เราใช้คุ๊กกี้บนเว็บไซต์ของเรา กรุณาอ่านและยอมรับ นโยบายความเป็นส่วนตัว เพื่อใช้บริการเว็บไซต์ ไม่ยอมรับ
รีวิวเว้ย (3)Chaitawat Marc Seephongsai
รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 46 ฉบับที่ 3 (ส.ค.-ธ.ค. 68) Byธเนศ วงศ์ยานนาวา บก.
  • รีวิวเว้ย (2171) ชีวิตต้องมีความหวัง  สำหรับคริสต์ศาสนาที่ต้องมีความหวังนั้นแสดงถึงการยอมรับการกลับของ ‘Messiah’  การกลับไปคืนดีกับพระผู้เป็นเจ้าผู้ให้อภัยกับมนุษย์เสมอ  ถึงแม้ว่า Milan Kundera จะเสียดสีในนิยาย The Joke ด้วยประโยค “Optimism is the opium of the people”  การมองโลกในแง่ดีเป็นกำลังใจให้กับการต่อสู้เสมอ  แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์คือความหวังของผู้อยู่ในโลกมืด  การมองโลกในแง่ดีของผู้ต่อต้านทุนนิยมแสดงออกผ่านขั้นตอนพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ (historical materialism) ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกสังคมนิยม  ความสำเร็จของการปฏิวัติรัสเซียตอกย้ำความหวังในการเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมนิยมให้เห็นมากยิ่งขึ้น
    .
    ความหวาดกลัวที่มีต่อการปฏิวัติรัสเซียหลอกหลอนผู้คนก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง  ความหวังของการเปลี่ยนแปลงระบบทุนนิยมแบบ “ขุดหลุมฝังตัวเอง” ได้รับการยืนยันในงาน Capitalism, Socialism and Democracy (1942) โดย Joseph Schumpeter ผู้ถามตั้งคำถามว่า “Can Capitalism Survive?”  คำตอบก็คือ “ไม่” แต่ระบบทุนนิยมมีคุณลักษณะที่ Schumpeter เน้นก็คือ ‘การทำลายล้างที่สร้างสรรค์’ (creative destruction)  จากแนวความคิดของ Schumpeter จนถึงกรอบโมเดลที่สนับสนุนด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ในการแข่งขันกันพัฒนานวัตกรรม (innovation) เพื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในผลงานของ Philip Aghion และ Peter Howitt นั้นนำไปสู่การได้รับรางวัลโนเบิลทางเศรษฐศาสตร์ปี ค.ศ. 2025
    .
    การทำลายล้างที่สร้างสรรค์ไม่ได้ปฏิเสธหายนะของทุนนิยม  แต่หายนะของทุนนิยมที่เกิดขึ้นจากนวัตกรรมและผู้ประกอบการ (entrepreneur) อันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (economic growth)  รางวัลโนเบิลปี ค.ศ. 2024 ที่มอบให้กับ Daron Açemoglu James A. Robinson และ Simon Johnson ตอกย้ำความจำเป็นของการมีสถาบันในการเสริมสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  เพียงแต่ Joel Mokyr ที่ได้รางวัลโนเบิลปี ค.ศ. 2025 นั้นกลับพิจารณา ‘การเจริญเติบโต’ (growth) ในมิติของวัฒนธรรม (culture) มากกว่าที่จะเป็นโมเดลคณิตศาสตร์  ‘ความรู้’ ในฐานะหน่วยสำคัญของการผลิตจะต้องมีบทบาทสำคัญ
    .
     เมื่อทำให้เกิด ‘การเจริญเติบโต’ (growth) ผลลัพธ์ก็คือรับรางวัลโนเบิล แต่ ‘การเจริญเติบโต’ ไม่ได้มีมิติของการกระจาย (distribution)  ปัญหาของการกระจายถดถอยมากยิ่งขึ้นนับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990  อันเป็นช่วงเวลาของเสรีนิยมใหม่สถาปนาสถาบันต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
    .
    จากปี ค.ศ. 1942 มาจนถึงปี ค.ศ. 2026 การ ‘ไม่รอดของระบบทุนนิยม’ ยังเป็นเพียงคำกล่าวที่มอบให้กับชีวิตที่ต้องมองโลกในแง่ดี โลกที่จะต้องมีความหวังและการมองโลกในแง่ดีตามข้อเสนอของเหล่าศาสดาและผู้นำ  พลังของความหวังและการคิดบวกย่อมทำให้ชีวิตไร้ซึ่งพิษร้าย  แต่การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในต้นทศวรรษที่ 1990 กลับตอกย้ำว่าสังคมนิยมต่างหากที่ไม่รอด
    .
    การล่มสลายของสังคมนิยมหมายถึงการถดถอยของความคิดมาร์ซิส  โดยยังดำเนินไปพร้อมกันกับการขยายตัวของการต่อสู้ทางการเมืองอัตลักษณ์ (identity politic) แบบอเมริกันผงาดขึ้นมามีบทบาท  สำหรับสังคมอเมริกันที่เชื่อในความเท่าเทียมกันชนชั้น (class) เป็นคำแสลงหู   การเมืองอัตลักษณ์แบบอเมริกันขยายตัวไปยังดินแดนที่ชนชั้นมีความสำคัญแบบในยุโรป  กรอบความคิดมาร์กซิสปรับตัวด้วยการผสมผสานเข้ากับความคิดแบบอื่นๆ แม้กระทั่งความคิดของอนุรักษ์นิยม เช่น Carl Schmitt  จนเปิดทางให้กับ ‘left Schmittian’ เป็นต้น  นอกจากนั้นมาร์กซิสผสมผสานเข้ากับการเมืองวัฒนธรรม (cultural politic) ที่ความคิดของนักคิดฝรั่งเศสหลังพฤษภาคม ค.ศ. 1968 ผงาดขึ้นมาในครึ่งหลังของทศวรรษที่ 1970
    .
    ความหวังไม่ได้หดหายไปไหน เพียงแต่ความหวังปรากฏในรูปของ ‘วิกฤติ’ (crisis) อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของสภาวะสมัยใหม่แบบยุโรป (European modernity)  วิกฤติที่ในมิติหนึ่งจะทำลายล้างระบบทุนนิยม แต่ก็ยังให้ช่องทางเลือกต่อระบบทุนนิยม  หลังการล่มสลายของสังคมนิยมวิกฤติการเงินปี ค.ศ. 2008 ให้ความหวังต่อการล่มสลายของระบบทุนนิยม  แต่ทุนนิยมที่สร้างวิกฤติก็เป็นทุนนิยมการเงินเท่านั้น  ความเสรีของภาคการเงินที่ขยายตัวอย่างมากด้วย Gramm-Leach-Bliley Act (1999) เสริมสร้างอำนาจทางการเงินให้กับภาคการเงิน
    .
    เส้นทางไปสู่ภาคการเงินเป็นวิถีชีวิตที่ผู้คนที่มีการศึกษาปรารถนา  เสรีนิยมใหม่เสริมสร้างความไม่เท่าเทียมกันที่ดำรงอยู่มาเป็นเวลายาวนานนั้นมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  หลังจากหลายทศวรรษของชีวิตที่ยากลำบาก ตั้งแต่หนี้สินที่เพิ่มมากขึ้นไปจนถึงคุณภาพชีวิตตกต่ำ เช่น อากาศ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นภายใต้โครงสร้างของช่องว่างทางชนชั้นที่ห่างมากขึ้นทำให้กรอบความคิดมาร์กซิสลืมตาอ้าปากได้มากขึ้น  ถึงแม้ว่าการต่อต้านทุนนิยม/เสรีนิยมใหม่จากหลายต่อหลายกลุ่มจะดำเนินมาโดยตลอดก็ตาม  
    .
    ความเป็นหนึ่งเดียวของมาร์ซิสที่ไม่เคยมีก็ยิ่งไม่มีมากยิ่งขึ้น จากการต่อสู้ของผู้หญิง คนดำ คนจากซีกโลกใต้ ฯลฯ ต่างมีความต้องการที่ดำรงอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจและนิเวศทางความคิดที่แตกต่างกัน  การต่อสู้กับระบบทุนนิยมของฝ่ายต่อต้านในดินแดนต่างๆ เกิดขึ้นในทุกระดับ ไม่มีพื้นที่ไหนที่หลุดรอดจากโครงสร้างอำนาจ ไม่มีพื้นที่ไหนหลุดรอดจากการต่อต้าน การวิพากษ์ แม้กระทั่งระดับญาณวิทยา (epistemology) และโครงสร้างประชาน (cognitive structure) ที่ทั้งหมดแตกต่างกันในทุกระดับ  ตั้งแต่สังคมไปจนถึงปัจเจกชน  
    หนังสือ : รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 46 ฉบับที่ 3 
    (ส.ค.-ธ.ค. 68)
    โดย : ธเนศ วงศ์ยานนาวา บก.
    จำนวน : 200 หน้า 
    .
    รัฐศาสตร์สาร ปีที่ 46 ฉบับที่ 3 
    (ส.ค.-ธ.ค. 68) เล่มนี้มีบทความรวม 4 ชิ้น ดังนี้
    .
    บทความที่ 1 แนวคิดอุดมการณ์ของหลุยส์ อัลธุสแซร์ : กรอบความคิดที่คลาดเคลื่อนในไทย ความสลับซับซ้อนของผู้กระทำ องค์ประธาน และการต่อสู้ทางชนชั้น โดย วนัส ปิยะกุลชัยเดช
    .
    บทคัดย่อ: มโนทัศน์อุดมการณ์ในสกุลความคิดมาร์กซิสท์เป็นที่โดดเด่นและแต่ในบางครั้งคลุมเครือ ความคลุมเครือเกิดขึ้นมาจากการตีความที่กลับไปกลับมาในการตีความของนักทฤษฎีแต่ละท่าน คำว่า ‘อุดมการณ์’ ถูกบัญญัติเป็นครั้งแรกโดยอังตวน เดสสตัท เดอ เทรซี่ นักคิดชาวฝรั่งเศสในยุครู้แจ้ง อย่างไรก็ตามคำดังกล่าวเมื่อกลายเป็นที่นิยมและถูกในนำไปใช้ในวงการการการศึกษา การเมือง และอื่น ๆ นัยและความหมายของแตกต่างกันตามผู้เขียนแต่ละคน จากแนวคิดที่มีความหมายทางบวกในแง่ของ ‘ศาสตร์แห่งความคิด’ (เดอ เทรซี่) ไปสู่การถูกวิพากษ์ในความหมายของ ‘จิตสำนึกที่เป็นเท็จ’ (เองเกลส์) ความหมายของมโนทัศน์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องและมีนัย หลุยส์ อัลธุสแซร์ในฐานะหนึ่งในนักคิดคนสำคัญในสกุลมาร์กซิสท์ได้รับมรดกความซับซ้อนของมโนทัศน์ และพยายามที่จะสร้างมโนทัศน์ที่มีความคงเส้นคงวา เพื่อการนี้อัลธุสแซร์ได้แสดงให้เห็นถึงจุดอ่อน และผสานรวมจุดแข็งของแนวคิดก่อนหน้า
    .
    อัลธุสแซร์ไม่ได้เสนอความคิดเรื่องอุดมการณ์ในงานเขียนชิ้นเดียว แต่แนวคิดดังกล่าวปรากฏขึ้นในงานเขียนหลายชิ้นที่ในบางครั้งทำให้เกิดความไม่คงเส้นคงวาในแนวคิดนั้น บทความวิจัยชิ้นนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะอธิบายแนวคิดอุดมการณ์ของอัลธุสแซร์และนำเสนอแนวคิดดังกล่าวในรูปแบบที่มีเอกภาพและคงเส้นคงวายิ่งขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงแบ่งออกเป็น 3 ส่วนที่หลัก คือการสำรวจแนวคิดที่หลากหลายของของ ‘อุดมการณ์’ ภายในและภายนอกสกุลความคิดมาร์กซิสท์ ส่วนที่สองจะพิจารณาแนวคิดอุดมการณ์ในควาหมายทั่วไป และส่วนสุดท้ายจะนำเสนอแนวคิดอุดมการณ์ในความหมายเฉพาะ
    .
    แนวคิดอุดมการณ์ของอัลธุสแซร์ได้คงไว้ลักษณะบางประการของผู้ก่อตั้งสกุลความคิดมาร์กซิสท์ แต่ตีความแนวคิดดังกล่าวในทิศทางที่ต่างออกไป อัลธุสแซร์เสนอความคิดเรื่องอุดมการณ์ในความหมายทั่วไปในฐานะกลไกในการสร้างผู้กระทำโดยอาศัย ‘การทัก’ สำหรับอัลธุสแซร์แล้วมนุษย์ไม่สามารถดำรงอยู่ได้โดยปราศจากอุดมการณ์ ตัวมนุษย์โดยตัวเองแล้วเป็นมนุษย์อุดมการณ์ การกลายเป็นมนุษย์อุดมการณ์คือการกลายสภาพจากปัจเจกชนกลายมาเป็นผู้กระทำที่ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายสอดคล้องกับบทบาทและความสัมพันธ์ทางสังคมของพวกเขา อย่างไรก็ตามนัยของอุดมการณ์ในความหมายทั่วไปนี้เป็นนามธรรมและดำรงอยู่ตลอดไปคู่กับมนุษย์ เพื่อทำให้เป็นรูปธรรม อัลธุสแซร์เสนอความคิดเรื่องอุดมการณ์ในความหมายเฉพาะที่แสดงให้เห็นว่าปัจเจกชนที่อยู่ในสังคมใด สังคมหนึ่งนั้นกลายมาเป็นผู้ปกครอง และผู้ถูกปครอง ความคิดนี้ยังเปิดเผยถึงสังคมได้ผลิตซ้ำความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างไรเพื่อให้สังคมนั้นดำรงอยู่ต่อไป และวิธีการที่ชนชั้นถูกปกครองจะต่อสู้เพื่อเอาชนะชนชั้นปกครองด้วยการยึดกุมอำนาจรัฐ เปลี่ยนแปลงหรือแม้แต่ทำลายกลไกของรัฐ (ทางการปราบปรามและอุดมการณ์) ในการสร้างสังคมใหม่
    .
    บทความที่ 2 การศึกษาศักยภาพในการบริหารจัดการภัยพิบัติของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี โดย แพรวพรรณ ศิริเลิศ และกานต์รวี วิชัยปะ
    .
    บทคัดย่อ: การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ประกอบด้วย 1) ศึกษาศักยภาพการบริหารจัดการภัยพิบัติของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี 2) วิเคราะห์ความสอดคล้องของการดำเนินงานด้านการลดความเสี่ยงภัยพิบัติตามกรอบเซนไดของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี และประเทศในภาพรวม และ 3) เสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภัยพิบัติของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้แทนเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี บุคลากรฝ่าย/งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติ นโยบายสาธารณะ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    .
    ผลการวิจัยพบว่า 1) ศึกษาศักยภาพการบริหารจัดการภัยพิบัติของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี พบว่าเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี มีศักยภาพในการบริหารจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ แต่ด้วยกระบวนการปฏิบัติงานที่มีการกระจายอำนาจจากราชการส่วนกลางลงสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกิดเป็นข้อจำกัดในการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการภัยพิบัติทั้งด้านโครงสร้างองค์กรและด้านทรัพยากร ได้แก่ บุคลากร งบประมาณ และเครื่องมืออุปกรณ์ ทำให้เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี มีข้อจำกัดในการเตรียมรับมือและตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ 2) วิเคราะห์ความสอดคล้องของการดำเนินงานด้านการลดความเสี่ยงภัยพิบัติตามกรอบเซนไดของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีในภาพรวม พบว่ามีความสอดคล้องในภาพรวม มีการสร้างความเข้าใจและกลไกในการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ รวมถึงการลงทุนและการพัฒนาศักยภาพในการรับมือและฟื้นฟูจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ภายใต้แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในทุกระดับที่ทำให้ทุกภาคส่วนมีการขับเคลื่อนการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติสอดคล้องตามกรอบเซนได และ 3) เสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภัยพิบัติของเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี พบว่าพื้นที่จำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานและการจัดสรรทรัพยากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภัยพิบัติในพื้นที่ให้สามารถเตรียมรับมือและตอบสนองต่อภัยให้ดียิ่งขึ้นและสอดคล้องกับเป้าหมายระดับสากลในระยะยาว
    .
    บทความที่ 3 กระบวนการดำเนินการการไปทำงานต่างประเทศของแรงงานไทย โดย ปุณญาดา ไชยราช
    .
    บทคัดย่อ: การศึกษานี้มุ่งเน้นศึกษาลักษณะการไปทำงานต่างประเทศของแรงงานไทย และกระบวนการจัดส่งแรงงานไทยในแต่ละรูปแบบภายใต้การกำกับดูแลของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 57 คน ซึ่งผลการศึกษาพบว่า แรงงานไทยสามารถไปทำงานต่างประเทศได้ 5 รูปแบบ ได้แก่ การเดินทางด้วยตนเอง การจัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน การจัดส่งโดยกรมการจัดหางาน การที่นายจ้างส่งลูกจ้างไปทำงาน และการส่งไปฝึกงาน โดยลักษณะการเดินทางของแรงงานจะมีความแตกต่างกันระหว่างแรงงานฝีมือกับแรงงานกึ่งฝีมือและไร้ฝีมือ ทั้งในด้านกระบวนการ รูปแบบการประสานงาน และระดับการคุ้มครองสิทธิแรงงาน โดยกลุ่มแรก (1) แรงงานฝีมือส่วนใหญ่มักมีความสามารถทางภาษาและทักษะวิชาชีพเฉพาะด้าน จึงสามารถหางานและดำเนินการขอวีซ่าด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพากระบวนการของภาครัฐ และมักได้รับการคุ้มครองผ่านสัญญาจ้างที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าแรงงานกลุ่มนี้มักละเลยการแจ้งข้อมูลต่อหน่วยงานภาครัฐ อันเนื่องมาจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนหรือการไม่เห็นความจำเป็น ในขณะที่กลุ่มที่สอง (2) แรงงานกึ่งฝีมือและไร้ฝีมือจำเป็นต้องพึ่งพาตัวกลาง ผ่านกลไกต่างๆ ของรัฐ เช่น บริษัทจัดหางาน หรือกระบวนการจัดส่งโดยภาครัฐ ซึ่งแม้จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกละเมิดสิทธิ แต่ยังคงพบปัญหาจากการดำเนินงานของนายหน้า การเก็บค่าใช้จ่ายเกินจริง และการทำสัญญาแบบไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยังมีช่องทางอื่น เช่น การที่นายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างไปทำงานหรือฝึกงานในต่างประเทศ รวมถึงแรงงานที่ติดต่อหางานด้วยตนเองผ่านเครือข่ายหรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งแม้จะเป็นทางเลือกใหม่ แต่ยังต้องอยู่ภายใต้การอนุญาตและตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิแรงงานโดยไม่รู้ตัว
    .
    บทความที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้และอำนาจในความตาย ในปรัชญาการเมืองของโสเกรตีส กับโธมัส โดย ฮอบส์ พิศาล มุกดารัศมี
    .
    บทคัดย่อ: ความตายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ส่วนความรู้ในความกลัวความตายคือสิ่งที่มนุษย์คิดค้นและสร้างขึ้นมาในภายหลัง ความรู้ในความกลัวความตายเป็นสิ่งที่มีความเชื่อมโยงกับอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจในทางการเมือง ในทุกอารยธรรมและความรู้ทางศิลปะวิทยาการบุคคลผู้มีความรู้ สามารถเป็นผู้ครอบครองและควบคุมความรู้ในความตายย่อมมีอำนาจเหนือบุคคลทั่วไป ในนามของศาสดา นักบวช นักปราชญ์และผู้ปกครอง ดำเนินการควบคุมผ่านรูปแบบของพิธีกรรม ปทัสถาน จารีตธรรมเนียม สถาบันและกระบวนการทางสังคมการเมือง
    .
    ความตายเป็นสิ่งที่อำนาจรัฐและผู้ปกครอง ดำเนินการลงโทษให้แก่บุคคลผู้มีความคิดและปฏิบัติตนในเชิงต่อต้านท้าทาย การตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบไปจนถึงไม่เชื่อฟังฝ่าฝืนอำนาจรัฐหรือยืนอยู่ขั้วตรงข้ามกับฝ่ายรัฐ ความตายทำหน้าที่ของมันทั้งในทางกายภาพและทางความคิด ตั้งแต่การสั่งห้าม สร้างให้เกิดความเกรงกลัวจนถึงขั้นทำลายทั้งตัวบุคคลและความคิดของบุคคลผู้เป็นเจ้าของความคิด ที่จะแสดงและพูดออกมา ความตายคืออำนาจในลักษณะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่รัฐและผู้ปกครองครอบครองไว้อย่างมั่นคง เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ความคิดการปะทะกันระหว่างอำนาจ ความรู้และความตาย สะท้อนผ่านเหตุการณ์การลงโทษประหารชีวิตโสเกรตีส นักปรัชญาการเมืองผู้ต้องการแสวงหาความรู้และความจริงทางการเมืองคนแรก ถูกรัฐและผู้ปกครองหยิบยืนความตายให้ แต่ความตายของ ‘โสเกรตีส’ ได้สร้างความรู้ที่เกี่ยวกับความตายและปรัชญาการเมืองเกิดขึ้นมา
    .
    ความตายและอำนาจเหนือความตายของรัฐและผู้ปกครอง ยิ่งเพิ่มความแนบแน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้นเมื่อความรู้ทางปรัชญาการเมืองพัฒนาต่อเนื่องมาถึงสมัยใหม่ ประจักษ์ชัดในผลงานของ ‘โธมัส ฮอบส์’ จากการที่รัฐและผู้ปกครองในสถานะของการเป็นสิ่งประดิษฐ์สร้างมาจากผู้คน รัฐคือสิ่งที่ผู้คนต้องการเพื่อให้ตนเองมีชีวิตที่สุขสงบ ถูกมอบหมายมาให้ปฏิบัติหน้าที่หลักในการปกป้องดูแลความปลอดภัยในชีวิตของผู้ใต้ปกครอง การมีรัฐส่งผลให้ผู้คนก้าวพ้นออกมาจากสภาวะธรรมชาติ คือสภาวะที่ไม่พึงประสงค์ ดังนั้นความต้องการรักษาชีวิตส่งผลให้รัฐและผู้ปกครองสมัยใหม่มีความชอบธรรมในการใช้อำนาจเพื่อปกครองดูแล ดำเนินการควบคุมเหนือความเป็นและความตายของผู้ใต้ปกครอง



เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

Log in