ข้าพเจ้ามักเขียนบทสารภาพในวันที่ข้าพเจ้ารู้สึกอ่อนแอ
วันที่ข้าพเจ้าตื่นลืมตา แล้วรู้สึกว่าทำงานไม่ใคร่จะไหว แต่ข้าพเจ้าก็รู้ดีว่าจะขออยู่บ้านไปก็ไร้ประโยชน์ เพราะรังแต่จะอึดอัดใจเปล่าๆ
ข้าพเจ้าใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ ว่าเหตุใดข้าพเจ้าจึงลุกขึ้นมาเขียนบทสารภาพนี้ ณ ที่ทำงาน — ซึ่งติดอันดับพื้นที่ที่ไม่ควรเขียนบทสารภาพใดๆ — ที่ที่ข้าพเจ้ากำลังนั่งอยู่ในเวลานี้
จนพบว่าคำถามสำคัญคือ แล้วตกลง คำที่เขาเอ่ยกันว่า "ชีวิตเป็นของเรา" มันเป็นของเราจริงหรือไม่
นับแต่ข้าพเจ้าเริ่มใช้ชีวิตด้วยตัวเอง ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีส่วนของความไม่มั่นใจตามติดดังเงาตามตัว
ตามมาด้วยความขัดแย้ง ทั้งที่ออกมาผ่านถ้อยทะเลาะ เมินเฉยมึนตึง หรือกระทั่งแทรกตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน
เสียงโทรศัพท์ตามตัวกลับบ้าน
คำถามว่าด้วยการทำงาน
ความไม่พอใจทุกครั้งที่ตัดสินใจมีความรัก
คำวิจารณ์เมื่อเลือกไปเจอเพื่อนฝูงก่อนกลับบ้าน
หรือแม้กระทั่งคำถามที่หลอนใจเสมอมาว่า ถ้าเลือกทำอะไรสักอย่างเพื่อคุณค่าที่ตัวเองยึดถือ แต่คนรอบตัวไม่มีความสุข นั่นยังเป็นสิ่งที่ดีอยู่หรือไม่
ข้าพเจ้าไม่รู้ชัดนัก นอกจากมวลความกดดันที่ถูกส่งผ่านมา
จากสายตา
จากสิ่งที่ส่งผ่านสัญญาณโทรศัพท์
จากเสียงถอนหายใจที่ข้าพเจ้ารู้หน้าตา
มันอาจเป็นเพราะข้าพเจ้าเคย "ได้ดั่งใจ" เสมอมา
หรือเพราะข้าพเจ้าผิดรูปผิดรอยและเลือกเส้นทางที่ผิดจริงๆ
หรือเป็นเพราะข้าพเจ้าอึดอัดจนไม่แม้แต่จะสวนกลับทุกความรู้สึก
แล้วเลือกจะสะกดกลั้นไว้ อย่างที่เคยบอกตัวเองเสมอว่าต้องอดทน
แม้วันหนึ่งจะเชื่อสุดหัวใจว่าชีวิตเป็นของเรา
และล้มความเชื่อเดิมว่าชีวิตเราเกิดมาเป็นของผู้อื่น
ในนามของความรัก ในนามของความเสียสละ ในนามของอะไรก็ตามแต่ที่อยู่ในกรอบความดีงาม
แต่ชีวิตไม่เคยบอกเราแบบนั้น
มันโยนแบบทดสอบมากมายว่าจะยังเชื่อแบบเดิมอยู่ไหม
เมื่อเรารู้ว่าหากเราเลือกจะมีความสุข มันอาจกรีดแทงความรู้สึกของคนที่เรา "รัก"
แต่หากเสียสละความสุข ข้าพเจ้าคงเสียใจชั่วชีวิต
แน่ล่ะ ข้าพเจ้าไม่มีคำตอบสำหรับตัวเองเวลานี้ มีเพียงหมอกควันของความรู้สึกคุกรุ่นอยู่ในใจ ครั้นอยากจะร้องไห้ ก็ร้องออกมาไม่ได้
อาจเป็นเพราะล้าเกินไป
หรืออาจเป็นเพราะค่อยๆ เติบโตสู่วัยที่ใครต่อใครบอกว่าต้องเข้มแข็งแม้ข้างในจะร้าวราน
และมีแต่คำขอโทษที่ก้องดังทั่วสี่ห้องหัวใจ
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in