
“เธอ ๆ ชอบฟังเพลงร็อกไหมครับ (ให้นึกภาพหนัง 500 Days of Summer ฉากพระเอกคุยกับนางเอกบนลิฟท์)”
ถ้าไปถามเพื่อนคนนึง เขาอาจจะตอบเราว่า “เราชอบ Silly Fools Fly โลโซ ลาบานูน Big Ass Zeal Dr.Fuu Flame Ebola Cocktail Mad Pack It กะลา ABNormal แมวจิระศักดิ์ Blackhead Bodyslam Clash Potato Ultra Chuadz Retrospect Sweet Mullet Flure Pru Klear Hangman Zeal” อะไรประมาณนั้น
แต่ถ้าไปถามเพื่อนอีกคนนึง เขาอาจจะตอบเราว่า “เราชอบพี่ป้อมพี่โต๊ะ ไมโคร พี่อิท พี่เป้ไฮร็อก พี่เจี๊ยบพิสุทธิ์ พี่หรั่งร็อกเคสตร้า ลุงเอกธเนศ คาไลโดสโคป พี่เสือ ต่อต๋องวงทู พี่อ๊อฟพงษ์พัฒน์ พี่บิลลี่ ดิโอฬาร หิน เหล็ก ไฟ เดอะซัน โมเดิร์นด็อก ซีเปีย พราว ไฮดรา อรอรีย์ พี่ป้าง Dezember Smile Buffalo Y not 7” อะไรประมาณนี้
ย่อหน้าทั้งสองต่อนข้างต้นมันมีเชื้อไฟจากมุกที่ว่า “หนังยุค 2000s ณ ตอนนี้กลายเป็นหนังเก่า พอๆ กับที่ คนหรือวัยรุ่นในยุค 2000s เคยมองว่าหนังยุค 80s เป็นหนังเก่า” เพลงก็ไม่ต่างกันเลย
ถ้าเพลงเก่าของคน Y2K รุ่นมือถือปุ่มกดเกมงูก็จะนึกถึงเพลงยุคแฟนฉัน (เสาต้นแรกของกระแส 80s Nostalgia ของไทย) แต่ถ้าเป็นคน Gen Z เล่นสกุชชี่ ก็จะนึกถึงเพลงพวกเบเกอรี่-สมอลล์รูม แบบนี้แหละครับ
และไม่ว่าจะเป็นเพลงเก่าสมัยไหน (ตั้งแต่โก๋หลังวัง ลานสเก็ตโรงหนัง MBK Hall ลานน้ำพุหน้าสยาม ไปจนถึงหลังตึก Siamscape สุดฮิต) เพลง ๆ นั้นมีสิทธิ์ที่เป็น Sleeper Hit ที่ตอนออกมาแรก ๆนั้นไม่ดัง (หรือดังเงียบ ๆ) แต่ไอคอนแผ่นเสียงหมุน ๆ นั่นในต๊อกต่อกก็พาเพลงเหล่านั้นกลับมาดังอีกครั้ง ใครจะรู้ล่ะ (ดู Pretty Little Baby เป็นตัวอย่าง ถ้าพี่ไทยก็ “หลงรักนิด ๆ คงจะไม่ผิดกฎหมาย…ฮ้าย”)
กลับเข้าประเด็นเพลงร็อกกัน บทความที่คุณกำลังจะได้อ่านต่อจากนี้ เป็นเหตุการณ์เป็นหลักกิโลของเพลงร็อกในประเทศไทยยุคตั้งไข่-สร้างชาติ-สร้างตัวจนเริ่มแมส (ก่อนที่เราจะมีพี่น้องเมืองเลยโอ้เยและร็อกมือขวาสนั่นเมืองในปี 2529 ที่ไม่ใช่แค่ดาวหางฮัลเลย์) โดยบ่งบอกได้ชัดเจนว่า
“เวลานั้น เพลงร็อกในเมืองไทย ยังเฉพาะกลุ่มอยู่”
แต่เราก็ไม่อยากให้ลืมเลือนกัน เพราะถ้าต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นขาดรากแก้วรากแรกสุดจากเมล็ดพันธุ์นั่น มันจะเป็นต้นไม้ผีสิงที่โตมาผิดผู้ผิดคนซะอย่างงั้น (พวกกระดกแว่นพันธุ์แท้นี่ไปกินพะโล้ข้ามกำแพงไกล ๆ เท้าเลยนะ พวกเสื้อปลอมโรงเกลือกับสายรีเซลก็เช่นกัน)
รัดเข็มขัดแน่น ๆ เราจะนั่งไทม์แมชชีนกันแล้ว “เดี๋ยวนี้” กับตำนาน Pepsi Super Rock Concert
-
Disclaimer:
1. บทความนี้ไม่ใช่บทความวิชาการ อาจจะมีบรรณานุกรมน้อย ๆ บ้าง (มั้ง) แต่ไม่มีข้อมูลล้างลิ้นคอยเลียปะปนแน่นอน
2. ข้อเขียนรีวิวเพลงในบทความนี้ เป็นมุมมองส่วนบุคคลของเท่านั้น ซึ่งมีเสริมแรงจากข้อเขียนจากหนังสือเก่าในยุคนั้นเช่นกัน “นานาจิตตัง ถูกผิดคิดต่างแลกเปลี่ยนได้ไม่ว่ากัน”
3. จริง ๆ มีดีเทลเรื่องวันเดือนปีเกิดสมาชิกวงด้วย (ไม่ได้โมเม แต่ได้มาจากกองนิตยสารวัยรุ่นในหอสมุดแห่งชาติ เทเวศน์ ข้าง ๆ มรภ.สวนสุนันทา) แต่นึกได้สองอย่าง หนึ่ง “รายการ Guess My Age โดนเช็ดไปเป็นชาติแล้ว เช็ดในช่วงโควิดอาละวาดอีกต่างหาก” และสอง “เรามีกฎหมาย PDPA บัญญัติไว้ ถ้าผู้เขียนโดนข้อหานี้ทีมุกคนหัวหมอสุดซู้ดดด…ก็ไม่ช่วยอะไร” ฉะนั้นแล้ว ก็เหมือนกับวงสตริงวงหนึ่งบอกไว้ชัดเจน “สื บ เ อ า เ อ ง”...ก็นั่นแหละครับ
4. ข้อเขียนที่เกี่ยวกับเพลงไทยทำนองเทศ ไม่มีเจตนาแง่ลบและปองร้ายใด ๆ (ถึงแม้ว่าการหยิบทำนองต่างชาติจะทำได้ในเวลานั้น แต่ก็มีสิทธิ์โดนนิตยสารดนตรีเขม่นลงหน้าหนังสืออยู่นะ) หากกระทบถึงบุคคลใด เราขออภัยมา ณ ที่นี้
5. ขอยืนยันว่าบทความนี้ปราศจากการใช้ Generative AI ในการเขียนเนื้อหาและขัดเกลาภาษา เน้นถ้อยคำนายดิบดิบ แต่จริงใจซะอย่าง ประสาคนพูดไม่ค่อยเก่งแต่รักหมดใจ
6. ไม่อนุญาตให้นำบทความนี้ไปเรียบเรียงใหม่ด้วย AI ทุกกรณี (แล้วก็ห้ามนำภาพประกอบไปเจน เไ เชียวนะ บาปกรรมมีจริง)
7. ข้อนี้สำคัญที่สุด “จงรักและชื่นชอบอดีตอย่างมีสติ”
“ยาธาตุนักเลง…พร้อม!!!”
-
องก์ 1: โหมโรง-แนะนำตัวละคร
ก่อนจะไปถึงคอนเสิร์ตครั้งสำคัญของเพลงร็อกในไทยนั้น เรามาเริ่มต้นประวัติศาสตร์ร็อกไทย (ฉบับรวบรัด) ในยุคตั้งไข่จากยุคนักดนตรีจีไอที่บรรเลงให้ทหารอเมริกาที่มาตั้งฐานทัพที่บ้านเราช่วงสงครามเวียดนาม เล่นทั้งร็อกและเพลงฮิตตามตู้เพลงทั่ว ๆ ไปกันก่อน (นับรวมยุคโก๋หลังวังที่โยกและคลึงกับลุคตันโจติ๊ก ยันวงชาโดว์ 3-4 ชิ้น ที่นำร่องมาก่อนหน้า)
พอหมดสงครามปี 2518 ที่ถอนทัพใช่ไหม ศิลปินในช่วงนั้นอย่างวง V.I.P (พี่แหลม มอริสัน อาเอกมันต์ มือกลองปลิดวิญญาณ) คาไลโดสโคป (ยุคนั้นพี่หมูวู้วยังไม่เข้าวงการกีตาร์) ช.อ้น ณ บางช้าง และวง The Fox (คุณพ่อของครูเอ๋นรินทร และพี่แฮ็ควงแคลช / เล่นมุก) ก็ย้ายถิ่นฐานมากรุงเทพ เล่นตามไนต์คลับผับบาร์ตามโรงแรมกันไป นับรวมคอนเสิร์ตในโรงหนังรอบเช้าด้วยนะ
สื่อวิทยุมีอำนาจให้คนไทยฟังรู้จักเพลงฝรั่งดัง ๆ ในยุคนั้นมาก ๆ ตั้งแต่รายการ I.S. Song Hits (ต่อมาเป็น The Guitar) ของคุณเล็ก วงศ์สว่าง (ถ้าไม่ริแล้วใครจะเริ่ม แต่ตอนนี้ก็ตามยุคสมัยอะนะ แบบว่าสก็อตไบรท์ขัดใจคนฟังเพลงอย่างเราเลย ฮา)
ยิ่งอาวิฑูร วทัญญู พ่อมดเพลงร็อกเมืองไทยกับรายการ Top Teen Talent ก็ทำให้เพลงร็อกจากต่างประเทศยิ่งเข้าถึงหูคนชัดเจนเข้าไปอีก ฉายาภาษาไทยของวงร็อกระดับโลกรุ่นลายคราม ก็มาจากเขาคนนี้…ครับท่าน
ไนท์สปอตยิ่งแล้วใหญ่ วงรุ่นลายครามก็ล้วนมาเล่นที่ไทยตั้งแต่ยุค 70s-80s เลย (ก่อนจะเป็นหลาย ๆ เจ้าอย่าง Tero และ Media Plus ในยุคหลัง ๆ)
(พลิกไปหน้าบีบ้าง)
พอมาถึงยุค 80s ทีวีเริ่มเข้ามาแล้ว รายการเด่น ๆ นี่ ถ้าพูดไปคนตั้งแต่ Boomers (เกิดปี 2489 ที่แม่พลอยสิ้นใจ ณ คลองบางหลวง จนถึงปี 2507 ที่มี Beatlemania/British Invasion) จนถึง Gen X (ที่ลืมตาดูโลกตลอดช่วงตั้งแต่ปี 08 ที่หนังเรื่องมนต์รักเพลงสวรรค์ออกฉาย ถึงปี 23 ที่คืนปัญญาชนจากป่าสู่เมืองด้วยคำสั่งที่รู้กัน) จะรู้จักแน่ ๆ แค่โลกดนตรี คอนเสิร์ตติดแอร์ คอนเสิร์ตลืมโลก เสาร์สนุก ฉันมากับเพลง เท่านี้ก็คุ้มแล้ว
และรายการที่ฉายเอ็มวียุคแรก ๆ ก็มี เที่ยงวันอาทิตย์-บันเทิงคดี ของมาโนช พุฒตาล บุตรของนายเฉลียวกับนางอำไพ (ที่ตอนนั้นบังซันไม่อยากตามรอยใต้เงาพี่ชายอย่างอาดำรงคู่สร้างคู่สม เลยฉีกแนวด้วยประการฉะนี้) และ Galaxy of Stars ของไนท์สปอต ก็ทำให้เพลงสากลเข้าถึงหูคนไทยมากขึ้น แต่เพลงไทยเริ่มมาแรงกว่า (แม้จะเป็นยุคแฟชั่นบูติกก็ตาม)
สื่อสิ่งพิมพ์เวลานั้นก็มี Supersonic Star of Pacific และ The Quiet Storm หัวหลังสุดนี่แรก ๆ ก็สื่อเพลงสากลทั่ว ๆ ไป แล้วก็ปรับมาหันหน้าเข้าหาชาวหูเหล็กมากขึ้น (ส่วน Music Express มาทีหลังแต่ยาวนานจริง)
(หมดม้วนแล้ว เปลี่ยนเทปบ้าง) - ศิลปินในช่วงเวลานั้น (ก่อนปี 2529)

ศิลปินร็อกเด่น ๆ ในยุคนั้น (คือ 80s) ที่เริ่มทำเพลงออกเทปนี่ แค่ V.I.P เอาเพลง Black Betty ของ Ram Jam กับ Parisienne Walkways ของ Gary Moore (ในชื่อ Night In Bangkok ซึ่งถกเถียงกันไม่จบ แต่จำได้ว่ามีกระแสลาง ๆ ว่า มีการเปลี่ยนชื่อเพลงนี้ให้จำได้ง่าย รอการพิสูจน์ต่อไป / เสียงปิดประตูโคนันตอนพักโฆษณาดังขั้นมา) ก็ทำให้ร็อกอยู่บนแผงเทปได้แล้ว แม้จะเป็นยุคสตริงใส่สูทก็ตาม

ส่วนวงรุ่นสร้างชาติอย่าง “คาไลโดสโคป” ก็จรดปากกาเซ็นสัญญากับนิธิทัศน์ ออกผลงานเมดเลย์ตั้งสองชุด มีตั้งแต่ Medley Smoke และ Kaleidoscope 1984 โดยมีกิตติ กีตาร์ปืน เป็นตัวขายที่ไม่แพ้นักร้องนำอย่างน้าทุย-เอ็ดเวิร์ด เวนโซ่ เลยก็ว่าได้ (กีตาร์ปีนตอนนั้นเท่มาก ปัจจุบันก็ยังเท่ เก๋าไม่แก่เลย) ต่อ ๆ มาน้ากิตติจับมือกับน้าแหลมมาทำอัลบั้มคู่กันในชื่อ King of Rock ‘n Roll ที่คัฟเวอร์เพลงฝรั่งทั้งม้วน

“ร็อกเคสตร้า” ก็นับอยู่ในกลุ่มก้อนนั้นเช่นกัน พวกเขาออกผลงานภาคภาษาไทยชุดแรกอย่าง “เทคโนโลยี” ที่มีเพลงเด่นอย่าง “เงา (วิ่ง)” “เทคโนโลยี” “โลง” กับไลน์กีตาร์สุดดุดันของชัคกี้ ธัญญรัตน์ เรียกเสียงกรี๊ดจากวัยรุ่นได้ดีเลย จนทางวงได้ไปต่อชุดใน 2 อย่าง “วิทยาศาสตร์” ที่นิวเวฟและโปรเกรสชีฟมากขึ้นด้วยไลน์กีตาร์ของอากิตติ กีตาร์ปืน กับกลองไฟฟ้าหกเหลี่ยม Simmons กับกลองโปรแกรม LinnDrum นั่นแหละฮะ (มีร็อกเคสตร้าที่ไหน ต้องมีห้องซ้อมชวลิต สตูดิโอที่นั่น)
แล้วดาวดวงใหม่ของวงการร็อกอย่าง หรั่ง-ชัชชัย สุขาวดี ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น (โดยคนยุคนั้นจะจำภาพพี่แกสะพายชินธ์ Roland SH-101 กับ Korg Poly-800 ออกทีวีได้แม่นแน่ ๆ)

วงสายสตริงที่เริ่มติดกลิ่นร็อกก็มีให้ฟังอย่าง “ดิอินโนเซ้นท์” กับงานชุดเพียงกระซิบถึงโลกใบเก่า ที่ไม่ต้องบรรยายสรรพคุณให้มากมาย แถมยังมีวงเด็กเชนต์ที่ชื่อ “Feedback (ฟีดแบค)” มาเสริมทัพด้วย โดยเพลงทั้งม้วนของวงเสียงหอนในห้องอัด (Feedback) นี่ไลน์เมโลดี้และดนตรีสดใหม่ไฟแรงสไตล์เด็ก ม.6 สุดล้ำเกินหน้าเกินวัยเกินวงสตริงร่วมรุ่นมาก ๆ (นับรวมสตริงลูกกรุงสุดไพเราะ “ประกายเสน่หา” เช่นกัน) 

แล้ววงการเพลงไทย ก็ได้รู้จักว่าที่ PD ล้านตลับที่ชื่อ “ปอนด์-ธนา ลวสุต” ที่ยังเป็นเด็กสะพายกีตาร์ทรง Les Paul ออกทีวีอยู่เลย ก่อนจะมาโตกับไฮดราและทำงานเพลงให้ค่ายใหญ่ ๆ ในเวลาต่อมา
จะถือได้ว่า ค่ายนิธิทัศน์เป็นค่ายเพลงที่นำร่องรสชาติเพลงร็อกสู่อุตสาหกรรมเพลงไทยให้วัยรุ่นได้สะใจในยุคนั้น

อย่างไรก็ตาม เราจะขาดตัวเด่นอีกสองวงไม่ได้ สองวงที่สร้างรากฐานเพลงร็อกไทยในยุคสร้างตัวอย่าง “บัตเตอร์ฟลาย” โปรเกรสชีฟร็อกไทยในตำนานที่บุคลากรวงนี้คุณภาพคับแก้วทั้งวง ตั้งแต่พี่ป้อมโอ้เยยันปู่เขียวของเราเลย

และวงเฮฟวี่ฮาร์ดฮ็อตวงแรกของสยามประเทศ “คณะเนื้อกับหนัง Flesh & Skin” กับเพลง “ฆาตกัญชา” “ท่านคือผู้ยิ่งใหญ่” “อัตตาหิ อัตโน นาโถ” ก็สร้างความสะใจให้วงการร็อกในยุคเวลานั้นมาก ดังเงียบ ๆ แต่เฉียบขาดดุดันจริง (โดยมือเบสวงนี้ พี่หนึ่ง-ชานนท์ ทองคง ก็ได้ไปเล่นหนุนหลังพี่รี่’บาวในเวลาต่อมา)
(เขียนมาขนาดนี้ คาราบาวก็ร็อกนะครับพี่น้อง! ดูเพลง “กัญชา” เป็นตัวอย่าง)
นี่คือประวัติศาสตร์เพลงร็อกไทยในยุคออกจากแคมป์สู่แผงเทปพอคร่าว ๆ ครับท่าน
-
องก์ 2 : Pepsi Super Rock Concert

“มาซิมาสดชื่นกันเอาไว้ ชื่นฉ่ำใจกับรสชาติที่นำหน้า ดื่มเป๊ปซี่สดชื่นทุกเวลา มาสิมาดื่มเป๊ปซี่กัน มาซิมาไม่ว่าจะเป็นใคร มาซิมาไม่ว่าอยู่ที่ไหน มาซิก้าวเข้าสู่ความนำสมัยด้วยความพอใจเป็นของตัวเอง เราเลือกเป๊ปซี่เพราะรสชาติที่นำหน้า (ที่นำหน้า) เราเลือกเป๊ปซี่ที่ชื่นฉ่ำแสนชื่นใจ (แสนชื่นใจ) เราเลือกเป๊ปซี่เพื่อแก้กระหาย (เพื่อแก้กระหาย) ในวันยินดี ดีที่สุดวันดี เป๊ปซี่ รสชาติที่นำหน้า เย็นฉ่ำแสนชื่นใจ เพื่อแก้กระหาย…เราเลือกเป๊ปซี่!!!”
เพลงโฆษณาของน้ำซ่ายี่ห้อนี้ อาต๋อย-วิชัย ปุณณยันต์ เป็นคนแต่ง และมีพี่หรั่งร็อกเคสตร้า (สะพายชินธ์ Korg RK-100) น้าต้อมคาไล (มือเบส) และมือกลองอย่างน้าโก้คาราบาวมาแสดงโฆษณาชิ้นนี้ เป็นการพบกันครึ่งทางระหว่างร็อกกับเพลงนิวเวฟได้อย่างดี แถมต่อยอดจากงานโฆษณาชุด “ร็อกคอนเสิร์ต” ที่ออกมาปี 26 (คาไลโดสโคปทั้งวงเป็นพรีเซนเตอร์ ลุงหมึก ควันธรรมพูดตอนเปิดโฆษณา)
กล่าวคือ เวลานั้น เป๊ปซี่หนุนหลังศิลปินของนิธิทัศน์บทปกเทปด้วยสโลแกน “ดีที่สุดวันดี ดื่มเป๊ปซี่ ชื่นฉ่ำใจ” กันหลายวงเลย จนกระทั่ง…

15 กันยายน 2527 ออนป้า โดยคุณวิเชียร อัศว์ศิวะกุล คุณวิทยา ศุภพรโอภาส จับมือกับเป๊ปซี่ สร้างคอนเสิร์ตร็อกอันลือลั่น “Pepsi Super Rock Concert” โดยมีไลน์อัพอย่างร็อกเคสตร้า คาไลโดสโคป และวงเฉพาะกิจเพื่องานนี้อย่าง Super Rock Stars สนนราคาบัตรเมื่อ 42 ปีที่แล้วที่ 35 40 45 55 บาท โดยรายได้จากคอนเสิร์ตนี้จะไปสมทบทุนมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์

กลุ่มคนที่ทราบข่าวว่าจะมีคอนเสิร์ตนี้จะเป็นกลุ่มที่ฟังเพลงร็อกเป็นหลักที่ทราบข่าวปากต่อปาก และสื่อประชาสัมพันธ์แบบ Old School พวกโปสเตอร์ วิทยุ โทรทัศน์ ประมาณนี้ และเมื่อถึงวันแสดงจริง ๆ แฟชั่นร็อกเสื้อหนังกางเกงขาเดฟ นับรวมกลิ่นอายมหกรรมวู้ดสต็อกก็ละลานตาหน้าอินดอร์สเตเดียมหัวหมากไปหมดเลย

“เมื่อถึงเวลาแสดงจริง ๆ ช่วงหกโมงเย็น หลังจากที่โน้ต 7 ตัวสุดท้ายของเพลงสรรเสริญพระบารมีจบลง ประวัติศาสตร์ก็กำลังจะเริ่มต้นขึ้น”

นำร่องไลน์อัพด้วย…คาไลโดสโคป กับเพลงสุดมัน Cum On Feel the Noize ของวง Quiet Riot และต่อด้วย Armed and Ready ของ The Michael Schenker Group แล้วมาถึงเมดเลย์สี่เต่าทอง ที่กอ-เฉลิมเกียรติ อมรสิงห์ มือกีตาร์อีกคนคอยเล่นประสานเพลง ๆ นี้

Pipeline ของ The Chantays ที่พระเอกของเพลงนี้อยู่ที่ไลน์กลองของน้าโก้ ก็บรรเลงขึ้นปรับมู้ดผ่อนคลาย จากนั้นอากิตติกีตาร์ปืนของเรา ก็บรรเลงเพลงชาติไทยด้วยกีตาร์ Roland G707/GR700 กีตาร์เสียงสังเคราะห์ยุคแรกสุดของวงการเทคโนโลยีดนตรี “โดยที่อากิตตินั่งบนเก้าอี้ เพราะเข้าเฝือกขาจากอุบัติเหตุตอนเล่นแสดงสดในหลายงานก่อนหน้านั้น”
คาไลโดสโคปก็บรรเลงเมดเลย์ Rod Stewart สุดมันก่อนจะจบด้วยเพลงธีมอย่าง Pepsi Super Rock Concert จบวงแรกไปด้วยความสะใจ
“เทคโนโลยี ก้าวล้ำนำไกล นำมนุษย์ไปสู่ความรุ่งเรือง วัตถุธรรมก่อตัวฟูเฟื่อง เกิดเป็นเมือง…ศิวิไลซ์”
ร็อกเคสตร้ารับช่วงต่อด้วยเพลงเอกเพลงนี้ แล้วตามด้วย “โลง” “เหงา” “มนุษย์” และสนุกกันต่อด้วย “หวย” “คิด” และจบเซตลิสต์ด้วย “เงา (วิ่ง)” ที่บ่งบอกได้ว่า วงสุดล้ำวงนี้ไม่ใช่แค่มีฐานแฟนเพลงหนาแน่น แต่ฮิตติดตลาดด้วยอิเล็กทรอนิกส์ร็อกที่ย่อยง่ายและสะใจจริง ๆ

คราวนี้แหละ รายต่อไปนี่สิ คณะของแหลม มอริสันก็ขึ้นเวทีด้วยเพลง Roadhouse Blues ของ The Doors เชื่อไหมครับ น้าแกไทอินด้วยการเอาขวดน้ำซ่าเป๊ปซี่สไลด์คอกีตาร์ (ลูกค้ายิ้มแป้นหน้าบานเชียว) แค่บรรยากาศคนดูคืออุตลุดถึงขั้นพยายามขึ้นมาบนเวที จนลำบากตำรวจและ รปภ. แต่ก็เอาอยู่ จากนั้นก็มากับเพลงเด่น ๆ ด้วย You Really Got Me และ Rebel Yell สุดมัน

แล้วก็มาถึงโค้งสุดท้ายของคอนเสิร์ตกับซูเปอร์กรุ๊ปเฉพาะกิจของงานนี้ Super Rock Stars มีตั้งแต่น้าเอกมันต์มือกลอง น้าต้อมบุนนาคมือเบส และคุณเปี๊ยก-กฤษฎา ตันติเวชกุล มือคีย์บอร์ด พร้อมกับมือกีตาร์ 3 หน่อ กิตติ-ชัคกี้-แหลม ร้องนำโดยพี่หรั่ง
โดยโหมโรงด้วยเพลง Jesus Christ Superstar ตามด้วย We Will Rock You, Doctor Doctor และ Rock Bottom แล้วปิดม่านประวัติศาสตร์ด้วยการเชิญคุณวิสูตร ตุงคะรัตน์ ด้วยการแจมเพลง Johnny B.Goode ท่ามกลางคนดูกว่า 50,000 ในค่ำคืนแห่งเพลงซูเปอร์ร็อกแบบนี้


ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาด้านการรันคิวคอนเสิร์ตด้านแสง เสียง และการจัดการในคอนครั้งนี้ แต่ประวัติศาสตร์ร็อกไทยข้างต้นก็ได้รับการบันทึกไว้โดยสมบูรณ์
-
องก์ 3 : หลังจากนั้น…
หลังจากการนำร่องด้วย Pepsi Super Rock Concert ก็มีคอนเสิร์ตสายร็อกกลางแจ้ง/ในร่มในเวลาต่อ ๆ มา ตั้งแต่ “ทำโดยคนไทย” ของคาราบาว สนามเวลโลโดรมหัวหมาก (ที่ผู้จัดอย่างชนินทร์นินจาตะโกนด่าคนบนอัฒจันทร์ลังน้ำซ่าฝาแดงเจ้าปัญหาด้วยความฟิวส์ขาดบนเวที “อย่าขึ้นไป! ถ้าผมโดนจับผมเอาเรื่องคุณแน่!” จนเกิดเรื่องเศร้าและเล่นไม่จบ แล้วให้น้าแอ๊ดของเราร้องรอยไถแปรส่งคนดูกลับบ้านแบบหม่น ๆ จุก ๆ ซึม ๆ) ตามมาด้วย “ร็อกทะลวงโลก” “ปิดถนนเล่นดนตรี” สองคอนหลังเป็นคอนเสิร์ตที่มีอยู่จริง แต่หาหลักฐานประวัติศาสตร์ได้ยากมาก ๆ…นั่นแหละ ร็อกไทยตั้งแต่ปี 28-29 เริ่มทำงานแล้ว

ในเวลาต่อมา ผับเพลงร็อกโดยเฉพาะที่มี Legacy ของคนหูเหล็กบนแผ่นดินไทยอย่าง The Rock Pub ก็เริ่มต้นขึ้นที่พญาไท สะพานหัวช้าง เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2531 เป็นโรงเรียนหลังแรกของนักดนตรีสายร็อกหลาย ๆ ท่าน เป็นแหล่งที่ทำให้พวกเขามีงานประจำนอกจากเข้าห้องอัดออกเทป (ชัดเจนสุดก็ “ไฮร็อก”) ถึงแม้จะย้ายที่ถึงสองหน หรือราชเทวี จนถึงวันนี้เลย “สนามเป้า (ติด BTS)” ที่แห่งนี้ก็ยังร็อกเสมอมา (แค่ในวันที่เขียนบทความนี้ ทางผับไม่ได้ทำเมนูช่วง Happy Hour 6 โมงเย็นถึงสองทุ่มแล้ว แงงงง เอาน่า แจ๊คกับโค้กสักแก้วก็พอแก้ขัดได้ ใครจะรู้)



ยิ่งตอนที่เดอะร็อกผับย้ายไปอยู่ที่ปัจจุบัน แล้วเห็นตึกตรงข้ามที่เป็นช่อง ททบ.5 (อย่าแพ้เสียงในหัวเชียวนะเด็กจอแก้วทั้งหลาย) นั่น…เลยนึกได้ว่า “แต่ก่อน ตึก TGN นั่น คือลานโลกดนตรี” นี่แหละการตัดสินใจที่ถูกต้องของทายาทรุ่นสองอย่างพี่ลูกเต๋าลูกอาตุ่ม Bank Music เลย กล่าวคือ เดินทางสะดวกขึ้นนั่นเอง (เคยเจอพี่แกรอบนึงตอนไปสั่งเบอร์เกอร์กินที่นั่น พี่แกน่ารักมาก และรสชาติยังประทับใจจนวันนี้)
จากเรื่อง Rock Pub ก็ทำให้เกิดผับร็อกรุ่นเดียวกันอย่าง Metal Zone ที่ราชเทวีเช่นกัน โดยมีวง Tornado ของน้ากำธร สุธรรมธารีกุล เป็นตัวชูโรงในสไตล์ป๋าออสซี่เลย (แถมเป็นโรงเรียนหลังแรกของ Silly Fools อีกด้วย)


(คั่นเวลานิดนึง เราไป The Rock Pub สนามเป้าครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 67 เข้าไปแบบดุ่ม ๆ ข้างในเป็นงาน Guitar Clinic คนแน่นมาก วันนั้นได้เจอ อ.เดียว Guitarthai และอากิตติ กีตาร์ปืน อ้ย เป็นปลื้มมาก)
ส่วนศิลปินที่ผ่านสนามซูเปอร์ร็อกคอนเสิร์ต ก็ได้มีผลงานประดับอุตสาหกรรมเพลงร็อกไทยทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังอย่างเป็นรูปธรรม (คงไม่ต้องบอกว่ามีอะไรบ้าง ถ้าเกิดทันนะ ) โดยเฉพาะคาไลโดสโคปที่มาออกอัลบั้มเพลงร็อกภาษาไทยในปี 2535 ด้วยชุด “กระชากใจ” คราวนี้แหละ น้าต้อม น้าทุย และน้าหมูของเราเฉิดฉายเต็มที่ โดยเฉพาะเพลงครีมเทียมในเวลานั้น “เพราะเรานั้นคู่กัน” ยังคงอมตะจนวันนี้
“แม้ว่าน้าทุยคาไลของเราจะออกเดินทางไกลไปแล้วก็ตาม”
-
บทส่งท้าย

Pepsi Super Rock Concert คือหมุดหมายดนตรีร็อกในประเทศไทย ที่ถึงแม้จะเป็นแนวเพลงเฉพาะกลุ่มกลางดงสตริงบูติก แต่มหกรรมเพลงร็อกยอดฮิตนี้เป็นบันไดขั้นแรก ๆ ที่ทำให้ร็อกไทยแมสจนถึงวันนี้ นี่แหละ รากแก้วของเพลงร็อกในเมืองไทยที่เราชำระประวัติศาสตร์ย่อย ๆ ตามเป้าประสงค์ที่เราตั้งใจ "ไม่อยากให้ถูกลืม
(แอบกระซิบ น้ำซ่าเป๊ปซี่นี่มีส่วนช่วยรันอุตสาหกรรมเพลงไทยตั้งแต่ยุค 80s เป็นต้นมา ยิ่งยุค 90s จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นในโครงการ The Next จนไปถึงวันนี้ที่น้องมาเบลของผมร้องเพลงแคมเปญหน้าร้อนกับเพื่อน ๆ ศิลปิน T-Pop เลย “รสชาติของคนรุ่นใหม่” สมชื่อจริง ๆ)
Yes, rock is always alive!
“ดีที่สุดวันดี คืนนี้คงไม่โดนกระถางดอกไม้ลอยหน้าบ้านสินะ”
นายต๊ก
23-26 มิถุนายน 2569
-
กิตติกรรมประกาศ
ขอขอบคุณพี่ Kilroy ตำนานบล็อกเกอร์สายเรโทร (เจ้าของช่อง Thai Pop Samplerในบ้านแดง) ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและภาพประกอบนิตยสารต่อไปนี้
1. นิตยสาร Live ฉบับที่ 9 เดือนพฤศจิกายน 2527
2. นิตยสาร Supersonic ฉบับเดือนตุลาคม 2527
3. นิตยสาร Jam ฉบับเดือนตุลาคม 2527
เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น
Log in