เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
WHAT i've WATCHEDsujira_lr
เล่าหลังดู Matilda the Musical
  • ผู้เขียน: (เดินเข้าเวทีด้วยความประหม่า เดินมายืนกลางเวที เหลือบมองซ้ายขวาก่อนยิ้มให้ผู้อ่าน)


    ในที่สุดก็ได้กลับมาเล่าถึงสิ่งที่ได้ไปดูมา สิ่งที่จะเล่าในวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งไปดูมาสด ๆ ร้อน ๆ แต่อย่างใดแต่เป็นสิ่งที่ไปดูมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ใช่ค่ะ 2 ปีที่แล้ว… 


    แต่ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วเราก็เชื่อว่าตัวเองสามารถเลือกเวลาเล่าได้ตามใจอยู่ดี ดังนั้น จะเป็นอะไรเล่า 55555555


    เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอเริ่มเลยก็แล้วกัน แต่ก่อนที่จะเริ่มก็ขอเล่าที่มาคร่าว ๆ ก่อน


    ตอนปี 4 เราได้เรียนวิชาการละครสำหรับเยาวชน ในคาบแรก ๆ อาจารย์ผู้สอนยังไม่ได้ให้เราทำละครหรือเรียนเรื่องละครทันทีแต่พูดถึงวรรณกรรมเด็กก่อน แน่นอนว่าหนังสือของ Roald Dahl ก็ถูกนำมาพูดถึงในห้องเรียนด้วย 

    ถึงจะมีคนบอกว่าหนังสือของ Dahl นั้น “ล้าหลัง” เกินไปสำหรับการจะนำมาให้เด็กในยุคปัจจุบันอ่านแล้ว (เพราะในนั้นมีคำที่สื่อถึงการเหยียดรูปร่างหน้าตาตัวละครอยู่เยอะมากมาย) แต่เราก็ถือว่างานเขียนของเขาก็เป็นจุดเริ่มต้นในการอ่านให้เด็ก ๆ หลาย ๆ คน (ที่โตมาเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้) เราจะไม่พูดถึงงานของเขาก็คงยาก


    แน่นอนว่าเราไม่ได้โตมากับงานของ Dahl (เพราะเราโตมากับหนูนิดค่ะ5555) แล้วเราก็ไม่เคยดู adaptation งานของ Dahl เลยสักเรื่อง ทำไงดีล่ะทีนี้…

    เย็นวันนั้นหลังเลิกเรียนเราก็เลยไปร้านหนังสือร้านโปรดแล้วหาหนังสือของ Dahl มาสักเล่มสองเล่ม และหนึ่งในเล่มที่เราเลือกหยิบมาคือ “มาทิลดา นักอ่านสุดวิเศษ” 


    *จากนี้เราขอพิมพ์ชื่อ มาทิลดา ว่า มาทิลด้า เพื่อความสะดวกกับตัวเราเอง (เราคุ้นมือกับชื่อหลังมากกว่า55555*


    พออ่านจบเราก็เห็นประเด็นอะไรบางอย่าง (นอกจากเรื่องการใช้คำบูลลี่รูปร่างหน้าตาคนอื่น หรือการเรียกคนอื่นด้วยถ้อยคำไม่น่ารักอย่าง “โง่” ) แต่เนื่องจากเราจะเล่าถึงละครเวทีที่ไปดูมาด้วย เราเลยขอผนวกรวมกับสิ่งที่จะพูดถึงหลังดูละครเวทีเลยก็แล้วกัน


    เอาละ… ได้พูดถึงละครเวทีสักที 


    **จากนี้จะมีสปอยล์เนื้อหาทั้งในละครเวทีและในหนังสือ**


    เราไปดูเรื่องนี้ที่รัชดาลัย เธียเตอร์ ตอนนั้นเขามาไทยพอดีเลยจองบัตรไปดู

    ละครเวที (มิวสิคัล) เป็นเวอร์ชั่นที่ดัดแปลงจากหนังสือ เนื้อเรื่องในละครเวทีจะเหมือนเวอร์ชั่นใน Netflix มากกว่า (หรือถ้าพูดให้ถูกคือ Netflix ทำภาพยนตร์มิวสิคัลเรื่องนี้โดยปรับมาจากละครเวที…)

    มีรายละเอียดหลายอย่างที่ถูกปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมจากในหนังสือ 

    เอาจริง ๆ แล้วเราชอบเวอร์ชั่นหนังสือมากกว่า ชอบมากที่สุด แต่พอได้ดูละครเวทีก็รู้สึกว่าชอบเหมือนกัน


    โปรดักชั่นดีมาก แสงสีสวย ฉากก็สวย ใช้เทคนิคได้ magical มาก รู้สึกว่าถ้าอยากพาเด็กไปดูแล้วทำให้เขารู้สึกว่า “ละครเวทีเหมือนมีเวทมนตร์” ก็น่าจะเป็นเรื่องนี้ (มันมีฉากที่ตัวละครเด็กหญิงผมเปียถูกครูใหญ่จับเหวี่ยงจนตัวลอย ฉากนั้นใช้เทคนิคแสงดีมาก<<ถ้าเราดูไม่ผิดคิดว่าน่าจะเป็นเทคนิคแสง แต่ก็อาจจะดูผิดก็ได้เพราะฉากนั้นมันไว)


    ด้วยความที่ตัวละครในเรื่องเป็นเด็ก นักแสดงส่วนใหญ่ก็เลยเป็นเด็ก (แต่ก็เป็นเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยแล้วนะ) ทุกคนเก่งมากกกก มีฉากที่ต้องเต้นให้พร้อมกัน เต้นให้เป็นจังหวะ ให้เป๊ะ เรารู้สึกว่าถ้าเต้นไม่ดีฉากนั้นจะไม่ทรงพลังเลย แต่เพราะทุกคนทำได้ดีมากฉากนั้นเลยสมบูรณ์แบบ (แน่นอนสิ เขาซ้อมมาตั้งเท่าไหร่!!) 


    ตอนอ่านหนังสือเราว่าเราจับสารนึงได้ตอนอ่าน แต่พอมาเห็นภาพบนเวทีเรารู้สึกเหมือนสิ่งที่อยู่ในหัวเราระหว่างอ่านหนังสือได้รับการยืนยัน เหมือนภาพมันชัดขึ้น คงเพราะเป็นภาพเคลื่อนไหวบนเวทีสด ๆ ด้วยเราเลยรู้สึกถึงมันได้ (ตอนดูใน Netflix เราไม่รู้สึกถึงพลังนั้นแรงเท่าตอนดูละครเวที แต่คงเพราะเราชอบละครเวทีมากกว่าหนังอยู่แล้วด้วย<<ไบแอสนั่นเอง) 



    และเพราะเป็นละครเวทีมิวสิคัล เราเลยขอพูดเรื่องเพลงสักหน่อย (สัก 3 เพลงแล้วกัน)


    เพลงแรก “Miracle” 


    เนื้อเพลงบอกว่าลูกคือสิ่งมหัศจรรย์ของพ่อกับแม่ พ่อแม่ทุกคน (บนเวทีในฉากนั้น) ล้วนดีใจที่ลูกเกิดมา แต่พ่อแม่ของมาทิลด้าไม่คิดแบบนั้น มาทิลด้าไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่เฝ้าคอย เธอไม่ใช่ miracle ของพ่อแม่ 

    และเมื่อเด็กโตขึ้นสำหรับบ้านอื่น ต่อให้ลูกเป็นแค่คนธรรมดา ก็ยังเป็นคนพิเศษของพ่อแม่เสมอ

    แต่หนูน้อยมาทิลด้าที่ถูกพ่อแม่ละเลย ต้องโตมาด้วยตัวเอง มีเพียงหนังสือเป็นเพื่อนทำให้เธอฉลาดเหนือเด็กทั่วไปและเธอเป็นคนพิเศษ เป็น miracle (ที่แปลว่า miracle จริง ๆ เพราะน้องมีพลังพิเศษ) แต่พ่อแม่ก็ยังไม่คิดว่าเธอเป็น miracle อยู่ดี 

    เด็กทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีพลังหรือฉลาดกว่ามาตรฐานก็ยัง miracle แต่มาทิลด้าที่ดู miracle กลับดูไร้ค่าเมื่ออยู่ในบ้านหลังนั้น



    เพลงต่อมา “Naughty” 


    มาทิลด้าในหนังสืออยากให้พ่อแม่รักเธอ แต่พวกเขาไม่ทำเช่นนั้น เธอจึงต้องโตมาด้วยตัวเองและเมื่อเธอเห็นว่าสิ่งที่พ่อแม่ทำกับเธอมันไม่ยุติธรรม เธอจึงเลือกที่จะไม่ยอมทนต่อความอยุติธรรมเหล่านั้น เธอลุกขึ้นมาสู้ตอบโต้ และเมื่อเธอเข้าโรงเรียนไปก็เจอครูใหญ่ใจร้ายที่ใช้อำนาจตามใจชอบ เธอเห็นแล้วว่ามันไม่ยุติธรรม ครูใหญ่ไม่ได้แค่หาเรื่องเพื่อน ๆ ของเธอและตัวเธอ แต่ทำร้ายครูฮันนี่ (ที่ไม่เคยลุกขึ้นสู้) ด้วย ซึ่งมันไม่ควร เธอจึงลุกขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง

    ตอนเราอ่านหนังสือเราไม่คิดภาพว่ามาทิลด้าเป็นคนแสบ ๆ ที่น่ารักขนาดนั้นเลย ตอนอ่านเรารู้สึกว่า “เด็กคนนี้มันร้ายจัง” (แต่ก็เข้าใจที่น้องจะเอาคืนพ่อแม่แม้มันจะเป็นวิธีที่ไม่ถูกเท่าไหร่ 55555) แต่พอมาฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกว่า “เอ้อ Sometime you have to be a little bit naughty” จริง ๆ 

    เป็นอีกเพลงที่เราชอบมาก อยากให้ทุกคนได้ฟัง



    เพลงที่สาม “When I Grow Up”


    เป็นเพลงที่ตอนฟังใน Netflix ไม่ได้ชอบอะไรมากมาย แต่พอมาเห็นบนเวทีแล้วชอบมาก ชอบจนร้องไห้ น้ำตาซึม ส่วนตัวมองว่ามันคือเพลงที่เด็ก ๆ จิตนาการและเฝ้าปรารถนาถึงการเติบโตเป็นผู้ใหญ่

    เด็ก ๆ มีปัญหาแบบเด็ก ๆ เช่น เอื้อมไม่ถึงกิ่งไม้ โดนบังคับให้นอนเร็ว ตอบคำถามอาจารย์ไม่ได้ (สำหรับเด็กสิ่งเหล่านั้นเป็นปัญหามาก เข้าใจเลย เพราะในวันที่เรายังเป็นเด็กเราก็มองว่ามันเป็นเรื่องหนักใจ5555) และคิดว่าเมื่อโตขึ้นก็คงจะโตพอที่จะแก้ปัญหาพวกนั้นได้ คงโตพอจะเอื้อมถึงกิ่งไม้ตอนปีนต้นไม้เล่น คงจะได้นอนดึกแค่ไหนก็ได้ตามใจต้องการ คงจะรู้ทุกคำตอบที่เคยตอบไม่ได้

    แต่พอโตขึ้นแล้วมาฟังสิ่งนี้ถึงได้รู้ว่าปัญหาผู้ใหญ่ที่เราเจออยู่มันหนักหนามากจนเมื่อเห็นเด็ก ๆ เหล่านี้พูดถึงอนาคตที่พวกเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่ เราก็ร้องไห้ เราคิดถึงช่วงเวลาที่เรายังเป็นเด็กและหวังว่าเมื่อโตขึ้นจะได้ทำสิ่งที่เราเคยทำไม่ได้ในตอนนั้น เด็ก ๆ อยากรีบโตเพื่อจะได้ปีนต้นไม้ถึงยอดสูง ๆ อยากนอนดึกได้เท่าที่ใจต้องการ อยากตอบคำถามของครูได้ ส่วนเราอยากกลับไปเป็นเด็กเพื่อที่จะได้คิดแค่เรื่องปีนต้นไม้ มีความหงุดหงิดใจเป็นการถูกบังคับให้นอนเร็ว ๆ และความทุกข์ใจที่มากที่สุดคือการตอบคำถามในห้องเรียนไม่ได้

    เป็นเพลงที่ทัชใจเรามาก ๆ เลย ยกให้เป็น The best



    ทีนี้ขอมาพูดถึงประเด็นที่เราเห็นทั้งตอนอ่านหนังสือและดูละครเวทีบ้าง


    อย่างแรกคือเขานำเสนอว่าโลกนี้มีทั้งผู้ใหญ่ใจดีและใจร้าย

    ในเรื่องมีครูใหญ่ทรันช์บูลผู้ใจ้ร้าย แต่ก็ยังมีผู้ใหญ่แสนดีอย่างครูฮันนี่


    อีกอย่างคือพูดถึงความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เห็นได้จากตัวละครมาทิลด้าที่แคร์เพื่อน ๆ และครูฮันนี่มาก ๆ ในตอนที่ตัวเธอเองไม่ใช่คนที่ถูกลงโทษเธอก็ยังแอบใช้พลังของเธอในการช่วยเหลือเพื่อน ๆ ที่ถูกทำร้าย ทั้งที่ความจริงตัวเธอจะไม่ทำแบบนั้นก็ได้แต่เธอก็เลือกที่จะทำ (น่ารักจัง)


    และเรื่องที่เราเห็นชัดมาก ๆ คืออำนาจของผู้ใหญ่ที่ใช้กับเด็ก 

    เพราะเป็นเด็กเลยมีอำนาจน้อย

    เพราะเป็นเด็กเลยสู้อะไรไม่ได้ เพราะเป็นเด็กเลยต้องเชื่อฟังผู้ใหญ่ที่มีอำนาจมากกว่าแม้ว่าเขากำลังเอาเปรียบและทำร้ายเราก็ตาม

    แล้วมาทิลด้าก็เหมือนตั้งคำถามว่า “เราจะยอมเหรอ?” พร้อมลุกขึ้นมาสู้กับความไม่ยุติธรรมนั้นเลย 


    ตอนอ่านหนังสือเราเห็นแล้วว่ามันมีเรื่องความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องอำนาจแต่เด็กคนนี้จะไม่ยอมจำนนต่ออำนาจ

    แต่พอมาดูละครเวที ภาพบนเวที (หรือแม้แต่ในหนัง) มันทำให้เราเห็นการต่อสู้ชัดขึ้น ซีนที่เด็ก ๆ ยืนบนโต๊ะเลยทรงพลังมาก ๆ สำหรับเรา เพราะเป็นซีนที่บอกว่าเด็ก ๆ จะไม่ยอมก้อมหัวให้อำนาจและจะไม่ยอมเห็นความอยุติธรรมเกิดขึ้นต่อหน้าโดยไม่ทำอะไรอีกต่อไป 


    เราเลยขอยกให้ละเครเวทีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราชอบมาก ๆ ของปีนั้นและยกให้มาทิลด้าเป็นวรรณกรรมเรื่องนึงที่เราชอบสารที่เราได้กลับมามาก ๆ (ไม่ว่า Dahl จะตั้งใจแบบนั้นหรือไม่ก็ตาม55555) แล้วบางทีก็ทำให้เราฉุกคิดว่า “แล้วเราล่ะ เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิตบ้างไหม” หรือ “ถ้าเราเป็นมาทิลด้า เราจะลุกขึ้นมาสู้แบบนี้ไหม”


    และใช่ค่ะ “Sometime you have to be a little bit naughty.”



    คงต้องขอปิดม่านตรงนี้ ไว้ถ้ามีโอกาสเราจะเอาละครเวทีที่ได้ไปดูมาเล่าในนี้อีก


    แล้วพบกันใหม่ค่ะ


    (โค้ง)


    (ม่านปิด)


Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in