เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
The Story of "SBY"sbyworld
หอศิลป์แห่งนี้...เข้าชม(เกือบ)ฟรี
  • ใครว่า...ของฟรีไม่มีในโลก
    เพราะความจริงแล้ว...ของฟรีมีในโลกถึงแม้ว่าจะมีราคาที่ต้องจ่ายในภายหลังก็ตามที

    ย้อนกลับไปในวันเกิดเหตุ (20 กรกฎาคม พ.ศ. 2568) ณ สหราชอาณาจักร
    วันนั้นฝนได้ถล่มลงมาแต่เช้าตรู่ราวกับจะขัดขวางไม่ให้ฉันเดินทางไปยังหมุดหมายที่ต้องการ
    แต่เมื่อตั้งใจจะไปแล้วประกอบกับอาจารย์ของฉันได้ดำเนินการจองตั๋วรถบัสเพื่อเดินทางจาก
    เมืองบริสโตลเข้าไปยังเมืองลอนดอนพร้อมกันเป็นที่เรียบร้อย แผนการที่วางเอาไว้จึงดำเนินต่อไป

    เหตุผลที่นำพาให้ฉันเข้าไปยังเมืองหลวงของจักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่มีวันตกดินมีอยู่ ข้อด้วยกัน
    หนึ่งคือเพื่อเดินทางไปพบเพื่อนสมัยมัธยมฯ ที่ไม่ได้พบปะกันมานานเกือบศตวรรษ
    และสองคือเพื่อเดินทางไปดูภาพวาดของศิลปินชื่อดัง ณ หอศิลป์แห่งชาติ (The National Gallery)

    หลังจากลงจากรถบัสและนั่งรถไฟใต้ดินไปพบเพื่อนสมัยมัธยมฯ ที่ตลาดชื่อดัง (Borough Market) พร้อมกับกินข้าวกลางวันด้วยกันเรียบร้อยแล้ว ฉันและรุ่นน้องร่วมทริปอีก รายจึงนั่งรถเมล์
    ไปยังหอศิลป์แห่งชาติ (The National Gallery) ก่อนจะต้องเผชิญกับฝูงชนจำนวนมาก
    ที่ต่างออกมาเที่ยวในวันอาทิตย์ เดชะบุญที่ฉันตัดสินใจทำตามคำแนะนำของเพื่อนสมัยมัธยมฯ 
    ด้วยการจองตั๋วออนไลน์ในราคา ปอนด์ซึ่งย่อมดีกว่าการต่อแถวจองหน้างานที่อาจกินเวลานาน
    และเพราะสามารถเข้าชมได้ฟรี บรรดาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจึงเข้มงวดถึงขั้นที่
    ขอดูรหัสสมาชิกในระบบออนไลน์ผ่านโทรศัพท์ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระบบคัดกรองที่ฉลาดแยบยล
    โดยไม่มีเงินตราเป็นเงื่อนไข และต่อให้การเข้าชมครั้งนี้จะไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ 
    ทว่าก็ไม่ได้ง่ายดายที่จะเดินดุ่ม ๆ เข้าไป ถ้าหากไม่ทำตามกติกา

    หลังจากก้าวขาเข้าสู่หอศิลป์แห่งชาติ (The National Gallery) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 
    ฉันจึงได้พบกับผลงานจิตรกรรมจำนวนมากที่แขวนเรียงรายอยู่บนผนัง 
    บ้างก็มีขนาดเล็กจนต้องเพ่งมอง บ้างก็ใหญ่โตมหึมาจนไม่อาจจินตนาการได้ว่า
    ศิลปินต้องใช้เวลารังสรรค์ทั้งหมดกี่ปีจนเสร็จหาก แต่ที่ติดตรึงใจมากที่สุดคงหนีไม่พ้น
    ภาพวาดของ 3 จิตรกรชื่อดังผู้ร่วมขบวนการลัทธิประทับใจ (Impressionism) ได้แก่

    Water-Lilies โดย ออสการ์-โคลด์ โมเนต์ (Oscar-Claude Monet)
    Sunflowers โดย วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent van Gogh)
    Portrait of Hermine Gallia โดย กุสตาฟ คลิมต์ (Gustav Klimt)

    และที่มีจำนวนเยอะไม่แพ้กันนั่นคือผู้คนที่ดั้นด้นเดินทางมาจากทุกมุมโลกในรูปแบบหลากหลาย
    ไม่ว่าจะเป็นคนเดียว คู่รัก ครอบครัว กลุ่มเพื่อน และหมู่คณะ สถานที่จัดแสดงภาพที่ควรใช้ตามองมากกว่าหูฟังจึงเต็มไปด้วยเสียงและสำเนียงภาษาจากปากของมนุษย์ทั้งหลาย

    และนั่นทำให้ฉันอดคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนไม่ได้ ทั้งยังลองตั้งสมมติฐานว่าถ้าหากประเทศไทย
    ในอุดมคติมีหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยงานจิตรกรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก
    และเปิดให้เข้าชมฟรีเช่นนี้ก็คงดีมิใช่น้อย ทว่าเพราะเหรียญมี ด้าน 
    ฉันจึงขอเสนอ 2 มุมมองเพื่อไม่ให้ดูอคติจนเกินไป

    มุมมองหนึ่งคือ หอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยควรเปิดให้เข้าชมฟรี
    เหมือนหอศิลป์แห่งชาติ (The National Gallery) เพราะผลงานที่อยู่ด้านในไม่ได้มีชื่อเสียงเท่า 
    หากแต่กลับต้องเสียค่าเข้าชมทั้งแบบที่ราคาจับต้องได้กับแบบที่ราคาสูงเกินไป

    มุมมองสองคือ การที่หอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ของประเทศไทยเก็บค่าเข้าชมเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
    และสมควรดำรงต่อไป เพราะสิ่งที่ผู้มาเยือนจะได้ประสบพบเจอล้วนแล้วแต่เป็นเอกลักษณ์และ
    ความเป็นชาติของประเทศไทยที่ไม่สามารถหาชมได้จากที่ไหนนอกจากที่นี่ 
    ในขณะที่สหราชอาณาจักรได้นำภาพวาดของจิตรกรที่ไม่ได้มีชาติกำเนิดเป็นผู้ดีอังกฤษมาจัดแสดง
    ซ้ำร้ายยังนำมาต่อยอดให้กลายเป็นของที่ระลึกและจัดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์
    การเข้าชมฟรีจึงเหมาะสมแล้ว เพราะบางที การเข้าชมฟรีอาจเป็นเพียงฉากหน้า
    ราวกับว่าของฟรีมีในโลก ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเป็นแค่เรื่องเลื่อนลอย

    เหนือสิ่งอื่นใด ศิลปะควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้โดยไม่มีเงื่อนไขในชีวิต
    ไม่ว่าจะเป็นฐานะ วรรณะ ศาสนา ภาษา ระดับการศึกษาซึ่งเป็นบ่อเกิดของความแตกต่าง
    ...มากีดกัน

    พรชา จุลินทร
    27 กุมภาพันธ์ 2569
    15.02 น.
Views

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in