เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
from the desert, with loveployapha.j
เยือนเมืองแห่งบ้านสีขาว คาซาบลังกา โมร็อกโก



  • 9 November 2018







    มาจะกล่าวบทไปถึงไฟล์ทไปคาซาบลังกา โมร็อกโกนั้น...


    ไฟล์ทนี้ก็เป็นอีกหนึ่งไฟล์ทในตำนานที่ทุกคนกล่าวขานถึงความหนักหนา สาหัส และยาวนาน แต่ที่แย่ดับเบิลหรือทริปเปิลของความแย่คือแอตติจูดของผู้โดยสารในแถบนี้ ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกันว่าพวกแขกที่เคยเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสถึงชอบเฟียสนัก!


    เมื่อเราบินมาประเทศแถบๆนี้นั้น (เช่น เลบานอน ตูนิเซีย และโมร็อกโก) เราจะพบเจอผู้โดยสารที่พกความมั่นใจมาเต็มร้อยแลอีโก้ที่สูงพอๆกับรองเท้าส้นสูงที่ใส่ ความเอาแต่ใจในมองเด่นเห็นแต่ไกลพอๆกับขนตาปลอมที่กระพือปริบๆอยู่บนเปลือกตา ความเยอะสิ่งจิงเกอร์เบลที่อัดแน่นเหลือเกิ๊นพอๆกับโบท็อกและฟิลเลอร์บนหน้าและริมฝีปาก



    นึกถึงเรจิน่า จอร์จใน Mean Girls ออกมะ

    นั่นแหละ คูณไปอีกประมาณแปดล้านห้าแสน ตั้งแต่บอร์ดดิ้งมาก็รู้แล้วว่าคุณคนนี้นั้นเย๊อะแน่นอน!



    ซึ่งคนแบบนี้ไม่ได้มาเพียงหนึ่ง แต่มากันเต็มลำเลยจ้า...



    ทำงานเหนื่อยกายไม่ว่า แต่ต้องมาเหนื่อยใจด้วยเรื่องแอตติจูดนี่มันบันทอนจิตวิญญาณนะเอ้อ ด้วยเหตุดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ทำให้พอใครซักคนบนไฟล์ทอื่นๆบอกว่าจะต้องบินมาที่นี่เป็นไฟล์ทต่อไป ลูกเรือทุกคนก็พร้อมใจที่จะ Oh my god! Poor you... I wish you luck หรือถ้าเป็นคนที่ชิงชังไฟล์ทนี้จริงๆก็จะ wish you survive back home...



    เราก็ได้แต่กระพริบตาปริบๆ พลางคิดว่ามันถึงขนาดนั้นเลยหรอว้า และบันทึกลงในสมองว่า ไฟล์ทคาซาบลังกามันแย่! (จริงๆเบรุทก็แย่ ตูนิสก็ไม่ได้ดี แต่เราทำไฟล์ทพวกนี้แล้วไม่เคยมีปัญหาใดเลย ถ้าอยากจะกลอกตาเพราะความเยอะสิ่ง ก็เดินเข้ามากลอกซะให้พอในแกลลี่ อยากจะถอนหายใจก็เดินไปเข้าห้องน้ำ ล็อกห้อง แล้วถอนหายใจออกมาให้หมดปอด แล้วก็กลับไปทำงาน เอาจริงๆคนแอตติจูดแรงๆแบบนี้ดีลง่ายนะ แค่ยิ้มเยอะๆ เขาอยากได้อะไรก็เสิร์ฟให้ แล้วก็ปิดท้ายด้วยการชมเมคอัพว่าสวยจริง ชมเล็บว่าสวยจริง ถามว่าทาลิปสีอะไรของอะไรหรองามม๊าก เพียงเท่านี้คุณก็จะได้ best friend of the flight มา 1 ea อ้อ...อีกประการหนึ่งคือไฟล์ทแถบนี้ต้องแต่งหน้าแรง ฟาดไป เอาไฮไลต์หนังปลาทูไปสู้ค่ะ!)



    และแล้วในที่สุดฟากฟ้า (หรือในที่นี้คือ rostering god) ก็ได้ส่ง CMN มาประทับในตารางบินเมื่อเดือนพฤศจิกายนผ่านมา ซึ่งเราก็คิดอะไรก็ไม่รู้ล่ะ อยู่ๆเกิดมีความกล้าหาญชาญชัยไม่ยอมแลกไฟล์ทนี้ออกไปเพราะคิดว่าไหนๆก็ทำงานมาสามปีแล้ว ซึ่งเป็นสามปีที่รอดพ้นจากไฟล์ทนี้มาตลอด ไหนๆมันก็โผล่มาแล้ว ก็ไปทำเสียหน่อยก็แล้วกัน ครั้งหนึ่งในชีวิต ไปให้รู้โว้ย!









  • ของขวัญจากผู้โดยสาร



    เฮ้ยแก! ไม่รู้ว่าแต้มบุญยังพอจะมีอยู่หรืออะไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่กลับกลายเป็นว่าไฟล์ทขาไปของเรานั้นเงียบสงบมากถึงมากที่สุด เป็นไฟล์ท 7 ชั่วโมง 50 นาทีที่มีเวลานั่งจิบชาอยู่ในแกลลี่ เม้ามอย นั่งทาแฮนด์ครีมอะแก๊ มันเป็นไปได้ยังง๊ายยยย ทุกคนถึงกับงงว่าเอ๊ะ... ทำไมว่างจัง เอ๊ะ... ทำไมวันนี้มันแปลกๆไปวะ



    จากที่เตรียมตัวเตรียมใจมาดิบดี ปรากฎว่าผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นคนจีนและคนญี่ปุ่นเจ้าค่า คนโมร็อกโกนั้นมีอยู่จุ๋มจิ๋มเพียงหยิบมือเท่านั้นเองคุณเอ๋ย อาห์... ชีวิตช่างงดงาม


    เรื่องที่ทำให้วุ่นนิดๆก็มีแค่ medical case นิดนึงเท่านั้น เรื่องมีอยู่ว่า...คุณป้าผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งที่นั่งอยู่ตรง 73D เขาปีนเก้าอี้ขึ้นไปหยิบกระเป๋าแล้วล้มลงมา ตอนแรกคุณป้าไม่ยอมกดเรียกลูกเรือ (แบบนี้ต้องกดเรียกนะคะ! แหม... บางไฟล์ทนี่นั่งติดแกลลี่ยังจะกดเรียกเพราะจะเอาน้ำแก้วเดียว คือลุกยืนแค่ก้าวเดียวก็ไม่ลุกนะเอ้อ ต้องกดเรียกเด้อ) จนคุณผู้โดยสารที่นั่งอยู่ตรง 73C เป็นคนกดคอลเบลเรียกลูกเรือ (และแน่นอนว่าอิฉันเองที่ดุ๊กดิ๊กกุลีกุจอไปตอบ) จึงได้ความว่าคุณป้าท่านนี้ตกลงมาจ้า



    เราก็จัดการบอกซีเนียร์ บอกเพอเซอร์ จัดแจงเปิดกระเป๋าพยาบาล หยิบที่ประคบเย็นมาให้คุณป้า หยิบถุงพลาสติกใส่น้ำแข็งมาประคบให้เพิ่ม แล้วก็พยายามคุยกันด้วยภาษามือกันพักใหญ่ๆเพราะคุณป้าพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง แต่เราต้องเขียน medical report form โชคดีที่มีคุณป้าผู้โดยสารท่านหนึ่งเดินผ่านมาเลยช่วยเป็นวุ้นแปลภาษาให้ ซึ่งก็แปลงงบ้าง เข้าใจบ้าง เพราะคุณป้าแกก็ภาษาอังกฤษไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรเหมือนกัน ฮา



    มีเรื่องนึงที่แอบจิ๊ปากอยู่ในใจนิดนึง คือ...จะว่ายังไงดีล่ะ บางทีอะ ลูกเรือก็ชอบหงุดหงิดกับผู้โดยสารเอเชียนที่ไม่พูดภาษาอังกฤษ แล้วก็จะไม่ใจเย็น รำคาญ สีหน้าสีตาออกแล้วว่าไม่พอใจ ซึ่ง... ยูต้องใจเย็นๆ ต้องพยายามใช้ภาษามือนิดนึง คือมันมีเหตุที่คุณป้ายื่นถุงน้ำแข็งให้ลูกเรือคนนึง นางก็ไม่รับ บอกว่าให้คุณป้าเอาไปทิ้งเองแล้วก็เดินจากไป

    เราเดินตามมาข้างหลังก็แอบจะชั่วแล้วแหละ จะพุ่งตัวเข้าแกลลี่ไปกินขนมต่อแล้วแต่ก็เปลี่ยนใจเดินวนกลับไปอีกทีเพราะเผื่อมีอะไร ก็เข้าไปนั่งยองๆข้างๆแล้วพยายามจะสื่อสารว่าคุณป้าอยากได้อะไร

    สรุปคือคุณป้าแค่อยากจะเปลี่ยนน้ำแข็งในถุงที่มันละลายแล้วก็เท่านั้นเอง พอตอนที่เราเอาน้ำแข็งใหม่มาให้ แกแบบอาริกาโตมากๆ



    ที่เราเอามาเล่าไม่ใช่อยากจะมาอวยว่าอุ๊ย เราเป็นคนดีนะ เป็นนางฟ้า จิตใจโอบอ้อมอารีต่อเด็ก คนแก่ และสตรีมีครรภ์ เพราะความจริงในใจคือมารมาก ยิ่งทำงานยิ่งเป็นคนเดือด จริงๆบางทีก็อยากจะเอาถาดเหล็กบนเครื่องไล่ฟาดเด็กแขกที่ไร้มรรยาท แบบฟาดๆๆๆๆเหมือนเกมตีตัวตุ่นอะ หงิดใจ๊! แต่อยากจะขอความใจเย็นจากเพื่อนร่วมอาชีพนิดนึง รวมถึงคนที่กำลังจะมาทำอาชีพนี้ว่าถ้าเจออะไรแบบนี้ก็ขอให้ใจเย็นนิด อย่าเพิ่งไปหงุดหงิดเลย ลองคิดว่าถ้าคุณตาคุณยายอากงอาม่าของเราขึ้นเครื่องมาแล้วและท่านพูดภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น แล้วอยู่ๆเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา ถ้าเขากลับบ้านมาเล่าให้เราฟังว่าลูกเรือเป็นแบบนี้ เราก็คงรู้สึกแย่และโกรธมากๆใช่มั้ยล่ะ




    ถ้าอยากให้คนที่เรารักได้รับการบริการอย่างไร
    เราก็ต้องทำแบบนั้นนั่นแหละ
    เพราะผู้โดยสารของเราก็มีคนที่เขารักรออยู่ที่บ้านยังไงล่ะ

    ใจเขาใจเรานั่นแหละนะ



    อีกเรื่องนึงที่ทำให้ใจฟูมีกำลังใจในการทำงานมากๆก็คือคุณผู้โดยสารวุ้นแปลภาษานั้นก็เป็นคุณป้าที่มาเที่ยวกรุ๊ปเดียวกับคุณป้าที่เกิดอุบัติเหตุนั่นแหละ หลังจากเกิดเรื่องแกก็เดินวนเวียนจากที่นั่ง 82C มาเยี่ยมเยียนอย่างสม่ำเสมอ เราว่าแกคงสังเกตเราอยู่ด้วยแหละมั้งนะ แกเลยเรียกให้เราไปหาตรงที่นั่งแล้วก็หยิบนกกระเรียนกระดาษกับซองใส่ไม้จิ้มฟันกระดาษมาให้ บอกว่าเป็นของขวัญ แกพับของแกเองเลยนะ แล้วก็บอกว่า



    นกบินไปบินมา ก็เหมือนกับตัวของหนูนั่นแหละ

    ขอให้เก็บไว้และแกก็อวยพรเราโชคดี



    โอ้ย มันอิ่มและปริ่มอยู่ในใจอะ เนี่ย... อะไรแบบนี้แหละที่เป็นกำลังใจให้เราในทุกๆวัน ได้เป็นความทรงจำที่ดีของใครซักคนบนโลก (และคำชมอะไรแบบนี้ บริษัทไม่เคยจะรับรู้หรอก ซีเนียร์ก็ไม่ให้เขียนให้อยู่แล้ว ไม่เป็นไร เก็บไว้ในใจก็พอเนอะ) และโชคดีที่เราชอบซื้อการ์ดขอบคุณเล็กๆติดกระเป๋าไว้ เลยเอามาวาดรูปและเขียนขอบคุณคืนไปให้ก่อนที่คุณป้าจะลงจากเครื่อง ถ่ายรูปด้วยกันเป็นที่ระลึกไว้นิดหน่อย แล้วก็โบกมือบ๊ายบายกัน :)
















  • เยือน Hansan II Mosque มัสยิดที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก



    จบโหมดซาบซึ้งในในอาชีพการงานเรียบร้อยก็ถึงเวลาเที่ยวกันแล้วจ้า สำหรับการมาคาซาครั้งแรกในชีวิตของเรานั้น ใจจริงก็อยากทำนู่นทำนี่มากมายหลากหลาย ทั้งอยากไปเดินบาร์ซ่าซื้อของกระจุกกระจิกและน้ำมัน Argan Oil อยากไปตลาดผลไม้ ส่วนมัสยิดก็อยากไป รวมถึงอยากไปลองอาบน้ำขัดขี้ไคลตามสไตล์ moroccan bath ด้วย แต่ด้วยความที่เวลามีอยู่น้อย ต้องใช้สอยอย่างจำกัด เราก็เลือกที่จะนั่งแท็กซี่ออกไปที่ Hanssan II Mosque จ้า



    ไฟล์ทนี้มีความดีงามอยู่ที่เรามีเพื่อนร่วมทริปเป็นมิตรคู่ใจ นั่นคือ พลอย(สวย) สาวไทยใจงามที่ขนตางอนเช้งเด้งอยู่ตลอดเวลาทำไฟล์ทมาด้วยกัน แม้จะเสียดายที่อยู่กันคนละแกลลี่แต่อย่างน้อยๆก็ได้ออกมาเที่ยวเล่นด้วยกันนะเออ


    ในทริปนี้เราใช้กล้อง 2 ตัวคือมือถือและ disposal camera ที่ได้รับมาจากมิ้ว (ขอบคุณมากๆมา ณ ที่นี้ด้วยนะเออ) รูปในมือถือนั้นชัดกว่า ถ่ายไม่เอียง เราเอาลงไอจีไว้แล้ว ไปตามเลื่อนๆไถๆดูกันได้ ส่วนในนี้เราจะขอลงรูปจากกล้อง disposal นะเออ ไปดูกันเล้ยยยยยย









    แท็กซี่ที่นี่ก็... โกง 555555
    ไม่เหมือนแท็กซี่ที่ตูนิสเลย อันนั้นไม่โกงแถมจะคืนให้ด้วยเพราะจ่ายเกินไปมากโข
    นี่ชาร์จแพงเหลือเกิน ถึงเขาหลอกก็เต็มใจให้หลอกนั่นแหละนะ ฮือ



































    Hanssan II Mosque

    มัสยิดที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก รองจากที่ซาอุดิอาระเบียและตุรกี
    จริงๆมีไกด์พาชมด้านในด้วย แต่ด้วยความที่เราแลนด์ก็เลท มาถึงก็ช้า อดไปจ้า
    เลยเดินชมความงดงามอยู่ด้านนอกเท่านั้น


















    ภาพเต็มๆของตัวอาคารจากมือถือนะจ๊ะ
    อยากให้เห็นของจริงมากๆว่าอลังการเหลือเกิน




















    บริเวณรอบๆเป็นสวนหย่อมลานหญ้า
    มีคนมานั่งๆนอนๆชมวิวและชมทะเลมากมาย















    ส่วนใหญ่ก็เป็นวัยรุ่นนั่นแหละนะ





































    ด้วยความที่มันเป็น disposable camera อะ
    อย่าคาดหวังเรื่องการปรับรูรับแสงหรืออะไรใดๆ
















    ศิลปะสไตล์ Moorish เด้อ




























































































































    ถ่ายเอียงเอง แง้ ซอรี่เด้ออออ
































    Double Ploy in Casablanca


















    อยู่ๆก็ฟ้าครึ้ม เมฆต่ำเหมือนฝนจะตก
    เลยตัดสินใจกลับโรงแรมกันค่ะ































  • Cooking Mama ร้านอาหารสูตรคุณย่าคุณยายที่ไม่มีในรีวิว!







    เรากลับมาถึงโรงแรมประมาณห้าโมงเย็น พลอยสวยพลังงานหมดหลอดแล้วเลยขอเข้าห้องแล้วก็พักยาว ไม่ออกไปไหนแล้ว แต่เรายังคงทำซ่า รวบรวมพลังงานเฮือกสุดท้าย ฉุดกายหยาบของตัวเองไปกินข้าวกับลูกเรือในไฟล์ทได้ ฮูเร่


































    ซึ่งร้านที่เราไปไม่ใช่ร้านดังที่ทุกคนแห่ตามไปเนื่องจากอ่านๆ TripAdvisor แต่เป็นร้านอาหารเล็กๆ สไตล์ home cook สูตรคุณย่าคุณยายจ้าาาา




    ร้านนี้ชื่อว่า Restaurant Imil Chil ไม่ห่างจากโรงแรมเท่าไรนัก เดินไปได้ ซึ่งเราก็เดินไปเป็นกลุ่มก้อน พยายายามทำตัวให้กลมลืนที่สุดเพราะคาซาไม่ใช่เมืองที่ปลอดภัยเท่าไรนัก แต่ก็โดนชาวประชามองออกอยู่ดีว่าเจ้าพวกลูกเจี๊ยบนี่เป็นนักท่องเที่ยวชัดๆ เพราะมีหน้าเอเชียนอยู่ในกลุ่มหนึ่งหน่วย อะไรเอ่ยไม่เข้าพวก เดี๊ยนเองค่า
















    โอ้ย คือแค่เพลตติ้งก็รักมากแล้วววว



    ในร้านตกแต่งด้วยความระยิบระยับวับวาวมีอารยะมากๆ ไม่เหมือนดูไบที่แห้งๆปลอมๆเปลือกๆ ส่วนเมนูก็มีแต่ภาษาอารบิกและฝรั่งเศส เราก็ต้องขุดความรู้เก่าขึ้นมาว่า Poulet คือไก่นะ Citron คือเลมอน เพราะงั้นอันนี้คือไก่เปรี้ยวหวานแน่ๆเลยแก (หยอกกกกก ไม่ใช่สิ!) ได้เวลาใช้ภาษามือคุยกับคุณตาคุณยายเจ้าของร้านแล้วจ้าาาาาาาา



    สรุปคือได้ couscous มาสองหน่วย เพราะไม่รู้ว่ามันต่างกันยังไง ก็แชร์กันเนอะ (รู้ตอนหลังคือแบบนึงใส่ผัก อีกแบบใส่เนื้อ) และ Tagine d’Agneau aux Pruneaux  มาหนึ่งหน่วยสำหรับตัวเอง คือแปล Poulet ออกแต่อันที่สั่งนี่แปลไม่ออก เลยเอาอันที่แปลไม่ออกก็แล้วกัน ท้าทายดี ชีวิตมันต้องตื่นเต้นสิโว้ย แล้วก็สั่งไวน์แดงมาหนึ่งขวด พร้อม moroccan mint tea มาหนึ่งกา งดงามมมมม









    ระหว่างที่ได้ยินเสียงเขาทำครัวก๊องๆแก๊งๆก็นั่งจิบไวน์ จิบชาไปจ้า
















    Tagine d’Agneau aux Pruneaux
    อร่อยมาก นุ่มมากละลายในปาก ผ่านการตุ๋นมาอย่างดี


















     couscous แบบผักๆ









     

    couscous แบบซ่อนเนื้อไว้ข้างใน

    อร่อยมากๆทั้งสองแบบ










    ขนมปังยังอร่อยอะ รักกกกกกกก

    มื้อนี้อิ่มมาก แฮปปี้มาก มีความสุขมากๆ






    เรากลับมานั่งๆนอนๆ คิดกับตัวเองว่าจริงๆแล้วเราไม่ค่อยอยากจะมาทำไฟล์ทนี้เท่าไรเลย เพราะได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาเยอะมาก แต่กลายเป็นว่าวันนี้เป็นวันที่สนุกมาก เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆมากมาย ทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราต่อสิ่งที่มีและเกิดขึ้นรอบตัวของเรานั่นแหละ


    สำหรับเรื่องงาน แม้ว่าบางทีและบางไฟล์ทมันจะยุ่ง เราอดนอน ไฟล์ทแย่ ลูกเรือบ้ง แต่สุดท้ายมันก็จบไป เราก็เอนจอยชีวิต 24 ชั่วโมงในช่วงเลโอเวอร์ของตัวเองซะ หรือแฮปปี้กับวันหยุดที่มีหลังจากนั้น หรือถ้าไฟล์ทมันดี แฮปปี้ ก็ถือว่าวันนั้นเป็นวันที่น่ารัก เป็นกำไรของชีวิตไป พอบินมาจนจะครบสัญญาก็เหมือนว่าจะเริ่มๆคิดได้แล้วว่าจะต้องดำเนินชีวิตแบบไหนถึงจะโอเคและมีความสุขอะ คนเรามีชีวิตเพื่อพิชิตเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่อย่าลืมความสุขเล็กน้อยรายทางระหว่างวันด้วย




    บล็อกตอนนี้เป็นคนคิดได้นะ แต่บล็อกหน้าอาจจะสติแตกก็ได้แหะ
    ฮาาาาาา ;)





    ส่วนรีวิวไฟล์ทขากลับนั้น... อิผี! รู้แล้วว่าทำไมทุกคนบ่นว่ามันแย่ มาครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้น พ๊อ!









    ด้วยรัก...จากเมืองแห่งบ้านสีขาว Casablanca










    ตามไปพูดคุยกุ๊กกิ๊กกันต่อได้ที่
    #ด้วยรักจากทะเลทราย
    #withlovefromthedesert
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in