เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
รีวิวเว้ย (3)Chaitawat Marc Seephongsai
สิ่งแวดล้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ By โสภารัตน์ จารุสมบัติ
  • รีวิวเว้ย (2256) ย้อนกลับไปเมื่อปี 2006 สารคดีก้องโลกอย่าง "An Inconvenient Truth" ได้จุดประกายให้เราตระหนักถึงวิกฤต "โลกร้อน" อย่างจริงจัง นับแต่นั้นมา ภาพการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้นตอของปัญหาล้วนมาจากน้ำมือมนุษย์ วลีตลกร้ายที่ว่า "โลกกำลังเอาคืน" แท้จริงแล้วไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะวิกฤตสิ่งแวดล้อมคือความท้าทายที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน และที่สำคัญที่สุดคือ ปัญหาเหล่านี้ "ไม่มีเส้นแบ่งพรมแดน" (Non-Boundary) ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตฝุ่นควัน PM 2.5 ที่ปกคลุมทั่วทั้งภูมิภาค หรือเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลกลางทะเลที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง หายนะเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่มีมหาอำนาจหรือรัฐใดรัฐหนึ่งสามารถรับมือและแก้ไขปัญหาได้เพียงลำพัง นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ขยับขยายกลายมาเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
    หนังสือ : สิ่งแวดล้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
    โดย : โสภารัตน์ จารุสมบัติ
    จำนวน : 334 หน้า
    .
    หนังสือ "สิ่งแวดล้อมกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ" เล่มนี้ ถูกร้อยเรียงขึ้นเพื่อตอบโจทย์สำคัญ 2 ประการ คือ ทำไมสิ่งแวดล้อมจึงต้องการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และทำไมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงต้องศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อม ผู้เขียนพยายามพาผู้อ่านไปทลายกรอบความคิดเดิม ๆ ที่มองว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาสำคัญ หรือตั้งคำถามว่ามันไปเกี่ยวอะไรกับการเมือง โดยชี้ให้เห็นว่าเมื่อปัญหาธรรมชาติไม่สนใจเส้นเขตแดนสมมติของมนุษย์ "การเมืองเรื่องสิ่งแวดล้อม" จึงกลายเป็นกลไกและหัวใจสำคัญในการแสวงหาทางออกร่วมกันของประชาคมโลก ผ่านการเจาะลึกตั้งแต่ที่มา พัฒนาการ เครื่องมือ ทฤษฎี ไปจนถึงปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
    .
    โครงสร้างเนื้อหาภายในเล่มแบ่งออกเป็น 7 บท ที่ครอบคลุมทุกมิติของการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมโลก โดยเริ่มจากการปูพื้นฐานกระบวนทัศน์ของปฏิสัมพันธ์ระหว่างสองศาสตร์นี้ เพื่อให้เห็นจุดเริ่มต้นและพัฒนาการ ก่อนจะพาไปทำความรู้จักกับทฤษฎีและแนวคิดที่สำคัญ เช่น ทฤษฎีสีเขียว (Green Theory) เศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศสีเขียว และแนวคิดการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน จากนั้นจึงเจาะลึกถึงโครงสร้าง วิวัฒนาการ และทิศทางของระบอบระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการวิเคราะห์บทบาทของตัวแสดงต่าง ๆ ทั้งรัฐชาติ องค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ (NGO) บรรษัทข้ามชาติ และกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) ที่มีส่วนขับเคลื่อนนโยบายระดับโลก
    .
    นอกจากการวางรากฐานทางทฤษฎีและตัวแสดงแล้ว หนังสือยังให้ความสำคัญกับเรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเจาะลึกพัฒนาการจากจุดเริ่มต้นสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ ความตกลงพหุภาคี (MEAs) และศิลปะการเจรจาต่อรอง พร้อมทั้งสำรวจความขัดแย้งและจุดร่วมระหว่างเศรษฐกิจระหว่างประเทศกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการค้าระหว่างประเทศ องค์การการค้าโลก (WTO) และมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ก่อนจะปิดท้ายด้วยบทสรุปที่ชี้ชวนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการและทิศทางของความร่วมมือระดับพหุภาคีต่อไปในอนาคต
    .
    ประโยคสั่นสะเทือนโลกของนักเคลื่อนไหวเยาวชนอย่าง เกรต้า ธันเบิร์ก (Greta Thunberg) ก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำทันทีที่ว่า "คุณกล้าดียังไงขโมยความฝันและวัยเด็กของฉันไป ผู้คนกำลังล้มตาย ระบบนิเวศกำลังพัง แต่คุณกลับพูดแต่เรื่องเงิน คุณกล้าดียังไง... ปี 2078 ฉันจะอายุ 75 ปี ถ้าฉันมีลูกหลาน พวกเขาคงถามฉันว่า พวกคุณไม่ทําอะไรเลยหรือในเวลาที่ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลง?" หนังสือเล่มนี้จึงเปรียบเสมือนบทพิสูจน์ทางวิชาการที่ตอกย้ำเสียงเพรียกของเกรต้า และอธิบายให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ทำไมผู้มีอำนาจระดับโลกจึงมักละเลยปัญหาเหล่านี้ และเราจะใช้กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in