สวัสดีตัวฉันในอนาคต คาดหวังแน่ๆ ว่าต้องกลับมาอ่านบทความนี้อีกครั้ง เลยอยากบรรยายความรู้สึกในการสอบราชการในวัย 26 เอาไว้ เพื่อให้ระลึกไว้ว่าตัวเราก็พยายามอย่างดี ให้ชีวิตเกิดความท้าทายอยู่เรื่อย ๆ หลังจากได้ทำงานอยู่สถานที่เดิมมาสองปี ตัวเรารู้สึกเหนื่อยล้า ประกอบกับเกิดการปรับโครงสร้างในหน่วยงาน งานเดิมที่ทำไม่อาจทำได้อีกต่อไปแล้ว จะโอนย้ายหน่วยงานกลับมีเรื่องยุ่งยากที่เราควบคุมไม่ได้หลายส่วน และเมื่อย้ายมาที่ส่วนงานใหม่ก็ไม่ได้ตอบโจทย์ชีวิตเราอย่างสิ้นเชิง การมองหางานใหม่ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับเราที่สุด รัฐสภา เปิดสอบในช่วงนั้นพอดี เลยสมัครสอบในตำแหน่งวิทยากร และเตรียมตัวสอบอย่างตั้งอกตั้งใจ เฉกเช่นเดียวกับการสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยเลยทีเดียว
ก่อนจะถึงวันสอบ อยากเล่าการเตรียมตัวก่อนสอบว่าเราพยายามแค่ไหนที่จะได้ออกจากงานปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาสามเดือนก่อนวันสอบ เราทำความเข้าใจกับระเบียบและเนื้อหาการสอบเป็นอย่างแรก สำหรับรัฐสภา หากในประกาศระบุให้อ่านสิ่งใด ก็แค่อ่านสิ่งนั้นอย่างลึกซึ้ง ก็สามารถครอบคลุมข้อสอบได้เกือบทั้งหมดแล้ว เราเริ่มต้นอ่านรัฐธรรมนูญ หมวดรัฐสภาก่อนเป็นอย่างแรก เพื่อที่จะได้รู้ว่ารัฐสภาทำหน้าที่อะไรในรัฐธรรมนูญ และมีมาตราใดบ้างที่ให้อำนาจรัฐสภาในการตรวจสอบ ถ่วงดุล รวมไปถึงอำนาจให้การออกกฎหมายของแผ่นดิน การอ่านรัฐธรรมนูญกว่าสองร้อยมาตราเป็นเรื่องที่ยากสำหรับเราอย่างยิ่ง ด้วยเพราะการเรียนรัฐศาสตร์สอนให้มองมุมกว้างด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย พอมาเจอภาษากฎหมายที่แตกต่างกับภาษาทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ก็เรียกว่าใช้ระยะเวลาในการทำความเข้าใจอยู่มากโข
เมื่อสามารถเข้าใจอำนาจและที่มาของสภาผู้แทนฯ ได้ระดับหนึ่ง เราก็เริ่มอ่านข้อบังคับประชุมสภาผู้แทนฯ ที่บัญญัติระเบียบการประชุมไว้อย่างครอบคลุม เป็นความรู้ใหม่ที่เราคิดไม่ถึงมาก่อน และช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับหน้าที่รัฐสภาไทยใหม่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ การทำงานรัฐสภาในฐานะข้าราชการจึงน่าสนใจขึ้นมากไปอีก เพราะคงจะมีอีกหลายสิ่งอย่างที่ให้เราเข้าไปค้นหาในที่แห่งนั้น อยากจะเสนอแนะไว้อย่างหนึ่งว่า การสอบเป็นข้อราชการรัฐสภาเช่นนี้ เพียงแค่อ่านรัฐธรรมนูญร่วมกับข้อบังคับการประชุมฯ ก็ถือว่าสามารถตอบคำถามได้มากกว่า 90% แล้ว เพราะทั้งสองกฎหมายนี้ ระบุทั้งอำนาจ ที่มา หน้าที่ รวมถึงบทบาทของรัฐสภาไว้ทั้งหมดแล้ว อีก 10% ต่อมา จึงเป็นเรื่องของการบริหารรัฐสภา ที่มี กร. ทำหน้าที่เสมือน กพ . ของพลเรือน คอยดูแลทุกสิ่งอย่างที่เป็นเรื่องภายในบ้าน หากสามารถเข้าใจและเข้าถึงกฎระเบียบเหล่านี้ สำหรับเราก็ถือว่าเพียงพอต่อการสอบครั้งนี้แล้วแน่นอน
พอถึงวันสอบจริง เราพกความมั่นใจไปเต็มที่ ด้วยเพราะตัวเราเองเตรียมพร้อมอย่างดีที่จะเข้ามาทำงานในที่แห่งนี้ และข้อสอบก็เป็นใจให้เราทำได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยข้อสอบนั้น เป็นอัตนัย แบ่งออกเป็น 4 ข้อ โดย 2 ข้อเป็นคำถามกลางที่ทุกตำแหน่งในวันนั้นจะสอบเหมือนกัน ของเราทำเกี่ยวกับบทบาทของประชาชนที่ควรมีอยู่ในสภา และข้อเสนอแนะว่าจะทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในระบบนิติบัญญัติอย่างไร รวมไปถึงมีบทบัญญัติไหนบ้างในรัฐธรรมนูญที่ระบุให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมใกระบวนการนิติบัญญัติ และอีก 2 ข้อจะเป็นคำถามสำหรับตำแหน่ง เราสอบตำแหน่งวิทยากร แน่นอนว่าจะต้องเกี่ยวข้องกับการช่วยสนับสนุนการทำงานขอ สส. ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คำถามจึงเป็นลักษณะที่วิทยากรในอนาคตสมควรทำได้ นั่นคือ การอธิปรายทั่วไป แบ่งออกเป็นกี่ลักษณะ รวมถึงจะเสนอแนะ สส. ในการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไร และอีกข้อจะเป็นการถามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลก วิกฤตการณ์น้ำมันจากผลกระทบตะวันออกกลาง ได้รับเลือกมาเป็นคำถามในคราวนี้ พร้อมกับให้เสนอแนะหาก สส. มาขอรับข้อมูลจากข้าราชการฯ ทั้ง 4 ข้อนี้จะว่าง่ายก็ง่าย เพราะทุกคนถามมีลักษณะตายตัว คือ มีคำตอบที่เฉพาะเจาะจงอย่างอธิปรายทั่วไปคืออะไร รัฐธรรมนูญระบุให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกระบวนการนิติบัญญัติอย่างไร หรือประชามติในรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าอย่างไร แต่ความยากของข้อสอบก็มีเช่นกัน โดยเฉพาะการถามเรื่องข้อเสนอแนะในประเด็นต่าง ๆ เพราะคำตอบจะไม่มีถูกผิด แต่จะตัดสินกันที่การอธิบายของผู้สอบว่าสามารถโน้มน้าวให้น่าเชื่อถือได้อย่างไร
เรา อาจจะเพราะเตรียมตัวมาค่อนข้างดี ก็ลุ้นวันประกาศผลข้อเขียนอย่างจดจ่อ ซึ่งช่วงนั้นเราเดินทางไปต่างประเทศพอดี จังหวะเหมาะเจาะจนทำให้เรายิ้มได้ เพราะมีชื่อเราติดอยู่ในประกาศนั้น ใจหนึ่งโล่งอย่างไม่น่าเชื่อ ว่าโอกาสย้ายงานของเรากำลังจะเป็นจริงแล้ว แต่อีกใจหนึ่งกับคิดมากอยู่เดียวดาย ว่าเราจะเป็นแค่ชื่อติดบัญชีรึป่าว เพราะผู้ผ่านข้อเขียนในตำแหน่งนี้มีทั้งหมด 91 คน ทั้งนี้ทั้งนั้น อีกสองอาทิตย์ต่อมาก็เป็นวันสัมภาษณ์ของตำแหน่งวิทยากรน้อยทั้งหลาย ทีมงานบุคคลจัดการการสัมภาษณ์ได้ค่อนข้างดี แบ่งออกเป็นหลายรอบในวันเดียว โดยสัมภาษณ์คนละ 5 นาทีเท่านั้น และลำดับเลขของเราก็ไปอยู่ในการสัมภาษณ์รอบสุดท้าย
การสัมภาษณ์ครั้งนี้ เราไม่ได้ตื่นเต้นเท่าครั้งที่แล้ว อาจเพราะเราโตขึ้น ระบบความคิดของเราไม่ได้กลัวผู้ใหญ่อีกต่อไป รวมถึงเรามีประสบการณ์และความรู้มากพอที่จะเสนอแนะไอเดียที่เรามีอยู่ให้กรรมการสัมภาษณ์ได้รับรู้ได้แล้ว เมื่อถึงเวลาสัมภาษณ์ของเรา เจ้าหน้าที่จะเชิญเข้าห้องสัมภาษณ์ กรรมการมากทีเดียวเช่นเดียวกับสภาพัฒน์ แต่ที่แตกต่างกันกับครั้งก่อน คือ มีคำถามกลางให้เราตอบก่อนที่จะสัมภาษณ์ต่อไป คำถามนั้นเป็นคำถามกว้าง ๆ ที่วัดทัศนคติเรามากว่า คือ เราคิดว่า สส. ทำหน้าที่อะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับประชาชน กับอีกคำถามคือ ข้าราชการที่ดีคืออะไร เราตอบในทันที ซึ่งคิดว่าส่วนนี้พลาดอยู่เหมือนกัน เพราะกรรมการยังไม่ได้ตั้งสติที่จะฟังคำตอบเรา ทำให้กรรมการถึงกับงง ว่าเราตอบคำถามกลางเรียบร้อยแล้วหรอ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยการแนะนำตัว และคำถามอื่น ๆ ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับทัศนคติดังเดิม จะย้ายมาที่รัฐสภาทำไม ที่ทำงานเดิมก็ดีอยู่แล้ว จะผลักดันรัฐสภาไปในทิศทางไหน เรียนจบอันนี้มา ทำไมถึงอยากทำตำแหน่งนี้ ใช้เอเอทำงานอย่างไร ซึ่งคำถามทั้งหมดนี้ เราตอบได้ทุกข้อ (แต่ไม่ได้แปลว่าตอบได้ดี) เราในตอนนั้น ภูมิใจกับตัวเองมากที่ผ่านกการสัมภาษณ์มาได้โดยไม่อายตัวเอง และต้องขอบคุณกรรมการสัมภาษณ์และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ไม่ได้มีออร่ากดดันให้เรากลัวเลย ซึ่งนั่นทำให้เรายิ่งอยากเข้าไปทำงานในรัฐสภาเพิ่มขึ้นไปอีก
หลังจากจากวันสัมภาษณ์ เราต้องรออีกหนึ่งเดือนถึงจะประกาศผลขึ้นบัญชี เราคาดหวังไว้ค่อนข้างสูงว่าจะสามารถติดอันดับที่ดีและได้รับการเรียกบรรจุในรอบแรก (6 ลำดับแรก) เพราะเราทำได้ดั่งใจเราคิดตลอดการสอบ แต่ผลลัพธ์กลับผิดคาด เพราะเราไม่ได้ติด 6 ลำดับแรกอย่างหวัง ซึ่งแปลว่าเราต้องทำงานที่เดิมไปอีกหลายเดือน แต่ในความล้มเหลวก็ยังมีความหวัง ชื่อเราอยู่ใน top 10 ที่ยังไงก็มีโอกาสเรียกถึง ไม่ได้แค่ติดบัญชีอย่างที่คิดในตอนแรก เราสบายใจขึ้นจากการให้กำลังใจของที่บ้าน แต่ก็ยังรู้สึกพะว้าพะวัง อยากให้เขาเรียกเร็ว ๆ เพราะงานที่เดิมไม่ตรงกับความต้องการของเราอีกต่อไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ไหนไม่ได้เพราะเรายังไม่มีการคอนเฟิร์มใด ๆ ว่าเราจะได้งานรัฐสภาจริง ๆ ทุกวันนี้จึงได้แต่ทำใจและหวังว่าเราจะได้เข้าทำงานใน รัฐสภา สผ. แห่งนี้ ในปลายปีอย่างที่ตั้งใจ