เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
OVER THE WALLgiftmeme
Tenants
  • พวกผู้เช่านั้นถือเป็นกลุ่มคนที่ทำให้ผมหายเบื่อ

    ผ่านไปสองเดือน เริ่มมีผู้คนมากหน้าหลายตามาเดินชมห้องพักเพื่อตัดสินใจ ส่วนใหญ่พวกเขามักเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่ยังว่างงาน พนักงานออฟฟิศที่ยังโสดและมีงบประมาณไม่มาก ไม่ก็คู่แต่งงานใหม่ฮิปๆ สองสามคู่ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาจัดการปิดข่าวได้สะอาดหมดจดจนผู้เช่าในอนาคตไม่สงสัย เว้นแต่ค่าเช่าที่ถูกลงมากว่าเดิมเล็กน้อย แน่ละ ยิ่งมีคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีมากเท่านั้น ผมนึกอิจฉาในใจที่ตาลุงผู้ดูแลอพาร์ตเมนต์เอาใจคนพวกนั้นเป็นพิเศษ แต่ไม่เป็นไร ถือว่าจากนี้ไปผมก็ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าอีกแล้ว

    คนพวกนั้นเองก็ใสซื่อมากพอที่จะเชื่อคำตอบที่ว่า "อ้อ คนเช่ารายก่อนย้ายออกนอกประเทศไปกะทันหันน่ะครับ" และ "มีหลายคนหมายตาห้องนี้เยอะเลย หาราคาแบบนี้ไม่ได้ง่ายๆ ซะด้วย" จากนั้น พวกเขาก็จัดการย้ายข้าวของมาเริ่มต้นใหม่อย่างสบายใจ ผู้เช่ารายแรกของผมเป็นผู้หญิงท่าทางคงแก่เรียนที่กำลังทำปริญญานิพนธ์เกี่ยวกับนักเขียนกลุ่มบีทนิก เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่ท่ามกลางกองหนังสือจนผมชักเป็นห่วง แต่ในเวลาว่าง ผมเห็นเธอแอบเปิดแอพทินเดอร์ดูเป็นระยะ (ผมเอาใจช่วยเธออยู่นะ) จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้เชิญพ่อหนุ่มทินเดอร์นั่นมาที่บ้าน ถึงจะไม่อยากสอดรู้สอดเห็นนัก แต่เดทคราวนี้เรียกได้ว่าเปิดมิติใหม่ให้กับผมมากเลยทีเดียว พูดก็พูดเถอะ ผมไม่เคยนึกว่าเธอจะมีจิตวิญญาณเสรีแบบนี้มาก่อนเลย

    เพราะงั้น ผ่านไปสองเดือน แม่สาวเนิร์ดจึงย้ายออกจากห้องนี้ไป ครอบครัวใหม่ที่ประกอบด้วยแม่ลูกสองคนย้ายเข้ามาแทน คนแม่ยังดูเด็กอยู่มาก ส่วนลูกชายของเธออายุแค่สองขวบเท่านั้น ตอนเช้าพวกเขาออกจากบ้านไปด้วยกัน ก่อนที่สามโมงเย็นเจ้าหนูจะกลับมาบ้านพร้อมกับพี่เลี้ยงสาวที่น่าจะเป็นเด็กมัธยมปลาย แม่สาวนั่นก็เหมือนวัยรุ่นทั่วไป หลังจากจัดแจงนำของว่างมาให้กับเด็ก เธอก็ปล่อยให้เขาเล่นของเล่นอยู่บนพื้นไปเงียบๆ ขณะที่เธอดูคลิปวีดิโอในยูทูปไม่ก็แชทกับเพื่อนๆ  มีอยู่ครั้งนึงที่เด็กน้อยกำลังจะคลานเข้าไปใต้ชั้นวางที่ดูไม่ค่อยแข็งแรงสักเท่าไร ผมเลยต้องใช้อภินิหารเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการทำของหล่นเสียงดังให้คุณพี่เลี้ยงรู้ตัว แต่นั่นไม่ได้ทำให้เด็กสาวคอยระมัดระวังมากขึ้นเท่าไร ไปๆ มาๆ ผมได้กลายเป็นผู้พิทักษ์ของเขาไปเสียอย่างนั้น พูดตามตรง ผมไม่ค่อยชอบเด็กนักหรอก เพราะว่าพวกเขาตัวเล็กมากจนผมกลัวว่าจะทำพวกเขาบุบสลายคามือ แต่ตอนนี้นั่นดูจะไม่ใช่ปัญหาเท่าไร แถมพ่อหนูนี่ยังเป็นเด็กร่าเริง น่ารัก และว่าง่าย ผมเลยยอมเล่นกับเขาไปเรื่อย (ใช่แล้ว เขาเห็นผม เด็กเล็กๆ นี่ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่อัศจรรย์) ส่วนพี่เลี้ยงและแม่ของเขาต่างเชื่อว่าเด็กคงเล่นกับเพื่อนในจินตนาการ ไม่ใช่ผีสางที่อยู่ในบ้านแบบผม ซึ่งนั่นก็ดีแล้ว

    นับเป็นเวลาหกเดือนที่ผมนำตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวนี้อย่างเนียนๆ ไม่ใช่แค่ช่วยจับตาดูเจ้าหนูโอลิเวอร์ แต่ยังช่วยแม่ของเขา ซึ่งทำงานเป็นสาวเสิร์ฟและเรียนมหาวิทยาลัยชุมชนไปด้วย ทำรายงานหรือการบ้านเวลาเร่งด่วน (ด้วยการแอบเขียนโน้ตในสมุดเลคเชอร์ ขีดเส้นใต้คำตอบที่เธอตามหา ไม่ก็กูเกิ้ลสิ่งที่มีประโยชน์ทิ้งไว้ให้ในโทรศัพท์) แต่สุดท้าย เวลาแสนรื่นรมย์ในชีวิตหลังความตายของผมก็ต้องสะดุดลงในวันที่ตายายสองคนมาเยือนห้องนี้ พวกเขามารับลูกสาวและหลานชายกลับบ้านที่อยู่ห่างออกไปครึ่งประเทศ ฉากการพบกันอีกครั้งของครอบครัวนี้น่าซาบซึ้งใจจนผมหวังแต่เพียงว่าพวกเขาจะได้มีชีวิตที่มีความสุขกว่าเดิม ในที่ที่ดีกว่าเมืองสีเทาอันแสนวุ่นวายแห่งนี้

    พวกผู้เช่ารายต่อๆ มามักเป็นพวกผ่านมาแล้วก็ผ่านไป อย่างเช่นกลุ่มศิลปินที่เช่าที่นี่ไว้ซุกหัวนอนเวลาเมาแอ๋หรือมีงานในเมือง  หญิงสาวที่เดินทางมาไกลเพื่อเป็นนางแบบ ก่อนจะเริ่มเป็นดาวรุ่งและย้ายไปอยู่ที่ที่ดูมีระดับกว่านี้ แล้วก็คู่รักที่ตกลงปลงใจหาที่พักใหม่ร่วมกันก่อนจะเลิกรากันไปอย่างดราม่า ผมรู้สึกว่าพวกเขาน่าสนใจในตอนแรกๆ  อย่างน้อยก็เหมือนเป็นประตูสู่โลกกว้างให้ผมที่ไม่มีโอกาสได้ออกไปไหน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมกลับรู้สึกราวกับถูกจับโยนเข้าไปในกรงที่เต็มไปด้วยคนที่ผมไม่มีโอกาสได้เลือกอยู่ด้วย จริงอยู่ที่เรื่องราวของคนเหล่านั้นช่างมีสีสันและน่าสนใจ แต่ ณ จุดหนึ่ง แม้แต่ผู้สังเกตการณ์ก็ต้องทุกข์ใจที่ไม่อาจเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องเล่าของพวกเขาได้ หลังๆ มา ผมก็เลยพอใจจะใช้เวลาในโลกคู่ขนานหลังกำแพงดังเดิมดีกว่า

    ผมไม่อยากจะเริ่มเรื่องด้วยวลีที่ว่า "และแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง..." สักเท่าไร เพราะมันดูเฉิ่มอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่มีวิธีไหนจะเริ่มเรื่องได้อย่างซื่อตรงเท่านี้  นอกจาก — และแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง หลังจากคู่รักวัยรุ่นเกิดตาสว่างว่าความฝันของพวกเขาไม่มีทางเป็นไปได้และเก็บกระเป๋ากลับบ้านไปได้ครึ่งเดือน ผู้ชายตัวผอมสูงคนหนึ่งก็เปิดประตูเข้ามา ผมสีส้มของเขาทำให้ผมนึกถึงทองแดงที่เก่าจนเริ่มซีด ไม่สิ ออกจะเป็นอะไรที่เรียบง่ายกว่านั้น ผมพยายามคิดหาอย่างอื่นมาเทียบ ก่อนจะลงเอยที่ฟักทอง เมื่อพิจารณาจากทรงผมเด๋อๆ ของเขา ผู้ชายคนนั้นเดินสำรวจห้องอยู่พักใหญ่ ก่อนจะจากไปแล้วแวะเวียนกลับมาอีกสองสามครั้งในอาทิตย์เดียวกัน ผมไม่เคยเจอใครตัดสินใจละเอียดละออขนาดเขาเลย

    สุดท้าย เขาก็ตกลงปลงใจเช่าที่นี่จนได้ ย้ายของเข้ามายกใหญ่ในตอนเย็นวันศุกร์ ผมมองพนักงานบริษัทรับย้ายบ้านวางเฟอร์นิเจอร์ไปตามมุมต่างๆ ตามที่นิ้วของเขาชี้สั่ง จะว่าไปรสนิยมของเขาก็ดีอยู่ไม่น้อย ข้าวของดูสะอาดสะอ้านและเข้าชุดกัน ที่สำคัญมีโซฟาตัวใหม่ที่ดูนุ่มสบายและทีวีจอแบนคมชัดเสียด้วย ท่าทางเหมือนไม่ได้มาอยู่เล่นๆ แต่จะมาปักหลักกันจริงจังทีเดียว พอนายผมส้มตรวจตราว่ากระบวนการย้ายที่อยู่เรียบร้อยดีแล้ว เขาก็หายแวบไปหนึ่ง ก่อนจะกลับมาพร้อมตะกร้าใบใหญ่ในมือ เมื่อเขาวางมันลงบนพื้นแล้วเปิดช่องประตูเล็กออก ผมถึงได้รู้ว่านั่นคือกรงสัตว์เลี้ยง

    เจ้าแมวสีส้มเดินนวยนาดออกมา "ยินดีต้อนรับสู่บ้านใหม่ มิลลี่" ผู้เป็นเจ้าของเอ่ย ขณะที่เจ้าหล่อนเดินตรงดิ่งมาหา เงยหน้าราวกับมองเห็นผม แล้วครางรับเบาๆ หนึ่งที
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in
yongyeah (@yongyeah)
คุณหัวฟักทองมาแล้ว พออ่านไปรู้สึกว่านิสัยคุณหัวฟักทองนี่ก็คล้ายๆ คนอ่านอย่างเราเหมือนกันนะคะ ? มิลลี่ แค่หนูโผล่มา ก็รู้สึกน่ารักแล้ว อยากเล่นด้วยย