช่นเว้นระยะห่างใส่หน้ากาก ล้างมือ อะไรก็ว่าไป ซึ่งผมก็ได้มีโอกาสเข้าไปเรียนในชั้นอยู่หนึ่งสองวิชา และบรรยากาศการเรียนปริญญาโทที่นี่นั้นทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในหนังซะงั้น ที่จะมีกระดานหน้าชั้นเรียนกับห้องที่ดูเก่าๆขลังๆ อารมณ์ อาจารย์กำลังคิดทฤษฎีบางอย่างแล้วก็ถามนักศึกษาว่าแบบนี้จะดีไหมแบบนี้จะเวิร์คไหมหรือแม้แต่นักศึกษาเองก็สามารถถามคำถามพิศดารต่างๆได้ตราบใดที่เกี่ยวกับวิชาที่สอน

                                                           (บรรยากาศเหมือนในหนังเลย)

                'โหนี่มันการสอนแบบให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางจริงๆ มันคือความรู้สึกที่หาได้ยากในประเทศไทยที่เราต้องท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง เชื่อตามที่คนสอนบอก นอกจากนี้นักเรียนในห้องก็มีไม่ถึงสิบห้าคนเป็นการเรียนที่ใกล้ชิดอาจารย์สุดๆ

                แม้จะมีอาคารใหม่ผุดมาบ้างแต่อย่างอาคารเก่าๆเค้าก็มีการบูรณะแล้วก็นำมาใช้เป็นชั้นเรียนเช่นกันให้ความรู้สึกขลังแบบในหนังจริงๆ เดินเข้าตึกเก่าๆ มานั่งเรียนมานั่นคุยกับอาจารย์สอน

                                                               (ตึกเก่าๆ ให้ความรู้สึกขลังๆ)

               การมาเรียนแต่ละครั้งก็ควรอ่านหนังสือมาก่อนบ้างอะนะ เพราะถ้าอยู่ดีๆมานั่งเรียนเลยเนี่ย มันจะตามไม่ทันเลย เพราะอาจารย์เขาจะถือว่ายูมีความรู้แล้วนะ ซึ่งมันก็มีครั้งนึงแหละที่เราอ่านไม่ทันแล้วอาจารย์พูดอะไรมา ในหัวคือ ‘Whatttt?’ ผลพวงของมันคือเราต้องมานั่งอ่านให้ตามทันอาจารย์สอนไม่อย่างนั้นเรื่องถัดไปเราจะ งง งวง ขวย เขิน เข้าไปกันอีก ส่วนตำราน่ะหรอมีแต่ภาษาอังกฤษล้วนๆ บางครั้งก็คิดนะว่า ฉันมาทำอะไรที่นี่....คือแบบมาทรมาณตัวเองทำไมก่อน หือ? แต่แล้วความคิดฝั่งดีก็บอกว่า เพื่อความฝันไง เอ้ออออ เอาซิ มาถึงจุดนี้ก็คือเราต้องผ่านมันไปให้ได้ใช่ไหม....คำตอบมีเพียงหนึ่งเดียวคือ ใช่” ถอยกลับก็คงไม่ทันแล้วซินะ

                การเก็บคะแนนที่นี่หลักๆก็คือการเขียนรายงานและการสอบ บางวิชาก็เขียนรายงานล้วนๆก็มี ซึ่งส่วนตัวจะพยายามเลือกวิชาที่ทำรายงาน เพราะเนื่องจากการเรียนเป็นภาษาอังกฤษนี้แหละ การสอบแบบมีเวลาจำกัดมันอาจจะทำให้เราพลาดได้ การเลือกรายงาน หรืออย่างน้องสอบแบบ Open Book น่าจะเป็นตัวเลือกที่เสี่ยงตกน้อยที่สุด

                รายงานที่นี่ก็มีตั้งแต่ 1000 คำ จนไปถึง 4000 คำก็มีบางครั้งก็รวมฟุตโน๊ท หรืออาจจะไม่รวมก็ได้แล้วแต่คนสอน แต่ที่สำคัญคือที่นี้ห้ามคัดลอกบทความมาเด็ดขาด ลอกได้ในลักษณะที่อธิบายและต้องใส่เชิงอรรถ ดังนั้นแล้วหากถูกจับได้ว่าคัดลอก Copy มามีสิทธิให้ถูกปรับตกได้เลย ข้อนี้เป็นข้อที่ควรระวังอย่างยิ่ง และการตรวจสมัยนี้คือการใช้คอมพิวเตอร์ตรวจโดยมีโปรแกรมสแกนการคัดลอกบทความเอาไว้ดังนั้นแล้ว สายก๊อบวางก็คงลำบากแน่ๆ งานนี้

                แต่ละวิชาก็มีความยากง่ายต่างกันไปส่วนตัวจะเลือกวิชาที่คิดว่าชอบ และไม่ยากเกินไป มันก็จะทำให้เราสนุกไปกับการเรียน ซึ่งจริงๆแม่งไม่สนุกหรอก เอาเป็นว่าเรียนให้จบก็พอดีกว่าเนอะ ไอ้บ้าเอ้ย! ตอนแรกก็ชอบแหละ เรียนไปซักพักกูเลิกชอบเลย รายละเอียดเยอะไปไหนก่อน แล้วเรียนระดับปริญญาโท ก็คือต้องวิเคราะห์หนักไปอีก แต่ก็นะสุดท้ายมันก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้ด้วยดี.....ดีแหละ แหะๆ

                แต่จริงๆแล้วข้อดีของการเรียนป.โท คือ เราใช้เวลากับวิชาการมากขึ้นถ้าคนที่ชอบวิเคราะห์มากกว่าจำน่าจะสนุกกว่าเรียน ป.ตรีมากกว่า (แต่ไม่ได้มากที่สุด) สุดท้ายเรียนก็คือเรียนถ้าสนุกกับมันก็ถือว่าเป็นกำไรแล้วกันเนอะ

                จะว่าไประหว่างเรียนทุกอย่างมันก็ค่อนข้างราบรื่นดีจนมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฝนตกหนักมาก ต้องบอกก่อนว่าคนที่นี่ส่วนใหญ่ฝนตกหิมะตกอะไรก็แล้วแต่เค้าก็จะยังออกไปทำงานได้ตามปกติ เพราะฝนที่นี่ตกบ่อยการไปทำงานลุยฝนคือเรื่องปกติ ลุยในที่นี้คือ คนก็ยังเดินตากฝนไปทำงานอะนะ ดังนั้นแล้วคนที่นี่จะไม่มีนิสัยกลัวฝนแบบคนไทย ที่ว่าฝนตกต้องหลบฝนตกต้องนั่งรถไปทำงาน แต่วันนั้นน่ะฝนตกหนักมาก แล้วผมก็มีเรียนวันนั้น พอดีด้วยสัญชาติญาณของเราที่ดี (ไม่มาก) เราก็เดินไปเรียนเลยซิร้อยวันพันปีคนที่นี่ไม่เคยหยุดเพราะฝนตกอยู่แล้ว เดินลุยฝนตัวเปียกๆไปเลยอาจายร์ต้องรู้ว่าเราตั้งใจเรียน สรุป อาจารย์ยกเลิกคลาสก่อนเริ่ม 5 นาทีแล้วกู กับคนไทย ย้ำแค่คนไทย เท่านั้นที่มาเรียนวันนั้นฝรั่งรู้แต่คนไทยไม่รู้ ชาติอื่นรู้แต่คนไทยไม่รู้ อาจารย์ส่งอีเมลมาหานักเรียนทุกคน 5 นาทีก่อนสอนกูผู้ซึ่งออกจากบ้านมา 10 นาทีก่อนสอน แล้วกูจะรู้ไม๊ ไปฟรี หนาวฟรี เปียกฟรี เฉย คนไทย....ผู้มาก่อนกาล เอ่อแต่พอถึงกาลนั้นคือคลาสแคนเซิลซะดื้อๆ เนี่ยนะชีวิตก็เป็นซะแบบนี้
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in